อย่าเป็น Dead Sea

20150724_DeadSea

สมัยทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือการผลัดกันแชร์ความรู้กันทุกสองสัปดาห์ โดยคนในทีมหมุนเวียนกันเป็นผู้ถ่ายทอด

โดยหัวข้อนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ขอเพียงแต่เป็นเรื่องที่เราสนใจ และคิดว่าคนอื่นๆ จะได้ประโยชน์

วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าหัวข้อหลักที่เราคุยกันคือเรื่องอะไร จำได้แค่ว่าเพื่อนในทีมชื่อกวีเล่าเรื่องเด๊ดซี (Dead Sea) ให้ฟัง

พวกเราหลายคนน่าจะรู้จักทะเล Dead Sea ว่าเป็นทะเลสาบที่เค็มมาก (เค็มกว่าทะเลทั่วไปสิบเท่า ไม่อยากนึกภาพตอนสำลักน้ำหรือน้ำเข้าตาเลย) เลยทำให้ความหนาแน่นของน้ำสูงเป็นพิเศษ เวลาเล่นน้ำในเด๊ดซีจึงไม่จำเป็นต้องว่าย แต่ลอยเอาเลย

และเพราะมีเกลืออยู่สูงมากนี่เอง ทะเลสาบแห่งนี้จึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ และนี่คือที่มาของชื่อว่า Dead Sea ทะเลแห่งความตายนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องของกวีต่อ

กวีพูดถึงเรื่องที่พ่อของกวีเคยเล่าให้ฟังว่า ใกล้ๆ เด๊ดซี ยังมีทะเลสาบอีกแห่งหนึ่งซึ่งรับน้ำมาจากแหล่งเดียวกัน แต่น้ำกลับไม่เค็ม และสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

เมื่อกี้ผมลองไปเปิดดู Google Maps ก็เจอทะเลสาบใกล้ๆ เด๊ดซีจริงๆ ชื่อว่า Sea of Galilee ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล

ทั้ง Dead Sea และ Sea of Galilee ต่างรับน้ำมาจากแม่น้ำจอร์แดนทั้งคู่

เหตุใด Dead Sea และ Sea of Galilee จึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้?

พ่อกวีบอกว่าเพราะ Sea of Galilee นั้นปล่อยน้ำกลับสู่แม่น้ำจอร์แดนตอนใต้

ขณะที่เด๊ดซีเป็นระบบปิด น้ำไม่ไหลไปไหนเลย ทางออกเดียวของน้ำในเด๊ดซีคือผ่านการระเหยเท่านั้น

—–

คำว่า “เงิน” ภาษาอังกฤษคือคำว่า Money

แต่ยังมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า Currency ซึ่งแปลได้ทั้ง “เงินตรา” และ “การหมุนเวียน”

คำว่ากระแสน้ำ ภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Current

ดังนั้น เงิน กับ การหมุนเวียนคือของคู่กัน

—-

แต่ก่อน เวลาว่างๆ แฟนผมมักจะร้องเพลงขึ้นมาประโยคนึงซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อน (ร้องแล้วมีท่าประกอบอีกตังหาก)

เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน

สมมติเรามีธนบัตร 100 บาทอยู่หนึ่งใบ ถ้าเราเก็บไว้ในกระปุก มันก็จะอยู่เฉยๆ ของมัน เราอาจจะมีความสุขอยู่คนเดียวที่มีเงินเก็บ

แต่ถ้าเราเอาแบงค์ 100 บาทนี้ไปซื้อไก่ย่าง พ่อค้าไก่ย่างจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกคน

พ่อค้าไก่ย่างเอาเงิน 100 บาทนี้ไปซื้อขนมฝากลูกฝากเมียที่บ้าน คุณป้าคนขายขนมและลูกเมียก็มีความสุข

คุณป้าเอาเงิน 100 บาทที่ได้มา ไปทำบุญที่วัด ก็จะมีคนได้ประโยชน์อีกหลายทอด

เงินจะมีประโยชน์ก็เพราะว่ามันหมุนไป ไม่ใช่เพราะมันถูกเก็บไว้อยู่ในกระปุก

—–

ผมไม่ได้จะบอกว่ามีเงินแล้วต้องใช้ตลอดนะครับ เพียงแต่ว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้มันได้หมุนเวียน เพราะนั่นคือเจตจำนงของมัน

เราจึงควรเอาเงินไปฝากธนาคาร เพื่อเปิดโอกาสให้มันได้ไปสร้างประโยชน์กับคนอื่นๆ

แต่การเอาเงินฝากธนาคารก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของผมในวันนี้ครับ (เขียนมาตั้งนาน ยังไม่เข้าประเด็นอีกเหรอเนี่ย!?)

ประเด็นของผมก็คือ เราควรจะ “ให้” บ้าง

เมื่อเงินเข้ามา เราก็ควรจะผ่องถ่ายออกไป เหมือน Sea of Galilee ที่รับน้ำมาและปล่อยกลับออกไป

—–

ส่วนตัวผมจะใช้วิธีง่ายๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ให้ทานอยู่เสมอๆ

คือเมื่อผมเจอวณิพกเล่นดนตรีเปิดหมวก ผมจะบริจาคเศษเหรียญทั้งหมดที่มีในกระเป๋าสตางค์ของผม

และผมก็ทำแบบเดียวกันเวลาเห็นกล่องรับบริจาคตามเคาท์เตอร์ในร้าน Boots หรือ Watsons

ถือว่าเป็นวิน-วิน เพราะกระเป๋าสตางค์ของผมจะเบาลงและเข้ารูปมากขึ้น ส่วนเขาก็ได้เงินไปทำประโยชน์

—–

จริงๆ คนไทยเราใจบุญอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่แทบไม่เคยบริจาคเงินเพื่อการกุศลเลย

อาจจะเพราะว่าคิดว่าตัวเองยังมีไม่เยอะ ก็เลยยังไม่คิดที่จะให้

ถ้าคิดอย่างนี้ อาจต้องลองนึกถึงประโยค “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

เมื่อเราบริจาคเงิน ก็เหมือนเราได้บอกกับตัวเองและส่งสัญญาณถึงจักรวาลว่า “เรามีมากพอ” และธรรมชาติก็จะเปิดโอกาสให้เรามีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก Sea of Galilee ทะเลสาบน้ำจืดที่เป็นแหล่งพึ่งพิงให้แก่สัตว์ต่างๆ

แต่ถ้าเราไม่คิดจะให้บ้างเลย เราก็คงไม่ต่างอะไรกับ Dead Sea ที่รับเข้ามาอย่างเดียว แต่ไม่ปล่อยอะไรไหลออกมาแม้แต่แดงเดียว

Dead Sea มี “เกลือ”อยู่สูงมากจนทะเลเรียกพี่ฉันใด

คนที่ไม่เคยให้อะไรใครก็มี “ความเค็ม” จนทะเลเรียกพี่ฉันนั้น

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia Dead Sea, Sea of Galilee

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

เล่นมือถือในสวนลุม

20150723_MobilePhoneInThePark

วันนี้ผมไปวิ่งที่สวนลุมมาครับ

ตอนใกล้ๆ จะวิ่งเสร็จ บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งตรงม้านั่งกำลังเล่นมือถืออยู่

เป็นภาพที่จะว่าไปก็ชินตา แต่วันนี้ผมอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า

อุตส่าห์มาถึงสวนลุมทั้งที มานั่งเล่นมือถือเหรอ?

โอเคล่ะ เธออาจจะไม่ได้ชอบออกกำลังกาย อาจจะมานั่งรอแฟน และการเล่นมือถือก็น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุด

แต่จะว่าไปที่สวนลุมก็มีกิจกรรมอื่นๆ เยอะแยะ มีคนเต้นแอโรบิค รำไทเก๊ก เล่นโรลเลอร์เบลด ปั่นจักรยานเรือเป็ดน้อย หรือถ้าไม่ชอบอะไรเลยก็เดินเล่นดูบรรยากาศก็ยังได้

แต่จากทางเลือกทั้งหมดที่เธอมี เธอก็ยังเล่นมือถืออยู่ดี

แล้วผมก็คิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราเองทุกคนก็มีอาการนี้เหมือนกัน

อาการทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานที่ที่เราอยู่

เคยเห็นคนแบบนี้มั้ยครับ?

ไปเที่ยวเมืองนอกแต่กินแมคโดนัลด์
อยู่บนเครื่องฟิตเนสแต่คุยโทรศัพท์
อยู่ในห้องเรียนแต่แชทกับเพื่อน
อยู่กับเพื่อนแต่นั่งตอบอีเมล์
อยู่ที่ทำงานแต่นั่งเมาธ์ดารา
อยู่บ้านแต่นั่งทำงาน

ผมคงไม่กล้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะบางทีเราก็ต้องพักบ้างอะไรบ้าง หรือถ้างานมันด่วนก็อาจต้องเอากลับมาทำที่บ้านเป็นบางคราว

แต่ผมว่าน่าจะดี ถ้าเราหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าอยู่ที่บ้าน ก็ควรจะพักผ่อน และใช้เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว (เพราะเราไม่สามารถคุยกับพ่อกับแม่แบบเห็นหน้าในที่ทำงานได้)

ถ้าอยู่ที่ทำงาน ก็ควรจะทำงานให้เสร็จ และพูดคุยกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเพื่อให้เขาได้ช่วยให้งานออกมาได้ดีที่สุด (เพราะเราไม่สามารถคุยกับหัวหน้านอกเวลางานได้ – อย่างน้อยก็ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ)

ถ้าอยู่กับเพื่อน ก็ควรจะใส่ใจมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่จอมือถือและแป้นพิมพ์

ถ้าอยู่ห้องเรียน ก็ควรตั้งใจฟังอาจารย์ ทำความเข้าใจบทเรียน และยกมือหากมีคำถาม

ถ้าอยู่บนเครื่องฟิตเนส ก็ควรใช้ประโยชน์จากมันมากกว่าแค่ที่นั่งพัก

ถ้าไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรลองทานอาหารบ้านเขา

ถ้าอยู่ในสวนลุม ก็ควรออกกำลังกาย

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ ณ ที่ตรงนี้ เวลานี้ ผมเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้เข้มข้นมากขึ้น และพลาดสิ่งดีๆ น้อยลง

—–

“ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าปรับคำถามขึ้นไปอีกระดับหนึ่งล่ะ?

“ในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำในเวลาอื่นหรือในภพภูมิอื่นได้อีกแล้ว?”

ผมคงไม่มีคำตอบตายตัว ต้องให้ผู้อ่านไปคิดกันเอาเอง

ถ้ามาถึงสวนลุมทั้งที แล้วมัวแต่มานั่งเล่นมือถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที ถ้ามัวแต่ <เติมคำในช่องว่าง> ก็คงน่าเสียดายเอามากๆ เช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ติดเบรค

20150722_Brake

ที่บริษัทมีน้องคนนึงชื่อทอม (หรือบางทีก็เรียกว่าทอมมี่) เป็นโปรแกรมเมอร์แต่ผมกับน้องรู้จักกันเพราะเล่นอยู่ในวงดนตรีเดียวกัน

ทอมขี่จักรยานมาทำงานทุกเช้า ระยะทางจากบ้านถึงออฟฟิศประมาณ 5 กิโลเมตร ต้องผ่านถนนสาทรและซอยสวนพลูซึ่งมีปริมาณรถค่อนข้างหนาแน่น

แน่นอน ทอมใส่หมวกกันน็อคและติดไฟไว้ท้ายรถ เพราะเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร

มีวันหนึ่งผมกำลังเดินออกจากตึก ก็เจอทอมขี่จักรยานออกมาพอดี ผมบอกทอมว่าผมขี่จักรยานปันปั่นไปหาแฟน

ทอมบอกว่า เช็คเบรคดีๆ นะพี่ มีหลายคันที่เบรคไม่ค่อยดี

ขออธิบายก่อนว่าแต่ละสถานีปันปั่น จะมีแท่นจักรยานอยู่ 8 แท่น และประมาณครึ่งหนึ่งจะมีจักรยานจอดล็อคคออยู่กับแท่น แต่ละคันหน้าตาเหมือนกันหมด

เวลาผมเลือกว่าจะเอาจักรยานคันไหน ก็จะมองแค่ว่าคันไหนอานไม่สูง-ไม่เตี้ยเกินไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาปรับอาน

แต่ผมไม่เคยเช็คเบรคจักรยานก่อนเลย เหตุหนึ่งอาจเพราะว่ามันยุ่งยากเนื่องจากต้องเอาจักรยานออกมาลองวิ่งดูก่อนถึงจะรู้ว่าเบรคทำงานหรือไม่ แต่ถ้ารู้ว่ามันทำงานไม่ค่อยดี ผมก็มักจะเลยตามเลย ถือว่าขับช้าแล้วค่อยเอาขาช่วยเบรค

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ประมาทไปหน่อย

ถ้ามองส่วนประกอบต่างๆ ในจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ กระดิ่ง อาน บันได โซ่ หรือล้อ จะเห็นได้ว่าถ้ามันทำงานผิดพลาดขึ้นมาก็ยังไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่

แต่ถ้าเบรคไม่ทำงานนี่เราอาจบาดเจ็บถึงตายได้

ผมว่าคนเราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ตั้งแต่เราเด็กมาจนถึงวันนี้ เราได้ทำการ “แต่งรถจักรยาน” มาตลอด

ด้วยการเรียนโรงเรียนชื่อดัง กวดวิชา สอบติดมหาลัยรัฐ ทำงานบริษัทอินเตอร์ เรียนต่อป.โท สร้าง connection และอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ช่วยให้รถจักรยานของเรา “แรง” และพุ่งทยานไปข้างหน้า

แต่พอถึงเวลาที่จักรยานชีวิตของเราวิ่งเร็วเกินไป หรือกำลังจะชนกับสิ่งกีดขวาง เรากลับไม่มีเบรคที่จะช่วยเซฟเราได้เลย

ใจไม่มีเบรคสามารถนำปัญหามาให้เราได้มากมาย เช่น

  • กินเยอะจนอ้วน
  • ลงทุนเสี่ยงเกินไปจนเจ๊ง
  • พูดเยอะเกินไปจนผิดใจกับเพื่อน
  • คิดมากเกินไปจนอยากทำร้ายตัวเอง

การปั่นจักรยานหรือขับรถยนต์ที่เบรคแตกมันน่ากลัวเท่าไร การใช้ชีวิตโดยไม่มีเบรคใจก็น่ากลัวพอๆ กัน

แล้วเราจะติดเบรคทางใจได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้คือการฝึกสติ หรือความรู้ตัว

เมื่อใดเราคิด เมื่อนั้นขาดสติ

เมื่อใดเรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อนั้นเราจะหยุดคิด โดยอัตโนมัติ

เราใช้เวลาไปค่อนชีวิตเพื่ออัพเกรดตัวถัง แฮนด์ ล้อ และบันได มาแล้ว

ถึงเวลาอัพเกรดเบรคจักรยานบ้างแล้วนะครับ

เพราะเมื่อถึงคราววิกฤติ มันจะช่วยชีวิตเราได้

ความโกรธเป็นเพียงเสื้อคลุม

20150622_AngerUniform

Anger is just the uniform of fear

ความโกรธเป็นเพียงเครื่องแบบของความกลัว

– James Altucher

—–

หนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากตอนหนุ่มๆ คือเรื่อง Conversations with God เขียนโดย Neale Donald Walsch และได้รับการแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “สนทนากับพระเจ้า” โดยสำนักพิมพ์ Oh My God!

พระเจ้าถามนีลว่า รู้มั้ยว่าอะไรที่ตรงข้ามกับความรัก?

ปรากฎว่าคำตอบไม่ใช่ความเกลียด

พระเจ้าบอกว่า อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความรักคือความกลัว

และ “รัก” กับ “กลัว” คือสองอารมณ์พื้นฐานที่สุดของมนุษย์

ส่วนอารมณ์หรือการกระทำอื่นๆ ล้วนต่อยอดมาจากสองอารมณ์นี้ทั้งนั้น

เพราะความเมตตาก็มาจากความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
ความกล้าก็มาจากความรักในสิ่งที่ตัวเองต้องการปกป้อง
ความขยันและมุมานะก็มาจากความรักที่จะให้ชีวิตหรือผลงานออกมาดี

แล้วความกลัวล่ะ?
คนเราหึง ก็เพราะว่ากลัวแฟนจะไปมีคนใหม่
คนเราโกหก เพราะกลัวว่าถ้าอีกฝ่ายรู้ความจริงจะโดนลงโทษ
คนเราโกรธ เพราะมีใครมาทำให้ “ตัวตน” ของเขากระทบอย่างรุนแรง และความกลัวที่ “ตัวตน” จะเสียหายนี่แหละ จึงต้องสร้างความโกรธขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง

—–

บริษัทเคยส่งผมเข้าเรียนวิชา EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ที่สอนโดย Dr.Leonard Yong 

ผมจำสิ่งที่เขาสอนไม่ค่อยจะได้แล้ว แต่บทเรียนที่ผมจำได้กลับเป็นเรื่องที่เขาแชร์ให้ฟังเล่นๆ

เขาถามพวกเราว่า ผู้ชายรับมือกับแฟนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยังไง?

เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เวลาผู้หญิงหงุดหงิด โวยวายใส่ฝ่ายชาย แล้วบอกว่า “ไปเลยนะ ไปไกลๆ เลย” ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เดินหนีไปจริงๆ อาจจะเพราะรำคาญ หรืออาจจะเพราะหวังดีจริงๆ เลยหายหน้าไปตามคำขอ

แต่ดร.ลีโอนาร์ดบอกว่า อย่าเดินหนีไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม!

วิธีที่ได้ผลกว่า คือเขยิบเข้าไปใกล้แฟนที่กำลังโกรธ

แล้วกอดเธอครับ

อาจจะโดนทุบบ้างซักสองสามที แต่ยังไงก็ดีกว่าเดินหนีไปตอนเธอโกรธแน่นอน

—–

ตอนเรายังเด็ก เวลาเรากลัวผี การมีใครซักคนมากอดเรานี่ช่วยให้หายกลัวไปได้เยอะเลย

ถ้าความโกรธเป็นเพียงเครื่องแบบหรือเสื้อคลุมที่อำพรางความกลัว

การที่แฟนกำลังโกรธเราก็อาจจะเป็นเพราะเธอกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

ดังนั้น โกรธเมื่อไหร่ ก็กอดเมื่อนั้น!

ลองแล้วได้ผลลัพธ์ยังไงมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ

เคล็ดลับหลับสบาย

20150720_SleepwellSecret

เกือบทุกเย็นผมจะปั่นจักรยานปันปั่นไปหาแฟนที่ตึกเอ็มไพร์ และขับรถกลับบ้านด้วยกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะทำเวลานั่งอยู่ในรถด้วยกัน คือถามว่า วันนี้มีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง 5 เรื่อง

ของแฟนผมได้แก่

1. ถึงที่ทำงานแต่เช้า ทำให้ทำงานได้อย่างมีสมาธิและงานเสร็จไปเยอะ
2. ไม่กินน้ำหวาน (หลังจากรู้ตัวว่าน้ำหนักขึ้นเร็วไปนิดจนหมอสูฯทัก)
3. ผมซื้อ Pretzel Wrap จาก Auntie Anne’s ไปให้ทาน
4. ผมต่อรองกับผู้รับเหมาสำเร็จ (ผมเจรจาไม่ค่อยเก่งเพราะใจอ่อนเกินไป)
5. ถ่ายท้องคล่อง (คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาท้องผูก)

เรื่องดีๆ ของผมได้แก่

1. ผู้รับเหมาขนของเข้าบ้านแล้ว (หลังจากใช้เวลาหามาร่วมครึ่งปี)
2. แม่ทำผลไม้ให้กิน แม้ว่าเมื่อคืนจะมีงอนกันนิดหน่อย
3. เจ้านายอนุมัติเรื่องงบงานชิ้นใหม่อย่างง่ายดายเกินคาด
4. อ่านหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying จบ
5. แฟนอารมณ์ดี แม้ว่าเขาจะทำงานหนักมาทั้งวัน

ถ้าใครไม่มีโอกาสทบทวนตอนเดินทางกลับบ้าน ก็ลองทบทวนด้วยการเขียนไดอารี่ก่อนเข้านอนก็ได้ครับ ได้ผลดีกว่าด้วยซ้ำเพราะเรามีเวลาคิดเงียบๆ คนเดียวอย่างช้าๆ

การทบทวนแบบนี้ ผมว่ามีข้อดีสองอย่าง

หนึ่ง ทำให้เราได้ลับสมองโดยย้อนกลับไปคิดว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง
และสอง ทำให้เราเห็นคุณค่าในสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

ที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่าเราจะมีวันแย่ๆ มา เราก็ยังสามารถนึกเรื่องดีๆ ได้ครบห้าข้อได้ แม้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติซักหน่อยก็เถอะ

จริงๆ แล้วในวันแย่ๆ ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนึกถึงเรื่องดีๆ ห้าข้อ เพราะมันจะช่วยเปลี่ยนมู้ดเราได้เยอะเลย ทำให้เรามีความสบายใจขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น และหลับได้สนิทขึ้นครับ