ไม่ต้องรออนุมัติ

20150719_PermissionForgiveness

Don’t ask for permission, ask for forgiveness.
อย่ามัวแต่ขออนุญาต แต่จงขอการให้อภัย
-Anonymous
——

ประโยคนี้ถ้าใครฟังครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่านี่ผมจะสนับสนุนให้คนไม่มีมารยาท ทำอะไรตามอำเภอใจหรืออย่างไร

ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

คนที่พูดประโยคนี้ให้ผมฟังเป็นคนแรกชื่อ Gilles Depaty ซึ่งเคยเป็น Technical Director คนสำคัญขององค์กร (ตอนนี้ไปทำงานที่อื่นแล้ว)

ผมชอบประโยคนี้มาก เพราะมันคอยเตือนให้เรามีความกล้าและความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน

การทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มีข้อดีก็คือทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน

แต่การมีระบบระเบียบขั้นตอนที่ชัดเจน บางปีก็ปิดกั้นไม่ให้เราได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่

เช่นถ้าเรามีไอเดียอะไรใหม่ๆ การที่เราจะนำไอเดียนั้นไปเสนอหัวหน้า กว่าหัวหน้าจะเห็นดีเห็นงามและส่งต่อให้ “ผู้ใหญ่” (ซึ่งไม่รู้มีอีกกี่คน) กว่าจะได้รับการอนุมัติให้ได้ลงมือทำ ป่านนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้ว หรือเราเองก็หมดอารมณ์ทำแล้ว

หรือหากหนักกว่านั้น พอเราคิดอะไรดีๆ ได้ แค่ไปเสนอหัวหน้าก็โดน “ดับฝัน”ว่าเป็นไปไม่ได้หรือไอเดียไม่ได้เรื่อง เราก็แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วเช่นกัน

องค์กรใหญ่ๆ จะมีอาการที่เรียกว่า maintaining the status quo

status quo แปลว่า “สถานภาพปัจจุบัน”

maintaining the status quo ก็คือความเชื่อที่ว่า ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนทำไม

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นวัตกรรม (ทั้งในแง่ product และ process) จะเกิดขึ้นได้ยากในองค์กรใหญ่ๆ เพราะทุกคนเล่น play safe กันหมด เพราะถึงจะไม่ได้ทำอะไรที่ฮือฮาแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำอะไรผิดพลาด

และบางทีวัฒนธรรม play safe ก็ลามไปถึงเรื่องที่แทบไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย เช่นวิธีการทำจดหมายข่าว (newsletter) หรือสไลด์ที่ใช้ template เดิมมาตลอด รวมถึงการคงไว้ซึ่งนโยบายบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยแล้ว

เหตุผลเดียวที่ยังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ก็คือ “เค้าทำกันมาแบบนี้” ทั้งๆ ที่คนที่ออกแบบ template หรือคิดนโยบายเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในองค์กรแล้วด้วยซ้ำไป

ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับที่เราจะทำตามๆ คนอื่นเขา เพียงแต่ผมคิดว่ามันน่าเบื่อและเหมือนเรากำลังดูถูกศักยภาพของตัวเอง

พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีคุณลักษณะเหมือนพระองค์ และคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพระเจ้าก็คือการสรรค์สร้าง – ไม่ใช่การก๊อปปี้!

Don’t ask for permission, ask for forgiveness.

สิ่งที่ประโยคนี้ต้องการจะบอกก็คือ ถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ หรือคิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าคิดถี่ถ้วนแล้วมั่นใจว่าดีก็เดินหน้าทำไปเลย (แม้จะต้องทำแบบเงียบๆ คนเดียวก็เถอะ)

ถ้ามัวแต่มาขออนุมัติก็อาจจะโดนดับฝันอย่างที่บอก เพราะคนที่มีอำนาจอนุมัตินั้นเขาไม่ได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าคุณ และเขาเองก็ยังติดกับวัฒนธรรม maintaining the status quo อยู่

สู้เราทำตัวอย่างขึ้นมาก่อน ทดลองใช้ในกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำขึ้นมาใหม่นั้นมันดีกว่า ดีจนกระทั่งคนอื่นมาเห็นก็รู้ทันทีว่ามันดีกว่าจริงๆ

เมื่อนั้นเราค่อยนำไปเสนอกับ “ผู้ใหญ่” ก็ยังไม่สาย

แต่ถ้าทำออกมาแล้วไม่เวิร์คหรือมีข้อผิดพลาด อย่างมากสุดเขาก็อาจจะมีโกรธบ้างแต่ก็คงไม่ถึงขนาดจะไล่เราออกหรอก

ณ จุดนั้นเราก็แค่ขอให้ผู้ใหญ่เข้าใจและให้อภัยเรา (Ask for forgiveness) ชีวิตก็ไปต่อได้แล้ว

แน่นอน วิธีคิดแบบ “ทำก่อน ขอโทษทีหลัง” ย่อมมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราใช้มันอย่างชาญฉลาด เราก็มีโอกาสที่จะรังสรรค์สิ่งเจ๋งๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโต

ที่สำคัญ การทำงานแบบ “กล้าๆ หน่อย” จะทำให้เรามีความสุขและสนุกกว่าการทำงานแบบ “ปลอดภัยไว้ก่อน” เยอะเลยครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ลาออก

20150718_PeopleLeaveBosses

People don’t leave their companies, they leave their bosses.
คนเราไม่ได้ลาออกจากบริษัท แต่ลาจากหัวหน้าต่างหาก
-Anonymous

—–

เมื่อวานนี้มีโอกาสไปเป็นเทรนเนอร์ให้กับพนักงานบริษัทของแฟนเรื่อง Teamwork และ Time Management

ช่วงที่ให้แสดงความคิดเห็น มีน้องคนหนึ่งชื่อมายด์พูดเอาไว้น่าคิดว่า เวลาเขาทุ่มเททำงาน มันเกิดจากความรู้สึกว่าเขาอยากทำเพื่อคนๆ นี้มากกว่าจะทุ่มเทเพื่อให้งานเสร็จหรือเพื่อให้ตัวเองดูดี

มายด์ยังบอกอีกว่า ถ้าวันหนึ่งเขาจะลาออก ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องงาน แต่เป็นเพราะเรื่องคน

ผมเชื่อว่าในองค์กรน่าจะมีคนอย่างมายด์อยู่ไม่น้อย ที่ถ้าหากได้ทำงานให้กับคนที่เขาชื่นชมและศรัทธาแล้ว เขาจะไม่มีมาบ่นอิดออดว่าต้องทำงานหนักหรืออยู่ดึก

ในทางกลับกัน ถ้าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เป็นมิตร และทำให้เขารู้สึกไม่มีความสุข ต่อให้เงินเดือนและสวัสดิการจะดี เขาก็อาจจะลาออกก็ได้

มันทำให้ผมนึกถึงคุณรอน นายใหญ่คนแรกของบริษัทผม ที่เคยพูดไว้ว่า People don’t leave their companies, they leave their bosses (เนื่องจากประโยคนี้มีอยู่แพร่หลายมาก ผมเลยไม่ได้ให้เครดิตไว้ในรูปภาพว่ามาจากคุณรอน)

เวลาคนเราจะออกจากองค์กร มักจะมีเหตุผลแง่บวก หรือแง่ลบ (หรือทั้งสองอย่างรวมกัน)

เหตุผลแง่บวกก็เช่นได้เงินดีกว่า มีโอกาสเติบโตมากกว่า หรืองานมันใช่กว่า

ส่วนเหตุผลแง่ลบ ก็เช่นเบื่อการเมืองในบริษัท ขาดความมั่นคง เพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก แต่เหตุผลที่ผมเจอบ่อยสุดคือการมีหัวหน้าที่เราทำงานด้วยแล้วไม่มีความสุข

แล้วตัวหัวหน้าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้องต้องออกจากงานเพราะเรา??

จริงๆ คำตอบก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว

– ใช้คนให้ถูกกับงาน
– มีความชัดเจนเวลาสั่งงาน
– ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกน้อง
– สร้างโอกาสให้ลูกน้องได้เติบโต
– เอ่ยปากชมเวลาลูกน้องทำงานดี
– ไม่ว่าลูกน้องต่อหน้าคนเยอะๆ
– คอยถามไถ่ว่าลูกน้องมี feedback อะไรบ้าง
– เมื่อลูกน้องให้ feedback ก็ตั้งใจฟัง และนำไปปรับปรุง เพราะหัวหน้าบางคนชอบ “ดูเบา”  (dismiss) ความเห็นของลูกน้อง หรือบางทีก็ “ชี้แจง” (ปกป้องตัวเอง) ว่าทำถูกแล้ว ถ้าลูกน้องพูดอะไรแล้วโดนหัวหน้าตีกลับหมดเลย คราวหน้าเขาก็จะไม่พูดแล้ว

จะว่าไปของพวกนี้เป็นเรื่องสามัญสำนึก แต่ที่หัวหน้าบางคนไม่ได้ทำอาจเป็นเพราะมุ่งกับงานเกินไปจนลืมสำรวจตัวเองและใส่ใจคนรอบข้าง

ซึ่งหากเราเจอหัวหน้าแบบนี้ ในฐานะลูกน้องที่ดี (และเพื่อนร่วมทุกข์ที่ดี) เราก็ต้องหาทางบอกให้เขารู้นะครับ ถ้าไม่กล้าพูดตรงๆ ก็อาจจะต้องให้ฟีดแบ็คผ่านคนที่หัวหน้าจะรับฟัง อาจจะเป็นพี่ในทีมที่อยู่กับหัวหน้ามานานหน่อยก็ได้

คงเป็นเรื่องน่าเศร้า หากองค์กรต้องเสียพนักงานดีๆ ไป (แถมพนักงานคนนั้นก็จำใจต้องสูญเสียงานดีๆ ไป) โดยที่หัวหน้าไม่ได้สำเหนียกแม้แต่น้อยเลยว่าตัวเองคือต้นเหตุ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

นิทานนักเรียนหมอ

20150717_MedicalStudent

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งที่อเมริกา

ในวันปฐมนิเทศของคณะแพทย์ ขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเข้าคิวเพื่อที่จะลงทะเบียน ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นว่าข้างหลังเขาไม่ใช่เด็กหนุ่ม แต่เป็นชายวัยชราผมสีดอกเลา จนเขาอดเอ่ยปากชวนคุยไม่ได้

ชายหนุ่ม: ลุงครับ ลุงมาลงเรียนคณะแพทย์เหมือนกันเหรอครับ

ชายชรา: ใช่แล้วพ่อหนุ่ม

ชายหนุ่ม: หวังว่าลุงจะไม่คิดว่าผมเสียมารยาทนะครับ เพียงแต่ว่าผมอยากรู้ว่าคุณลุงอายุเท่าไหร่แล้วเหรอครับ

ชายชรา: ปีนี้ก็ 74 แล้วล่ะ

ชายหนุ่ม: โห ผมนี่นับถือลุงจริงๆ เลยนะครับ อาุย 74 แล้วแต่ก็ยังมาเรียนแพทย์ กว่าลุงจะเรียนจบก็ขึ้นเลขแปดพอดีเลย

ชายชรายิ้มแล้วตอบว่า

“จะเรียนแพทย์หรือไม่เรียน อีก 6 ปีผมก็ต้องอายุ 80 ปีอยู่ดี สู้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักไม่ดีกว่ารึพ่อหนุ่ม?”

—–

ขอบคุณเรื่องเล่าจาก Quora

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

รอแล้วแก่

20150624_WaitGetOlder

บางทีคนเราก็มักจะใช้คำว่า “รอ” แทนคำว่า “ผัดวันประกันพรุ่ง”

รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน ถึงจะเขียนบล็อก
รอให้ได้ทำงานที่เราชอบก่อน ถึงจะขยัน
รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อน ถึงจะเริ่มลงทุน
รอให้มีไอเดียเจ๋งๆ ก่อน ถึงจะเริ่มทำธุรกิจ
รอให้ฐานะดีก่อน ถึงจะให้ทาน
รอให้มีเวลาก่อน ถึงจะออกกำลังกาย
รอให้เกษียณก่อน ถึงจะศึกษาธรรมะ

เราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่ตัวเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีความสำคัญ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่ผมว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างทั้งนั้น

เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นหนึ่งในสองข้อนี้

– ไม่เห็นความสำคัญ
– กลัวล้มเหลว

มาเจาะดูทีละข้อดีกว่า

1. ไม่เห็นความสำคัญ
ที่เรายังไม่ออกกำลังกาย หรือยังไม่ศึกษะธรรมะ ก็เพราะว่าเรายังไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ

หรือถ้าเห็นว่าสำคัญ ก็ยังสำคัญน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ เราจึงไม่ค่อยมีหรือไม่เคยมีเวลาให้

เรื่องอย่างนี้อาจต้องรอให้เจ็บป่วย หรือเจอสถานการณ์ที่ทุกข์หนักๆ ก่อนถึงจะเริ่มเห็นคุณค่าของการออกกำลังกายหรือออกกำลังใจขึ้นมาบ้าง

แต่ถ้ารอจนถึงตอนนั้น อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้

เรือล่มแล้วเพิ่งจะมาเรียนว่ายน้ำมันจะไปทันได้ยังไง

2. กลัวล้มเหลว
ในกรณีที่เราเห็นความสำคัญและอยากทำมันจริงๆ เพียงแต่กลัวทำออกมาแล้วจะเฟลหรือไม่ดีอย่างที่เราวาดภาพไว้ ก็เลยเผาเวลาไปเรื่อยๆ โดยหวัง (อย่างลมๆ แล้งๆ ว่า) วันหนึ่งเราจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำมันออกมาได้ดี

ว่าแต่ว่าความล้มเหลวคืออะไร?

ถ้าความล้มเหลวคือการทำไม่ได้ตามเป้า หรือทำแล้วพลาดพลั้งจนทำให้สภาพการเงินของเราสั่นคลอน วิธีรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยจริงมั้ยครับ?

ถ้ากลัวว่าจะทำไม่ได้ตามเป้า ก็ตั้งเป้าต่ำๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป้า

ตอนที่ผมเริ่มตั้งใจจะเขียนบล็อกนี้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ 2 มกราคมปีนี้ ผมก็ตั้งเป้ากับตัวเองว่าจะเขียนให้ได้ติดต่อกันสามวัน

พอเขียนครบสามวันก็ขยายเป้าให้เป็นหนึ่งสัปดาห์

แล้วพอครบหนึ่งสัปดาห์ ก็มั่นใจมากขึ้นเลยตั้งใจจะเขียนให้ได้ทุกวันติดต่อกันหนึ่งเดือน

ในแง่ความสำเร็จ ถ้าผมตั้งเป้าว่าต้องมีคนไลค์เพจของผม 100,000 คน ผมก็คงจะรู้สึกเฟลไปอีกหลายปี แต่เป้าของผมตอนนี้คือผมตั้งใจจะเขียนให้ดีขึ้นวันละ 1% ส่วนยอดคนไลค์ Facebook Page ที่เพิ่มจากห้าสิบกว่าคนเป็น 1200 ได้ในเวลาครึ่งปี ก็ดีใจมากๆ แล้วครับ (แต่ถ้าใครยังไม่ได้กดไลค์รบกวนด้วยนะฮะ!)

ส่วนถ้ากลัวว่าถ้าพลาดพลั้งจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน ก็ลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเวลาจะอาบออนเซ็นหรือน้ำพุร้อนก็ต้องเอาเท้าแหย่ๆ ลงไปก่อน เอามือวักน้ำมาประตามตัวก่อน พอรู้ว่าน่าจะไหว ก็ค่อยๆ เอาตัวจุ่มลงไป

ถ้าเราไม่รีบรวย โอกาสที่จะโดนน้ำร้อนลวก (เจ๊ง) นั้นแทบเป็นศูนย์ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าเราให้เวลากับเรื่องที่มันสำคัญกับเรา และทำทุกอย่างด้วยความไม่โลภและไม่ประมาท ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องรอเวลาอีกต่อไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กฎ 10 วินาที

20150715_10secondrule

เช้านี้มีเรื่องน่าดีใจอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นคือบทความเรื่อง “กฎสองนาที” ที่ผมเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคนแชร์เกินสองพันครั้งแล้ว

พอเห็นกฎสองนาทีขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างนี้ก็ชักติดใจ เลยมาแชร์กฏอีกข้อนะครับ ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีประโยชน์กับคนแค่บางกลุ่มเท่านั้น

กฎนี้เรียกว่ากฏ 10 วินาที ซึ่งใช้สำหรับการเขียนอีเมล์ในองค์กรครับ ใครที่ไม่ได้ใช้อีเมล์ในการทำงานอยู่ทุกวันก็ข้ามตอนนี้ไปได้เลย

สำหรับองค์กรเอกชน โดยเฉพาะองค์กรข้ามชาติแล้วล่ะก็ ทักษะการเขียนอีเมล์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องรับ-ส่งอีเมล์กันวันละเป็นร้อยฉบับ

“กฏ 10 วินาที” หรือ The 10-second rule ก็คือการเขียนเมล์ให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณต้องการอะไรภายใน 10 วินาทีแรกที่เปิดเมล์นั้นขึ้นมา

หรือพูดง่ายๆ คือคุณต้องเข้าประเด็นให้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้รับเมล์จะหมดความอดทนและปิดเมล์คุณไปซะก่อน หรืออ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าคุณต้องการให้เขาทำอะไร

วิธีการที่จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่าต้องการอะไรในสิบวินาที มีสิ่งที่ต้องใส่ใจอยู่สองอย่างคือ Subject และประโยคแรกของเนื้อความ

คำที่ผมใช้บ่อยๆ ใน Subject มีดังนี้ (พร้อมตัวอย่างการใช้งาน)

Help Needed: ขอความช่วยเหลือ
Help Needed: Looking for a photographer for our party next Friday

Review Needed: ช่วยอ่านให้หน่อยนะครับว่าโอเครึเปล่า
Review Needed: Bangkok Newsletter – July 2015

Approval Needed: ขออนุมัติ
Approval Needed: Annual Party 2015 budget

Action Required: ให้ทำอะไรบางอย่าง
Action Required: Upgrade your MS Office by 31 July

Reminder: เคยส่งไปแล้ว ครั้งนี้เป็นการเตือนนะฮะ
Reminder: Upgrade your MS Office by 31 July

Final Call: บอกให้รู้ว่านี่เป็นการส่งเมล์เตือนครั้งสุดท้ายแล้วนะ
Final Call: Upgrade your MS Office by 5pm today

Sign up now: ให้ลงทะเบียน
Sign up now: Agile Workshop next Wednesday

20 seats only: บอกให้รู้ว่าที่มีจำกัด รีบมาลงทะเบียนซะล่ะ
20 seats only: Agile Workshop next Wednesday

Take a quiz and win a prize: เชิญชวนมาตอบคำถามเพื่อลุ้นรางวัล
Take this English quiz for a chance to win 2 movie tickets

เมื่อเราจั่วหัวไว้ชัดเจนขนาดนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะพอรู้แล้วว่าต้องการให้เค้าทำอะไรโดยใช้เวลาอ่านไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ

—–

แต่แม้จะเขียน Subject ชัดเจนแล้ว เราก็ยังต้องเขียนประโยคแรกของเราให้ชัดเจนด้วย เพราะบางทีคนก็เปิดอ่านเมล์โดยไม่ทันอ่าน Subject

นี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่ได้ใช้กฏ 10 วินาที

Hello John,

As the company’s mission for this year is to hit the revenue of 30 million baht, there is a need to come up with a plan on how to achieve this, and it will involve everyone from R&D, product development, marketing, and sales to work together to deliver the results and win together.

As a manager of R&D team, I was wondering if you will be available to have a meeting with us to discuss our goals, strategy, and concrete actions to take to accomplish our mission.

Please let me know what date and time suit you best so that I can arrange a meeting for us accordingly.

Regards,
Rut

จะเห็นได้ว่าเมล์ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก แต่อาจจะยาวเกินความจำเป็น กว่าคุณจอห์นจะรู้ว่าเราต้องการอะไรจากเขาก็ต้องอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย แถมดูท่าแล้วต้องเมล์กลับไปกลับมาอีกสองรอบกว่าจะนัดเวลากันได้

ลองปรับวิธีเขียนเป็นอย่างนี้ดูครับ

Hello John,

I’d like to invite you to a meeting to discuss how we can achieve our new revenue target of 30 million baht.

I have checked your calendar and you seem to be available on Friday at 2pm-3pm. I will send out an invitation shortly. Let me know if you’d prefer another date & time though.

See the agenda & more info attached.

Thanks!

Regards,
Rut

อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีที่สุด แต่น่าจะพอเห็นภาพว่าเราควรจะทำยังไงก็ได้ให้เมล์กระชับที่สุดและมีการโต้ตอบเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องอารัมภบทเพราะจอห์นเขารู้ดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่าถ้าเราจะเมล์หาใครสักคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราก็ควรจะแนะนำตัวซักนิด แต่แค่ประโยคเดียวก็พอ และเมื่อขึ้นประโยคที่สองก็บอกไปเลยว่าต้องการให้เขาทำอะไร ยกตัวอย่างเช่น

Hello Jack,

My name is Rut, the sales manager in the Bangkok office.  I am working on an action plan to achieve our new revenue target, and John Cousins recommended that I send this plan to you for your comments

Could you please take a look at our plan attached and let me know by tomorrow if you have any suggestions?

Thank you very much for your help.

Regards,

Rut

อ้อ! แล้วอย่าลืมนะครับว่าบางทีการส่งเมล์ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ลองยกหูโทรศัพท์หรือเดินไปคุยกับเขาที่โต๊ะก็อาจจะทำให้งานของเราราบรื่นกว่า ถือเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายและพักสายตาไปด้วยในตัวครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings