ไม่ต้องรออนุมัติ

20150719_PermissionForgiveness

Don’t ask for permission, ask for forgiveness.
อย่ามัวแต่ขออนุญาต แต่จงขอการให้อภัย
-Anonymous
——

ประโยคนี้ถ้าใครฟังครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่านี่ผมจะสนับสนุนให้คนไม่มีมารยาท ทำอะไรตามอำเภอใจหรืออย่างไร

ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

คนที่พูดประโยคนี้ให้ผมฟังเป็นคนแรกชื่อ Gilles Depaty ซึ่งเคยเป็น Technical Director คนสำคัญขององค์กร (ตอนนี้ไปทำงานที่อื่นแล้ว)

ผมชอบประโยคนี้มาก เพราะมันคอยเตือนให้เรามีความกล้าและความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน

การทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มีข้อดีก็คือทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน

แต่การมีระบบระเบียบขั้นตอนที่ชัดเจน บางปีก็ปิดกั้นไม่ให้เราได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่

เช่นถ้าเรามีไอเดียอะไรใหม่ๆ การที่เราจะนำไอเดียนั้นไปเสนอหัวหน้า กว่าหัวหน้าจะเห็นดีเห็นงามและส่งต่อให้ “ผู้ใหญ่” (ซึ่งไม่รู้มีอีกกี่คน) กว่าจะได้รับการอนุมัติให้ได้ลงมือทำ ป่านนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้ว หรือเราเองก็หมดอารมณ์ทำแล้ว

หรือหากหนักกว่านั้น พอเราคิดอะไรดีๆ ได้ แค่ไปเสนอหัวหน้าก็โดน “ดับฝัน”ว่าเป็นไปไม่ได้หรือไอเดียไม่ได้เรื่อง เราก็แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วเช่นกัน

องค์กรใหญ่ๆ จะมีอาการที่เรียกว่า maintaining the status quo

status quo แปลว่า “สถานภาพปัจจุบัน”

maintaining the status quo ก็คือความเชื่อที่ว่า ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนทำไม

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นวัตกรรม (ทั้งในแง่ product และ process) จะเกิดขึ้นได้ยากในองค์กรใหญ่ๆ เพราะทุกคนเล่น play safe กันหมด เพราะถึงจะไม่ได้ทำอะไรที่ฮือฮาแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำอะไรผิดพลาด

และบางทีวัฒนธรรม play safe ก็ลามไปถึงเรื่องที่แทบไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย เช่นวิธีการทำจดหมายข่าว (newsletter) หรือสไลด์ที่ใช้ template เดิมมาตลอด รวมถึงการคงไว้ซึ่งนโยบายบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยแล้ว

เหตุผลเดียวที่ยังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ก็คือ “เค้าทำกันมาแบบนี้” ทั้งๆ ที่คนที่ออกแบบ template หรือคิดนโยบายเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในองค์กรแล้วด้วยซ้ำไป

ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับที่เราจะทำตามๆ คนอื่นเขา เพียงแต่ผมคิดว่ามันน่าเบื่อและเหมือนเรากำลังดูถูกศักยภาพของตัวเอง

พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีคุณลักษณะเหมือนพระองค์ และคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพระเจ้าก็คือการสรรค์สร้าง – ไม่ใช่การก๊อปปี้!

Don’t ask for permission, ask for forgiveness.

สิ่งที่ประโยคนี้ต้องการจะบอกก็คือ ถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ หรือคิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าคิดถี่ถ้วนแล้วมั่นใจว่าดีก็เดินหน้าทำไปเลย (แม้จะต้องทำแบบเงียบๆ คนเดียวก็เถอะ)

ถ้ามัวแต่มาขออนุมัติก็อาจจะโดนดับฝันอย่างที่บอก เพราะคนที่มีอำนาจอนุมัตินั้นเขาไม่ได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าคุณ และเขาเองก็ยังติดกับวัฒนธรรม maintaining the status quo อยู่

สู้เราทำตัวอย่างขึ้นมาก่อน ทดลองใช้ในกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำขึ้นมาใหม่นั้นมันดีกว่า ดีจนกระทั่งคนอื่นมาเห็นก็รู้ทันทีว่ามันดีกว่าจริงๆ

เมื่อนั้นเราค่อยนำไปเสนอกับ “ผู้ใหญ่” ก็ยังไม่สาย

แต่ถ้าทำออกมาแล้วไม่เวิร์คหรือมีข้อผิดพลาด อย่างมากสุดเขาก็อาจจะมีโกรธบ้างแต่ก็คงไม่ถึงขนาดจะไล่เราออกหรอก

ณ จุดนั้นเราก็แค่ขอให้ผู้ใหญ่เข้าใจและให้อภัยเรา (Ask for forgiveness) ชีวิตก็ไปต่อได้แล้ว

แน่นอน วิธีคิดแบบ “ทำก่อน ขอโทษทีหลัง” ย่อมมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราใช้มันอย่างชาญฉลาด เราก็มีโอกาสที่จะรังสรรค์สิ่งเจ๋งๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโต

ที่สำคัญ การทำงานแบบ “กล้าๆ หน่อย” จะทำให้เรามีความสุขและสนุกกว่าการทำงานแบบ “ปลอดภัยไว้ก่อน” เยอะเลยครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s