เด็กเค้ามีภูมิคุ้มกัน

20150429_BirdThongchai

“เราจนมาก แต่เป็นช่วงชีวิตที่อบอุ่นที่สุดและมีความสุขที่สุด เป็นการมีชีวิตที่จริงที่สุด”

– ธงไชย แมคอินไตย์ (พูดถึงวัยเด็ก)

a day เล่ม 176 April 2015

—–

เมื่อเช้านี้มาถึงออฟฟิศ ก่อนขึ้นลิฟต์เดินผ่านร้านนายอินทร์เลยเหลือบไปเห็นปก a day เล่มใหม่แล้วก็ตรงปรี่เข้าไปคว้าทันที

ผมรอเล่มนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่ตอนได้อ่านบทบรรณาธิการ a day ฉบับที่แล้วที่พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขันเล่าว่า เล่มถัดไปจะเป็นเรื่องของธงไชย แมคอินไตย์

ผมเพิ่งพลิกอ่าน a day เล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้า แต่ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเป็นเล่มที่ทุกคนควรซื้อมาเก็บเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันได้ร้อยเรียงชีวิตซุปเปอร์สตาร์คนเดียวของเมืองไทยไว้อย่างละเอียดละออละมุนละไมราวกับวรรณกรรมชั้นดี

—–

ชีวิตของพี่เบิร์ด ธงไชยนี่จะว่าไปโคตรเหมือนละครเลย มีพี่น้องสิบคน โตมาในสลัม ที่บ้านไม่มีไฟใช้ ต้องจุดตะเกียงพายุ ต้องหาเงินด้วยการพับถุงขาย ขายเรียงเบอร์ หรือแม้กระทั่งเย็บงอบ

แต่พี่เบิร์ดกลับบอกว่าชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมาก

“เวลาผ่านมาก็พบว่าการที่เราหมกมุ่นวุ่นวายอยู่ในความคิดบวกๆ ของตัวเองได้มาจากป๋ากับแม่ เขาไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเราจนเลย บ้านเราไม่มีทีวี ป๋ากับแม่จูงเราไปที่อื่น ทางโน้นมีดนตรี มีลิเกลำตัด บ้านเรามีกีต้าร์เก่าๆ มาเล่นดนตรีร้องเพลงกัน ป๋ากับแม่เล่าเรื่องราวให้ฟังว่าตอนเขารักกันเป็นยังไง ตอนสงครามเป็นยังไง เราก็นั่งฟังกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรารวยที่สุดเลยนะ เราไม่เห็นคุณค่าของเงินเลย รวยมาก”

—–

สมัยเด็กๆ ผมอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง ถ.กรุงเทพกรีฑา อยู่ซอย 23 ซึ่งเป็นซอยท้ายสุดของโครงการ

ทาวน์เฮาส์สองชั้น แต่อยู่กันเก้าคน มีพ่อ แม่ ผม รอง น้าแดง หญิง ชาย ยายปุก และน้าหวาน

ผมจำได้ว่าอาหารสุดโปรดของผมคือคอหมูย่าง ซึ่งนานน๊านนน จะได้กินซะที เพราะราคาก็แพงอยู่สำหรับฐานะครอบครัวในตอนนั้น น้าแดงจะซื้อมาจากมอเตอร์ไซค์รถเข็นในตลาดตรงอู่รถเมล์สาย 93 เสร็จแล้วก็เอามาเทใส่จาน นั่งล้อมวงกันกินบนพื้นครัว

มีแค่ข้าวเปล่า คอหมูย่าง และน้ำจิ้มแจ่ว แค่นี้ก็โคตรฟินแล้ว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมกินคอหมูย่างมาไม่รู้กี่ร้อยจาน ก็ยังไม่เคยเจอจานไหนที่อร่อยสู้คอหมูย่างเจ้านั้นได้เลย

—–

ถึงเด็กชายธงไชยจะมีความสุขมาก แต่ผมเดาว่าพ่อแม่ของเด็กชายธงไชยก็คงเครียดและทุกข์พอสมควรกับสภาพชีวิตที่กระเบียดกระเสียร เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกให้ลูกๆ เห็นเท่านั้นเอง

คนในวัยผมที่กำลังจะเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คงกำลังขยันทำงาน เพื่อจะได้มีเงินเก็บเยอะๆ ครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก ลูกๆ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กันอย่างมีกินมีใช้

แต่เรากำลังคิดมากเกินไปรึเปล่า?

เรื่องราวหรือสภาพต่างๆ ที่เราคิดว่า “แย่” สำหรับเรานั้น เด็กๆ เขาอาจจะบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะมองว่ามันเป็นเรื่องแย่ก็ได้

ครับ ผมกำลังจะบอกว่า เด็กๆ อาจจะมี “ภูมิคุ้มกันความทุกข์” สูงกว่าผู้ใหญ่

เพราะเด็กๆ ยังไม่รู้อะไร

ส่วนผู้ใหญ่ก็รู้เยอะเกินไป

ผมยังสงสัยอยู่ว่า พี่เบิร์ดจะรู้สึกว่าชีวิตวัยเด็กของเขาจะสมบูรณ์กว่านี้รึเปล่า ถ้าเด็กชายธงไชยได้ใช้ชีวิตในบ้านหลังโตๆ มีทีวี มีตู้เย็น

ผมว่าไม่

เผลอๆ ถ้าพ่อแม่พี่เบิร์ดเขารวยกว่านี้ เมืองไทยอาจจะไม่มีซุปเปอร์สตาร์ชื่อธงไชย แมคอินไตย์เลยก็ได้

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!

—–

ผมว่าความต้องการพื้นฐานของเด็กมันมีไม่มากนักหรอก

แค่ท้องอิ่ม ได้เล่น และได้ใช้เวลากับคนที่เขารัก แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บเงินเพื่อสร้างมันอยู่ อาจจะเป็นแค่ nice to have

ถ้าให้เด็กเลือกระหว่างกินอาหารไฮโซคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ กับนั่งล้อมวงกินคอหมูย่างจิ้มแจ่วที่ท้ายครัว

ผมว่าเด็กส่วนใหญ่จะเลือกอย่างหลังนะครับ

—–

Credits: นิตยสาร a day เล่ม 176 ปกเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์  เมษายน 2558

ยังมีหวัง

20150428_EndlessHope
Some see a hopeless end while others see an endless hope

บางคนมองเห็นจุดจบที่สิ้นหวัง บางคนมีความหวังไม่รู้จบ

– Unknown

——

บางทีเมล์สองฉบับก็มีพลังมากกว่าที่คิด

เมื่อวานนี้ผมส่งเมล์หาเพื่อนพนักงานทอมสันรอยเตอร์ว่าเราจะรับบริจาคเงินให้กับเนปาล ใครสนใจให้ลงชื่อและแจ้งยอดที่คิดจะบริจาคไว้ได้เลย (ผมใช้ surveymonkey.com ในการเก็บข้อมูล)

ตอนเย็นๆ ผมเช็คยอด ได้มาเกิน 70,000 บาทแล้ว เลยโพสต์บนวอลล์ Facebook ของผม เผื่อคนอื่นนอกบริษัทจะร่วมด้วย โดยตั้งเป้าว่าน่าจะได้ถึง 100,000 บาท

เมื่อเช้านี้มาถึงออฟฟิศ มีคนลงชื่อไว้ 96 คนและยอดบริจาครวม 95,000 บาทแล้ว!

ผมเลยส่งเมล์ฉบับที่สองออกไป ว่าวันนี้เราจะปิดรับเงินบริจาคแล้วนะ

สุดท้ายวันนี้ผมได้ผู้บริจาค 315 คน มีทั้งคนที่บริจาค 100 บาท ถึงคนที่บริจาค 5000 บาท

ผมเปิดโต๊ะรับบริจาคช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสาม มีคนถือเงินสดมาบริจาคถึง 265,300 บาท

ส่วนเพื่อนที่เคยทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์อีก 8 คนก็โอนเงินมาให้อีก 18,000  หลังจากได้อ่านโพสต์ใน FB ของผม

สรุปเราจึงได้รับเงินบริจาครวม 283,300 บาท!

และเมื่อได้เงินสมทบทุนจาก Thomson Reuters Matching Gifts แล้วก็จะได้เงินเกินครึ่งล้านเพื่อมอบให้สภากาชาดไทยไปช่วยเหลือเนปาลต่อไป

ดีใจและภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยครับ

—–

ทราบมั้ยครับว่าโปรแกรม LINE ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น มีต้นกำเนิดมาจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น?

และล่าสุด Facebook ก็ออก feature ใหม่ชื่อ Safety Check เพื่อให้ Facebook users ที่อยู่ในเนปาลสามารถส่งข่าวบอกญาติพี่น้องได้ว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วนะ

โศกนาฎกรรมอาจนำพาความปวดร้าวมาให้

แต่มันก็นำพาแสงสว่างมาด้วยเช่นกันครับ

คิดถึงเนปาล

20150427_ThinkOfNepal

วันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริคเตอร์ที่ประเทศเนปาล

ภาพของซากปรักหักพัง ใบหน้าที่ปวดร้าวของคนเจ็บและญาติของคนตาย คือสิ่งที่ผ่านสายตาเราตลอดสามวันที่ผ่านมา

ผมเลยอยากจดบันทึกสิ่งที่ไหลผ่านเข้ามายังความคิดของผมดังนี้ครับ

1. สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นแค่สังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ในอินเดีย แต่อยู่ในประเทศเนปาล ผมเปิด Google Maps ดูแล้ว ห่างจากเมืองหลวงกาฐมาณฑุประมาณ 250 กิโลเมตร (จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ที่เมือง Gorkha)

เท่าที่อ่านข่าว บริเวณรอบๆ กาฐมาณฑุ มีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่อายุหลายร้อยปีพังทลายไปไม่น้อย ก็อดคิดไม่ได้ว่าสังเวชนียสถานแห่งนี้จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

 2015-04-27_141209

2. มนุษย์คนแรกที่ปีนเขาเอเวอเรสต์

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากทำมานานแล้วคือการไปเบสแค้มป์ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการเดินขึ้นเขา Everest เห็นเพื่อนชื่อซุปปี้เคยไปกับภรรยาและเพื่อนๆ มาเขาบอกว่าสวยน่าดู

รู้มั้ยครับว่าคนที่พิชิตเอเวอเรสต์คนแรกเป็นชาวนิวซีแลนด์

พอดีผมเคยเรียนที่นี่ เลยรู้จักเขาดีผ่านธนบัตร 5 ดอลล่าร์ เขาชื่อ Sir Edmund Hillary ครับ

Nz5d (1)

3. คนไทยที่ติดอยู่เนปาล

อ่านข่าวบางกอกโพสต์วันนี้ จึงโล่งอกว่านักศึกษาไทย 6 คนที่ขาดการติดต่อไป ตอนนี้ยืนยันมาแล้วว่าปลอดภัยดี แต่ก็เจอข่าวเศร้าว่า “หมออีฟ” แพทย์ที่ทำงานอยู่ในแคมป์ที่เชิงเขาเอเวอเรสต์ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว แม้จะยังไม่คอนเฟิร์มก็แล้วแต่ ผมถือวิสาสะเข้าไปดูที่ FB ของเขา ก็ยังไม่มีการรายงานอะไรเพิ่มเติม ก็ขอภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ครับ

4. สิ่งที่เราทำได้ทางกายภาพ

ผมเคยเขียนไปแล้วว่าความสงสารไม่ได้ช่วยอะไร

เช้าวันนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือส่งเมล์หาเพื่อนพนักงานทอมสันรอยเตอร์ ว่าวันอังคารนี้เราจะเปิดรับบริจาคเงินเพื่อนำเข้าสภากาชาดไทยนะ

ตอนนี้มีคนแจ้งความประสงค์บริจาคเงินมาเกิน 70,000 บาทแล้ว กำลังลุ้นอยู่ว่าจะได้ถึงหนึ่งแสนบาทรึเปล่า

นอกจากนี้เงินทุกบาทที่เราระดมมาได้ ทางทอมสันรอยเตอร์จะช่วยสมทบให้อีกเท่าตัว (เจ๋งป่ะล่ะ)

5. อีกหนึ่งสิ่งที่เราทำได้

สวดมนต์ – นั่งสมาธิ – แผ่เมตตา – และอุทิศบุญกุศลให้กับผู้ประสบภัย ดวงวิญญาณที่เสียชีวิต และหน่วยกู้ภัยที่กำลังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ที่เนปาล ขณะที่เรา นั่งชิลล์ๆ อยู่ในห้องนอน

ผมเชื่อว่าคำสวดภาวนาของเราจะไม่สูญเปล่า ไม่ว่าเราจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือไร้ศาสนาก็ตามที

ภัยธรรมชาติไม่เคยแบ่งแยกศาสนา ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ก็ไม่ควรแบ่งแยกด้วยเช่นกัน

—–

ช่วงนี้ภัยพิบัติดูเหมือนจะเกิดถี่ขึ้นนะครับ เพื่อความไม่ประมาท เราเองก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อม

เพราะถ้าเราไม่หลอกตัวเองก็ย่อมจะรู้แล้วว่า เหตุการณ์ที่เราเห็นในทีวีและโทรศัพท์ ก็สามารถเกิดกับเราได้เช่นกัน

ชีวิตที่เราเลือกได้

20150426_LifeVacaation

“Instead of wondering when your next vacation is, maybe you should set up a life you don’t need to escape from.”

แทนที่จะคิดถึงการหยุดยาวครั้งถัดไป คุณน่าจะลองออกแบบชีวิตที่คุณไม่ต้อง “หนี” ไปไหนดูนะ

– Seth Godin

—–

ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเคยสำรวจมั้ยว่า สัดส่วนของคนที่รู้สึก “ห่อเหี่ยว” ในเช้าวันจันทร์ นับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรวัยทำงาน

คนเราใช้เวลาเกิน 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการทำงาน ถ้างานที่เราทำนำแต่ความทุกข์มาให้ ก็เหมือนชีวิตของเราสั้นลงไป 25 ปีแล้ว

ถ้าย้อนกลับไป 20-30 ปีก่อน ทางเลือกของคนที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง คือตั้งใจเรียนให้จบปริญญา แล้วเข้ารับราชการหรือทำงานบริษัทเอกชน ยากมากที่จะมีคนออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแล้วประสบความสำเร็จ เพราะ “กำแพง” มีมากมายเหลือเกิน

แต่ในยุคนี้ ทางเลือกมีมากมายจริงๆ กำแพงถูกทลายลงด้วยอินเตอร์เน็ท

และเราก็มีทรัพยากรทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีในการทำสิ่งที่เรารักเราชอบอยู่แล้ว

ไม่ว่าคุณอยากจะเรียนเรื่องอะไร คุณแค่เข้า Youtube / Coursera ก็จะมีคอร์สฟรีๆ ให้เรียน

ถ้าอยากเรียนภาษาแบบเอาไปใช้งานได้จริง ก็ลองโหลด Duolingo มาเล่นดู

ถ้าอยากหาคอนเน็คชั่นหรือเพื่อนที่สนใจด้านเดียวกัน ก็เข้าไปหาได้ใน Meetup

อุปสรรคใหญ่ๆ ที่ผมเห็น ก็คือ “ของเล่น” อย่าง Facebook / Line และละครหลังข่าวที่ขโมยเวลาเราไปจนไม่เหลือเวลา/แรงที่จะมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ

ถ้าชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้ยังไม่ตอบโจทย์เรา ก็อาจจำเป็นต้องดูละคร และเล่น social media ให้น้อยลง ซึ่งน่าจะทำให้เราได้เวลาคืนมาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง หรือ 30 ชั่วโมงต่อเดือน และ 365 ชั่วโมงต่อปี

มากเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้กับวิถีชีวิตของเราได้ครับ

แค่พลิกเหรียญ

20150425_Coin

“สุขทุกข์เหมือนเหรียญสองหน้า เราเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะพลิกมันได้”

– ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

—–

ฝรั่งเคยถามผมว่า นิพพานคืออะไร

ผมก็ยกมือขึ้นมา แล้วอธิบายตามที่เคยฟังมาว่า

ถ้าฝ่ามือ เป็นความสุข หลังมือ เป็นความทุกข์

นิพพาน คือ ไม่มีมือ

—–

ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน

เหมือนเหรียญสองด้านอย่างที่คุณขุนเขา คอลัมนิสต์นิตยสาร Secret ในเครืออมรินทร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “รู้มากไปทำไม รู้ใจก่อนดีกว่า

ถ้าพูดตามภาษาพระ ความสุขก็คือความทุกข์อย่างหนึ่ง

เพราะความสุข ทำให้เรามีความอยาก

อยากจะให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ

แต่ไม่มีความสุขไหนอยู่ได้นานกว่าความอยากของเราเลย

เมื่อสุขหมด ใจก็เลยทุกข์ เพราะดิ้นรนแสวงหาความสุขนั้นกลับมา หรือหาความสุขอื่นๆ มาแทนที่

และเพราะความสุขกับความทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่จะพลิกเหรียญนั้นได้ หากเรามีสติและใส่ใจที่จะมองหาแง่มุมดีๆ

หงุดหงิดเพราะรถติดตอนไปส่งแฟน? ดีเลย มีเวลานั่งคุยกับแฟนมากขึ้น

เหงาเพราะไม่มีแฟน? มีอิสระเต็มที่เลย อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนกับเพื่อนก็ได้ไป รู้มั้ยว่าคนแต่งงานแล้วเค้าโหยหาช่วงเวลาโสดแค่ไหน

ทุกข์ใจเพราะไม่สบาย? ชิลล์เลย ไม่ต้องไปทำงาน แถมบริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้เราฟรีๆ ได้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเจอรถติดให้หงุดหงิด!

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ใจเราก็เบาสบายขึ้นมาได้ไม่น้อยแล้ว

แม้ปัญหาจะยังคงอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบกมันไว้ เราจะแก้มันได้ง่ายกว่า (และบางปัญหาก็แก้ไม่ได้ หรือไม่จำเป็นต้องไปแก้ด้วยซ้ำ)

เจอความทุกข์ครั้งถัดไป ลองพลิกเหรียญดูนะครับ