เงิน-ความสุข-คุณค่า

20150504_Thanonchai

“…สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า

โลกไม่เคยจดจำนายโนเบลในฐานะมนุษย์ที่รวยที่สุด แต่โลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่นำเงินทั้งหมดมาทำประโยชน์และสนับสนุนคนดีในการทำสิ่งที่มีคุณค่า

โลกนี้ไม่เคยจดจำคนรวย คนที่คิดถึงตัวเอง คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่การทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า

อย่างที่เรารู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระราชวัง ห้องประชุม หรือศูนย์การค้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางความเป็นจริง ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะแท้จริงแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ

แปลกที่ ณ วันนี้ ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะคิดถึง ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต มีความคิด มีปัญญา…”

– ธนญชัย ศรศรีวิชัย

—–
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคนชื่อธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเคย “เสพ” ผลงานของเขาแทบทุกคน

นิตยสาร a day เคยนำภาพพี่ต่อ ขึ้นปก ในฐานะ “ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

เพราะงานของเขาไปคว้ารางวัล Cannes Lion ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของนักโฆษณามาแล้วนับไม่ถ้วน (แต่เขาไม่เคยเดินทางไปรับรางวัลนะครับ)

ผลงานโฆษณาที่เรารู้จักกันดีก็อย่างโฆษณาสุดซึ้งของไทยประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปู่ชิว แม่ต้อย หรือเรื่อง ลูกสาว

หรือโฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า ก็เป็นฝีมือของคนๆ นี้

ผมไปอ่านเจอบทความข้างบนของพี่ต่อ ผ่าน Facebook ของเพื่อนที่ชื่อยุ้ย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ฟีโนมีน่า

มันเป็นถ้อยแถลงถึง “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย) ว่าเราจะใช้พื้นที่ 500 ไร่บริเวณรอบๆ สถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสันอย่างไร

ฝ่ายรัฐคิดจะสร้างเป็น “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้การรถไฟฯ

แต่พี่ต่อและ “เครือข่ายมักกะสัน” ได้ออกมารณรงค์ให้สร้างป่ากลางเมืองเพื่อเป็นปอดของกรุงเทพ

แถลงการของพี่ต่อนั้นกินใจมาก ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

และถ้าสนใจอยากมีส่วนร่วม ก็เข้าไปไลค์เพจ เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าลองศึกษาข้อมูลเพิ่่มเติม

เพราะปฏิกิริยาแรกที่ผมมีหลังจากอ่านเรื่องการรณรงค์ครั้งนี้ ก็คือรัฐเป็นตัวโกง ส่วนพี่ต่อกับเครือข่ายมักกะสันเป็นพระเอก

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย

พร้อมเตือนตัวเองว่า เคยเขียนเอาไว้เองว่า อันตรายไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผมเชื่อว่าม้นน่าจะมีทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายได้

เพียงแต่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ตั้งแต่ผมเกิดมา ยุคนี้คือยุคที่เอื้อให้เราสามารถสร้างความแตกต่างทางสังคมได้มากที่สุดแล้ว

ถ้าสนใจ ก็อยากให้เรามาช่วยกันครับ

—–

Credits:
โพสต์ทูเดย์ ผู้กำกับดังตั้งคำถามรัฐ

Facebook Page เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

Youtube: ปู่ชิว / แม่ต้อย / ลูกสาว / จน เครียด กินเหล้า

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

20150503_Name

ผมว่าอภิสิทธิ์หนึ่งที่คนไทยมีคือการ “เปลี่ยนชื่อ” ได้ตามใจชอบ

ผมมีเพื่อนชาวต่างชาติอยู่ไม่น้อย และยังไม่เคยเจอคนชาติไหนที่ขยันเปลี่ยนชื่อเหมือนคนไทย

ผมเองก็เคยเปลี่ยนชื่อเหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เปลี่ยนถึงสองครั้ง!

ผมเรียนจบวิศวะมา เชื่อเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่สนใจเรื่องดูฤกษ์ดูยาม ขนาดงานแต่งงานผมกับแฟนกับเลือกเอาวันที่เราสะดวกที่สุด แล้วก็ถามผู้ใหญ่ของเราว่าวันนี้โอเคมั้ย

เมื่อมีพื้นเพเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อถึงสองหน?

—–

ชื่อเดิมของผมชื่อ วรุตม์ คร้บ

นั่นคือที่มาของชื่อเล่นว่า “รุตม์”

วรุตม์ มาจาก วรุตะมะ ซึ่งพ่อผมบอกว่าแปลว่า “โคตรดี”

ชื่อนี้จำง่าย เรียกก็ง่าย เพื่อนๆ ประถมกับม.ต้นก็เรียกผมว่าว่า “วรุตม์” แทนที่จะเรียกชื่อเล่นว่า “รุตม์” กันทั้งนั้น

แต่ชื่อนี้เวลาไปใช้ที่เมืองนอกจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะฝรั่งจะออกเสียงผิด

Warut – เค้าจะอ่านเป็น “ว้าหรุด” เสมอ ฟังไม่ค่อยเพราะเลย

เพื่อนฝรั่งที่สนิทหน่อยจะพยายามเรียกชื่อผมให้ถูก ด้วยการยืดคอและเงยหน้าขึ้นนิดๆ ทำปากยื่นๆ แล้วพูดว่า “ว้ารู้ด”

—–

ปี 40 กลับมาเมืองไทยเพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง

ปี 41 เข้าปีหนึ่ง รุ่นหนึ่ง ที่เอเชี่ยนยู ผมก็มีโอกาสได้เปลี่ยนชื่อเป็นครั้งแรก

ธรรมดาแม่ผมไม่ใช่คนชอบดูหมออะไร แต่ช่วงนั้นไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็บอกว่าควรจะเปลี่ยนชื่อ ซึ่งผมก็เฉยๆ ขึ้เกียจเปลี่ยน

แต่พอหมอดูบอกว่า ไม่เปลี่ยนชื่อจะมีแฟนยากนะ ผมใจอ่อนทันทีเลยครับ!

จริงๆ แล้วที่เปลี่ยนก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่ให้แม่สบายใจเฉยๆ

ชื่อใหม่ชื่อว่า บรรณวัชร

บรรณ แปลว่าหนังสือ

วัชร แปลว่า เพชร หรือ สิ่งมีค่า

บรรณวัชร = หนังสือคือสิ่งมีค่า

ภาษาอังกฤษเขียนว่า Bannawat

ก็โอเคมั้ง แต่ใจจริงผมชอบความหมายของวรุตม์มากกว่านะ

แต่ข้อดีของบรรณวัชรก็คือฝรั่งออกเสียงง่ายและระรื่นหูกว่า “ว้าหรุด” เยอะเลย

—–

การเปลี่ยนชื่อครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นทำงานอยู่ (ทอมสัน) รอยเตอร์แล้ว

คนที่ตั้งชื่อให้ใหม่เป็น “ผู้ใหญ่” ที่ครอบครัวผมเคารพนับถือ

ชื่อใหม่ของผมคือ “อานนทวงศ์”

ฟังแล้วนึกถึงละครจักรๆวงศ์ๆ ขึ้นมาทันที

นึกว่าตัวเองเป็นผู้ครองแคว้น “นนทบุรี” ขึ้นมาเลยทีเดียวเชียว

แต่ผมชอบความหมายของชื่อนี้นะครับ

อานนทวงศ์แปลว่า ผู้มีความสุขและมีอิสระ

แถมชื่อยังพ้องกับพระอานนท์ ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าอีกด้วย

—–

จะสังเกตเห็นว่า ชื่อของผมจะเขียนค่อนข้างยาก

ชื่อแรก คนมักจะเขียนผิดเป็น วรุฒ / วรุต / วรุจน์

ชื่อที่สอง ก็มักจะเขียนผิดเป็น บรรณวัฒน์ / บรรณวรรธน์

ชื่อที่สาม จริงๆ เขียนง่ายกว่าสองชื่อแรก แต่คนมักเขียนผิดเพราะ “จำผิด” เป็น อานันทวงศ์ / อนันทวงศ์ แทน

ชื่อเล่นของผม (ซึ่งไม่เคยเปลี่ยน) ที่ต้องเขียนว่า รุตม์ คนก็เขียนผิดตลอด

แม้กระทั่งชื่อเล่นภาษาอังกฤษที่เขียนง่ายๆ ว่า Rut (และผมก็ใช้ลงท้ายอีเมล์ทุกฉบับ) ก็ยังมีคนเขียนว่า Ruj / Ruud / Rud / Ruth อยู่เป็นประจำ

และด้วยความที่คนเขียนชื่อผมผิดบ่อยๆ นี่เอง เวลามีใครเขียนชื่อผมถูก ผมจะ “ประทับใจ” คนๆ นั้นเป็นพิเศษ

ประทับใจขนาดบอกได้เลยว่าคนเหล่านั้นมีใครบ้าง

ประทับใจเพราะมันแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจและให้เกียรติเรา

ในทางกลับกัน ผมก็จะค่อนข้างใส่ใจเป็นพิเศษว่าชื่อของคนอื่นๆ เขียนอย่างไร

ออม – Aom / Oom
อ๊อฟ/อ๊อบ – Of / Ob / Aof / Aob
ฝน – Fon / Fhon / Fon+ / Fohn
โอ๋ – Oh+ / Ao / Ao+ / O+
ผึ้ง – Peung / Pueng / Pung
เบ๊น – Benz / Bent
หวาน – Wan / Whan / Warn
เจ – Jay / J / Jae
โบว์ – Beau / Bow / Bowl / Bo
พร – Porn / Paul

ถ้าผมไม่แน่ใจ ก่อนจะเขียนเมล์หาคนๆ นั้น ผมจะเปิดดูเมล์เก่าๆ ของเค้าก่อนว่าเขียนชื่อตัวเองอย่างไร

เพราะผมเข้าใจดีว่า เวลาเจอคนที่เขียนชื่อเราถูก เราจะรู้สึกดีแค่ไหน

ดังนั้นก็ขอฝากไว้เป็นเคล็ดลับ

ว่าถ้าอยากให้ใคร “นิยมคุณอยู่ในใจ” ก็ลองใช้ความพยายามขึ้นอีกนิดเพื่อเขียนชื่อเค้าให้ถูกครับ

บทเรียนจากการแพ้ 17-0

20150502_17_0

That which doesn’t kill you only makes you stronger

อะไรที่ไม่ได้ฆ่าคุณมันจะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

—–

ตอนเด็กๆ ผมบ้าบอลมาก

ช่วงม.1 ถึง ม.3 เทอมต้น ผมเรียนอยู่ที่เตรียมพัฒน์ พักเที่ยงทีไรต้องรีบทานข้าวแล้วมาเตะบอลพลาสติกที่ลานเอนกประสงค์เป็นประจำ

ก่อนจะเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน ปี 1994 พอรู้ว่าที่นั่นมีทีมฟุตบอล 11 คนด้วย ผมเลยขอพ่อซื้อรองเท้าสตั๊ด (รองเท้านักฟุตบอล)

เป็นสตั๊ดคู่แรกในชีวิต และเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่ไม่ได้ใช้เงินตัวเองซื้อ ยี่ห้อพูม่า ราคาสองพันกว่าบาท

ได้รองเท้ามาแล้วก็ฝันเห็นภาพตัวเองใช้รองเท้าสตั๊ดคู่นี้โลดแล่นอยู่ในสนามในตำแหน่งกองกลางตัวรุก

สาวๆ กรี๊ดกระจายแน่นอน!

แต่แล้วก็ฝันสลายครับ เพราะพอผมไปถึงนิวซีแลนด์ ก็หมดฤดูหนาวพอดี เพราะชาวกีวี่นั้นเค้าเล่นฟุตบอลกันเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

สำหรับเด็กไทยที่เล่นฟุตบอลตลอดปีไม่ว่าจะฝนตกแดดออก การเล่นฟุตบอลแค่ฤดูเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจจริงๆ

สุดท้าย ผมเลยได้ประเดิมรองเท้าสตั๊ดของผมด้วยการใส่มันเดาะบอลในสวนหลังบ้าน

และเฝ้ารอเวลาให้ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

—-

ณ ช่วงเวลานี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (May 1995) เป็นเดือนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงของประเทศนิวซีแลนด์

ตัวผมกับรองเท้าพูม่าคู่เดิม รอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะมันเป็นช่วงคัดตัวของทีม U-16 (ต่ำกว่า 16 ปี) และ U-19 ของทีมฟุตบอล Temuka ซึ่งเป็นเมืองที่ผมอยู่

ทีม U-16 ของ Temuka นั้นจะมีอยู่สองทีม คือ Temuka A (ทีมแข็ง)กับ Temuka B (ทีมอ่อน)

จะด้วยความเป็นเด็กใหม่หรือเด็กต่างด้าวหรืออย่างไรไม่ทราบ ผมถูกคัดไปอยู่ทีมอ่อน

ส่วนทีม U-19 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Youth Team นั้น เทมูก้ามีอยู่ทีมเดียว ซึ่งก็จะมีทั้งพวกที่อายุเกิน 16 แต่ต่ำว่า 19 ปี และรวมถึงเด็กเก่ง ๆ จากทีม U-16 ด้วย ผมก็โชคดีติดทีมนี้ด้วย

การแข่งลีกของ U-16 นั้นจะมีตอนเช้าวันเสาร์ ส่วน Youth League จะมีตอนบ่ายวันเสาร์

ช่วงนั้นผมเลยได้เตะบอลวันละสองแมทช์เลยทีเดียว

ตลอดเวลาประมาณสามเดือน (มิ.ย.-ส.ค.) ผมน่าจะได้ลงแข่งไม่ต่ำกว่า 20 นัด

และแพ้ไม่ต่ำกว่า 15 นัด

วันไหนชนะหรือเสมอจะเป็นเรื่องประหลาดมากจนต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นตอนโทร.ทางไกลกลับไปคุยกับพ่อแม่ที่เมืองไทย (ตอนนั้นยังไม่มี Internet / Skype นะครับ)

เกมตอนเช้านั้นผมแทบไม่มีหวังจะชนะอยู่แล้ว เพราะอยู่ทีมอ่อน ซึ่งเล่นบอลกันแทบไม่เป็นเลย ให้มาเจอทีมเด็กป.6 เมืองไทยผมว่ายังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ส่วน Youth Team นั้น ถือว่าค่อนข้างมีอนาคตทีเดียว เพราะเป็นส่วนผสมของนักเตะที่ดีที่สุดของ U-16 ทั้งสองทีมที่เรามี รวมถึงเด็กที่อายุเกิน 16 ปีด้วยนิดหน่อย

แต่ด้วยความที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ใน Temuka Youth Team ยังอายุแค่ 14-16 ปี แม้จะมีทักษะดีแค่ไหน กระดูกก็ยังอ่อนเมื่อไปเจอกับพวกทีม Youth จากเมืองอื่นๆ ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่อายุ 17-19 ปี

เมื่อเราไปเจอทีมเต็งแชมป์เราจึงสู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

จำได้ว่าเกมแรกที่เราแพ้แบบหลุ่ย เราเจอกับทีม Timaru City ซึ่งเพื่อนสนิทผมชื่อ Brendan ไปเล่นให้

(Timaru เป็นเมืองใหญ่ มีประชากร 40,000 คน ขณะที่ Temuka มีประชากรแค่ 4,000 คนเท่านั้น)

แมทช์นั้นเราเล่น “ในบ้าน”

และเราแพ้ไป 13-0 ครับ

ไม่เคยเตะบอลแล้วแพ้ใครเท่านี้มาก่อน จบเกมเจ้าบรินดอนถึงกับต้องเดินมาขอโทษที่ทีมเค้า “จัดหนัก” ไปหน่อย

แต่นั่นไม่ใช่แมทช์ที่เราแพ้เยอะที่สุดครับ

เกมที่เราแพ้แบบเละเทะที่สุดคือที่เราเล่นกับ Timaru Boys High ซึ่งเป็นทีมของโรงเรียนชายล้วนในเมืองทิมารู

อารมณ์คงคล้ายๆ โรงเรียนกอไผ่วิทยาปะทะโรงเรียนสวนกุหลาบ

แมทช์นั้นเราเล่นนอกบ้านด้วย ต้องนั่งรถ 20 นาทีเพื่อไปเตะที่เมือง Timaru

ครึ่งแรกเราน่าจะโดนไปประมาณ 7-0

ส่วนครึ่งหลังก็โดนไปอีก 10 เม็ด สิริรวม 17-0

ความทรงจำที่ผมมีเกี่ยวกับแมทช์นั้นมีอยู่แค่สองอย่าง

ความทรงจำแรกคือบอลของเราแทบไม่เคยข้ามเส้นไปอยู่แดนของเค้าเลย – ยกเว้นตอนเขี่ยลูก

ความทรงจำที่สองคือนายประตูฝั่งนั้น “ว่างงาน” มากขนาดเดินไปซื้อโอเลี้ยงปากซอยมาดูดเล่นที่่เสาประตูได้สบายๆ

(เรื่องโอเลี้ยงนี่ผมมโนขึ้นเองนะครับ เพียงแต่ทีมผมมันกากมากจนนายประตูฝั่งนู้นแทบไม่มีส่วนร่วมเลย ทั้งแมทช์เหมือนเค้าจะได้แตะบอลแค่ครั้งเดียวเอง ผมคิดว่าถ้าผมเป็นเค้าคงจะเดินไปซื้อน้ำกินแก้เบื่อ)

หมดเดือนสิงหาคม ฤดูกาลฟุตบอลก็จบลงด้วยสถิติ ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 15 หรืออะไรประมาณนั้น

—–

อดทนอีกนิดครับ จะเข้าประเด็นแล้ว!

ปีถัดมา (1996) ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

ในวันที่ลีกเริ่ม ผมยังอายุไม่เกิน 16 เลยยังเล่นให้กับทีม U-16 ได้

แถมคราวนี้ติดทีม A ด้วย! สงสัยเพราะฤดูกาลที่แล้วโชว์ฝีเท้าเข้าตาโค้ช

และผมก็ยังติดทีม Youth อีกเช่นกัน ผู้เล่นทีมนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้เล่นชุดเดิม แค่แก่ขึ้นหนึ่งปีเท่านั้นเอง

ปีนี้ถือเป็นปีทองของชีวิตค้าแข้งของผมครับ

ทีม U-16 ของเรานั้นชนะเกือบทุกนัด แพ้แค่นัดเดียว (1-0) และจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งแชมป์ลีกแบบขาดลอย

ส่วนทีม Youth สถิติอาจจะไม่สวยหรูเท่า แต่ก็ทำคะแนนได้ดีมาก คะแนนดีกว่า Timaru Boys High ที่เคยชนะเรา 17-0 ด้วยซ้ำ

สุดท้าย เราได้ไปเตะชิงชนะเลิศกับทีม Timaru City และแพ้ไปแบบเฉียดฉิว ได้ตำแหน่งรองแชมป์ไป

จบฤดูกาล ผมได้รางวัล MVP (Most Valuable Player) ของทีม Temuka U-16 มาครองอีกต่างหาก

—–
เพียงแค่ปีเดียว จากคนที่สะกดคำว่าชนะไม่เป็น กลับได้แชมป์กับรองแชมป์ได้

That which doesn’t kill you only makes you stronger

การแพ้แล้วแพ้อีก แพ้แล้วแพ้อีก มันเจ็บปวดนะครับ

แต่กว่าเหล็กจะกลายเป็นดาบได้ก็ถูกเผาถูกทุบมาไม่รู้ตั้งกี่รอบ

ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ทำอะไรก็ไม่ขึ้น และดูเหมือนกำลังพ่ายแพ้ในเกมแห่งชีวิตนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ให้คิดซะว่าเรากำลังเข้าเตาหลอมอยู่ และกำลังถูกตีให้เป็นดาบ

วันหนึ่ง เมื่อดาบเราคมพอ ฟันอะไรก็ขาดครับ

หญ้าเขาไม่ได้เขียวกว่า

20150501_GrassIsNotGreener

When do you know your life has changed? The moment you realize that grass is not greener even on the other side. And that’s exactly when you start watering grass on your side.

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตได้เปลี่ยนไปแล้ว? ตอนที่คุณตระหนักว่าสนามหญ้าบ้านข้างๆ ก็ไม่ได้สวยไปกว่าของคุณ แล้วคุณก็เริ่มรดน้ำให้กับสนามหญ้าของคุณเอง

– Nikhil Deshmukh on Quora.com

—–

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า The grass is always greener on the other side of the fence หมายถึงว่า เราจะรู้สึกว่าสนามหญ้าบ้านข้างๆ (ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของกำแพง) นั้นจะสีเขียวสดกว่าสนามหญ้าบ้านเราเสมอ ก็เลยอดไม่ได้ที่อยากจะอิจฉาบ้านข้างๆ

ถ้าแปลเป็นสำนวนไทยก็คงประมาณ”คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า”

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นนี่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ใจอันตับต้นๆ ของคนเราเลยนะครับ

สมมติเราเงินเดือน 40,000 และเจ้านายเดินมาบอกว่าจะขึ้นเงินเดือนให้เราเป็น 50,000 เราคงจะดีใจสุดๆ

แต่ความดีใจจะหายไปเกือบหมดเลย ถ้ารู้ว่าเพื่อนที่เงินเดือนสี่หมื่นเหมือนกันเขาได้ขึ้นเป็น 60,000

แทนที่จะมีความสุขที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นมาตั้งหมื่นนึง กลายเป็นเราทุกข์เพราะเราขึ้นน้อยกว่าคนอื่นหมื่นนึง

นี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรคุยเรื่องเงินเดือนกับเพื่อน เพราะมันมีแต่จะนำความทุกข์มาให้ถ้าเราได้น้อยกว่าเพื่อน หรือไม่ก็ทำให้เพื่อนอิจฉาเราถ้าเราได้มากกว่าเพื่อน มีแต่เสียกับเสีย

—–

ตามความเชื่อของชาวพุทธ ตราบใดที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม ทุกคนย่อมเป็นทุกข์กันทั้งนั้น

คนจนก็ทุกข์แบบคนจน อันนี้เข้าใจได้ไม่ยาก

แต่คนรวยที่เห็นหน้าชื่นตาบานในทีวีหรือนิตยสารก็มีความทุกข์ในแบบคนรวยเช่นกัน

เผลอๆ จะทุกข์บ่อยและทุกข์หนักกว่าคนจนด้วยซ้ำ

เพราะคนจนทางเลือกมีไม่มากนัก ความคาดหวังก็เลยไม่มาก เมื่อคาดหวังน้อยก็เลยไม่ค่อยผิดหวัง

ขณะที่คนรวยมีทางเลือกเยอะ ความความคาดหวังว่าโลกจะต้องตอบสนองความต้องการของเขาย่อมเยอะเป็นเงาตามตัว เมื่อความคาดหวังสูง ก็ย่อมมีโอกาสผิดหวังสูง

และถึงแม้จะ “สมหวัง” บ่อยๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เพราะยิ่งสมหวังก็ยิ่งเป็นการป้อนอาหารให้กิเลสจนเติบใหญ่และดูแลได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

คนจนมีข้อดีอยู่อย่างคือ “ไม่มีอะไรจะเสีย”

ขณะที่คนรวย “มีอะไรจะเสีย” เยอะมาก นี่คือเหตุผลที่ความทุกข์ของคนรวยมักมีน้ำหนักมากกว่าความทุกข์ของคนจน

—–

ไม่ว่าจะรวยจะจน จะฉลาดหรือหัวทึบ จะสวยหรือหน้าตาธรรมดา ทุกคนก็มีปัญหาของตัวเอง

แทนที่จะไปคิดบั่นทอนว่าทำไมไม่เป็นเหมือนเขาซักที เอาเวลามาดูแลกาย-ใจให้แข็งแรง แล้วทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดจะดีกว่ามั้ย

นี่คือสิ่งสำคัญ

20150430_MessiMoreImportantThanWinning

There are more important things in life than winning or losing a game.
– Lionel Messi

—–

ตอนผมเข้ามาทำงานที่รอยเตอร์ใหม่ๆ (สมัยยังไม่ได้ควบรวมกับทอมสัน) รอยเตอร์ซอฟต์แวร์มีพนักงานแค่ร้อยกว่าคน

ทุกๆ คนนั่งอยู่ด้วยกันที่ชั้น 23 ของอาคารอื้อจื่อเหลียง

ก่อนแปดโมงครึ่ง พักเที่ยง และหลังห้าโมงครึ่ง จะมีเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

เป็นเสียงลูกปิงปองเด้งไปเด้งมา

เรามีโต๊ะปิงปองตรงบริเวณหน้าห้องน้ำชาย คนที่มาเล่นส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็มีผู้หญิงมาเล่นด้วยเช่นกัน

ช่วงที่เข้ามาใหม่ๆ ผมยังไม่รู้จักใคร เลยใช้ชีวิตแบบหงิมๆ นิดนึง

จนวันนึง หลังจากผมทำงานอย่างหงิมๆ มาหนึ่งสัปดาห์ ผมเดินไปดูเขาเล่นปิงปองใจเราก็อยากเล่นแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก

พี่คนนึงชื่อพี่เต่าซึ่งเพิ่งตีปิงปองจบเกม ได้เอ่ย “ประโยคเปลี่ยนชีวิต” กับผม

“เล่นมั้ย?” (แล้วพี่เต่าก็ยื่นไม้ปิงปองมาให้)

ผมถือว่ามันเป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตสำหรับผมที่รอยเตอร์ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับคนนอกทีม และคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน

มันเป็นสัญญาณว่าผมกำลังจะมีเพื่อนเป็นครั้งแรก

นับจากวันนั้น ผมรู้จักคนมากขึ้นผ่านโต๊ะปิงปองตัวนี้ และความหงิมๆ เหงาๆ ก็ค่อยๆ มลายหายไป

ต้องขอบคุณพี่เต่าในวันนั้นจริงๆ ครับ

—–

ช่วงนั้นยังไม่มีรถใต้ดิน ผมเลยต้องขับรถโตโยต้ารุ่นโดราเอมอน (ไม่ใช่มือสอง แต่เป็นมือสี่หรือมือห้า) มาทำงานทุกเช้า ออกจากบ้านตอนหกโมงสิบห้า จอดรถที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่า แล้วเดินมาถึงออฟฟิศเจ็ดโมงครึ่ง

กินข้าวเสร็จแล้วก็ตีปิงปองหรือดูคนอื่นเล่นปิงปองจนถึงแปดโมงครึ่งจึงเริ่มทำงาน พักเที่ยงไม่ค่อยได้เล่นเพราะคิวเยอะ แต่ตอนเย็นก็ตีปิงปองจนถึงสองทุ่ม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอรถติดตอนกลับบ้าน

ผมตีปิงปองด้วยความสุข ไม่ว่าจะตีกับคนที่เก่งหรืออ่อนแค่ไหน

ยกเว้นหนึ่งคนครับ ขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน

พี่คนนี้เขาชอบเสิร์ฟลูกยากๆ ซึ่งผมรับทีไรมันก็เด้งออกนอกโต๊ะทุกที ถึงจะพยายาม “เฉือน” ไม้เพื่อแก้ แต่ก็รับเสียเกินกว่าครึ่ง

ปิงปองเราจะเล่นกันว่าใครได้ห้าแต้มก่อนชนะ ยกเว้นว่าถ้าขึ้นนำ 3-0 ก็ถือว่าชนะไปเลย ไม่ต้องเล่นถึงห้าเกม

ผมเจอกับพี่คนนี้ทีไร เค้าก็ใช้ลูกเสิร์ฟไม้ตายกับผมทุกครั้ง

และผมก็จะแพ้ 3-0 เกือบทุกครั้ง แล้วก็ต้องกลับไปรอคิวใหม่อีกเป็นสิบนาที

ผมน่ะไม่สนุกแน่ๆ แต่ก็อดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า เขาเล่นชนะอย่างนี้แล้วมันสนุกตรงไหน?

ปิงปองมันสนุกกันตรงที่เราได้โต้กันไปมา ชิงไหวชิงพริบ ได้บ้างเสียบ้างไม่ใช่หรือ?

เวลาผมเจอคู่ปรับที่อ่อนกว่า ถ้าผมจะเสิร์ฟท่าไม้ตายและชนะ 3-0 ผมก็ทำได้ แต่ผมไม่ทำเพราะมองว่ามันเป็นการเสียมารยาทกับคนที่เขาอุตส่าห์รอคิวมาตั้งนาน

บางคนอาจจะเถียงว่า ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ็บใจนักก็ไปฝึกให้เก่งขึ้นสิ ไม่ใช่มาบ่นกระปอดกระแปด

แต่นั่นเป็นวิธีการมองโลกแค่แบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งผมว่าไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์

ผมไม่ได้มาตีปิงปองเพื่อจะไปโอลิมปิก

ผมมาตีปิงปองเพื่อที่จะทีเพื่อนมากขึ้นต่างหาก

สำหรับผม เล่นกีฬามันต้องมีแพ้มีชนะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลลัพธ์ คือ moments ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม

#ชีวิตก็เช่นกัน

—–

แปลกดีนะครับ ผมไม่ได้ตีปิงปองที่ชั้น 23 มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังจำเรื่องของพี่สองคนนี้ได้แม่นยำ

คนแรกเอ่ยปากชวนเราเล่นปิงปองแบบไม่คิดอะไร และคงไม่คิดว่าคำชักชวนของเขาจะทำให้ผมรู้สึกเป็นบุญคุณมาจนถึงทุกวันนี้

อีกคนมุ่งแต่จะเอาชนะด้วยการเสิร์ฟลูกยากๆ ผมก็จะยังจำมาจนวันนี้เหมือนกัน

จากนี้ไป คงต้องเตือนตัวเองเสมอว่า

หากมีโอกาสแสดงน้ำใจกับใคร ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ทำไปเถิด เพราะมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเขาก็ได้

และระวังอย่าแสดงความไร้น้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูไร้สาระแค่ไหน เพราะเขาคนนั้นอาจจะจำฝังใจจนผ่านไปสิบปีแล้วเขายังแอบเอาเรามานินทาให้สาธารณชนฟัง

—–

Credits

Wikipedia: Lionel Messi 

Google Images: รถโตโยต้าโดราเอม่อน