ทางลัดที่ดีที่สุด

20150729_BestShortcut

The shortcut that’s sure to work, every time:

Take the long way.

Do the hard work, consistently and with generosity and transparency.

And then you won’t waste time doing it over.

ผมจะบอกทางลัดที่จะเวิร์คทุกครั้งชัวร์ๆ

ไปทางอ้อมซะ

จงมุ่งมั่นทำงานยาก ด้วยความสม่ำเสมอ และด้วยใจที่เอื้อเฟื้อและซื่อสัตย์

แล้วคุณจะได้ไม่ต้องกลับไปทำเรื่องเดิมซ้ำอีกให้เสียเวลา

– Seth Godin

—–

ใครที่อายุเกิน 30 ปี น่าจะเกิดทันยุคเกมมาริโอรุ่งเรือง

พ่อกับแม่ซื้อเครื่องแฟมิคอมพร้อมตลับเกมมาริโอให้ผมเป็นครั้งแรกตอนผมอยู่ป.3

สมัยนั้นเครื่องแฟมิคอมเพิ่งเข้ามาใหม่ ราคาจึงแพงมาก เฉพาะค่าเครื่องก็ 5500 บาทแล้ว ส่วนตลับเกมมาริโอก็ราคา 550 บาท รวมแล้ว 6050 บาท

เงินหกพันบาทในปี 2531 นั้นถือว่าเยอะมากๆ สำหรับผม เพราะตอนเรียนป.1 ถึงป.3 ผมได้ค่าขนมแค่วันละ 3 บาทเอง

ที่พ่อกับแม่มีเงินซื้อให้ เพราะเพิ่งได้เงินก้อนจากการไปช่วยนักการเมืองหน้าใหม่ในโคราชหาเสียงจนได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรก

น่าจะเป็นของขวัญวัยเด็กชิ้นใหญ่สุดที่ผมเคยได้รับแล้ว (ทั้งในแง่ตัวเงินและในแง่ความรู้สึก – ถึงยังจำราคาของมาได้จนถึงทุกวันนี้)

กลับมาเรื่องมาริโอต่อ

ในเกมนี้ พระเอกที่ชื่อมาริโอคือช่างซ่อมท่อในนครเห็ด แต่เมื่อเจ้าหญิงพีชถูกราชาคุปปะจับตัวไป มาริโอจึงได้รับมอบหมายให้ไปช่วยเจ้าหญิง

ระหว่างทางมาริโอต้องเจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนกที่เดินไปเดินไปเดินมา เต่าบกและเต่าบินได้ ดอกไม้พิษ ดอกไม้พ่นไฟและปืนใหญ่ ไหนจะต้องระวังเหวที่ตกลงไปแล้วจะตาย (และต้องกลับมาเริ่มใหม่) แถมการเล่นให้จบแต่ละฉากก็มีเวลาจำกัดอีกด้วย ถ้าไม่ได้กระโดดรูดเสาธงหน้าปราสาทภายในเวลาที่กำหนดก็ต้องตายอีกเช่นกัน

ข้อดีก็คือคือ ในบางฉากจะมี “ท่อวาร์ป” ซ่อนอยู่ เมื่อเราลงท่อนี้ไปแล้ว เราจะสามารถไปสู่จุดหนึ่งของฉากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อยแล้ว เรายังไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตกับอุปสรรคต่างๆ ตามรายทางอีกด้วย

—–

วันนี้ผมหา “ประกายไฟ” ที่จะมาเขียนบล็อก ด้วยการอ่าน a day bulletin ฉบับเก่าๆ ที่พี่เจค (พี่ที่ออฟฟิศที่ออกไปแล้ว) ทิ้งไว้ให้

เปิดไปเจอฉบับที่สัมภาษณ์ อ้อม สุนิสา โอปอลล์ ปาณิสรา เอกกี้ เอกชัย และ เผือก พงศธร พิธีกรรายการ 4 มติ

มีช่วงตอนหนึ่งที่ทั้งสี่คนพูดถึงเด็กไทยในยุคนี้ ที่เพิ่งจบออกมา แต่อยากได้เงินเดือนดีๆ ตำแหน่งดีๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ บางคนอยากรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องออกแรงเยอะ

ประโยคหนึ่งที่คุณอ้อมให้สัมภาษณ์ก็คือ “ความสำเร็จมันอาจจะมีทางลัด แต่ไม่ได้ลัดสั้นขนาดนั้น ในขณะที่มีทางลัด มันก็ต้องไปทางยาวก่อน”

มันเลยทำให้ผมนึกถึงคำของ Seth Godin ที่ว่า The shortcut that’s sure to work, every time: Take the long way.

เป็นอะไรที่ท้าทายสามัญสำนึก แต่ก็น่าคิด

—–

ไม่ใช่เรื่องผิดที่เด็กสมัยนี้จะคิดอย่างนี้ เพราะเขาโตมากับสภาพแวดล้อมที่เน้นเรื่องทางลัดและการเห็นผลอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อเราเจอคนรุ่นใหม่ที่ยึดถือคุณค่าคนละชุดกับเรา เราก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ว่า มันจะเวิร์คจริงๆ เหรอ

เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปแค่ไหน วิถีชีวิตและอาชีพของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่หลักการบางอย่างก็ยังใช้ได้อยู่

ลองนึกถึงคนที่เราชื่นชมและถือเป็นคนต้นแบบของเรา (Idol) แล้วดูซิว่าเขามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่?

ทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ รักษาคำพูด รู้ลึกรู้จริง มีน้ำใจ อ่อนน้อมถ่อมตน

เหล่านี้น่าจะเป็นคุณสมบัติที่จะทำให้คนๆ หนึ่งประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใด

มองไปรอบตัวตอนนี้ คิดว่าเด็กรุ่นใหม่จะมีโอกาสได้ฝึกฝนตัวเองจนมีคุณสมบัติเหล่านี้มั้ย?

—–

ผมเชื่อว่าคนที่เคยเล่นเกมมาริโอ เลือกจะไปทางปกติ ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉากนี้มีท่อวาร์ปอยู่ตรงไหน

การเล่นเกมมาริโอโดยไม่ใช่ท่อวาร์ปนั้น ย่อมหมายความเราต้องเจอภยันตรายต่างๆ

แต่เราก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ที่มีเฉพาะในทางสายนี้ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเห็ดที่ทำให้ตัวโตขึ้นสองเท่า เห็ดที่ทำให้เราพ่นไฟได้ หรือดาวที่ทำให้เป็นอมตะ

แถมศัตรูบางตัวยังเปิดโอกาสให้เรา “อัพเลเวล” เพิ่มจำนวนชีวิตให้เราแบบไม่อั้น

ซึ่งประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยเลยหากเรามัวแต่ใช้ท่อวาร์ป

ที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้ “ผ่านสนามรบ” มาอย่างช่ำชอง

เมื่อถึงฉากสุดท้ายที่ต้องเจอตัวบอสอย่างราชาคุปปะ เราจะเอาทักษะที่ไหนมาสู้กับมัน?

และถึงจะฟลุ้คชนะบอส และได้เจ้าหญิงคืนมาจริงๆ เจ้าหญิงจะรักคนที่ใช้ท่อวาร์ปมาตลอดเกมอย่างเราหรือเปล่า?

สุดท้ายแล้วชีวิตมันก็คือเกมอย่างหนึ่ง และ “เจ้าหญิงพีช” ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป

เพราะความสนุกของเกมมาริโอไม่ใช่การได้จูบเจ้าหญิงตอนอวสานเพียงอย่างเดียว

ความสนุกจริงๆ เกิดขึ้นจากการได้ลองผิดลองถูก ได้ชนะ ได้แพ้ ได้พลาด ได้เริ่มต้นใหม่ และได้พัฒนาตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชัยชนะที่ได้มาด้วยการลงมือทำอย่างสุดความสามารถ น่าจะมีความหมายมากกว่าชัยชนะที่ไม่ต้องลงแรงอะไร

และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเกมนี่แหละ ที่จะหล่อหลอมให้เราเป็นมาริโอที่คู่ควรกับเจ้าหญิงอย่างแท้จริง


ขอบคุณภาพจาก Amit Agarwal | Flickr

ขอบคุณข้อมูลจาก Seth Godin blog และ a day bulletin เล่ม 346 

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือ Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนที่ผม publish ตอนใหม่ครับ)

ชีวิตคือการทดลอง

20150728_LastTimeFirstTime

When was the last time you tried something for the first time?

นานแค่ไหนแล้วที่คุณได้ลองทำอะไรเป็นครั้งแรก?

– Unknown

—–

เคยรู้สึกว่าชีวิตจำเจ น่าเบื่อบ้างมั้ยครับ?

แพทเทิร์นชีวิตของผมวันจันทร์ถึงศุกร์คือ

ตื่นขึ้นมา แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถ ปั่นจักรยาน ทำงาน พักเที่ยง ทำงาน ไปออกกำลังกาย เขียนบล็อก ไปรับแฟน ขับรถกลับบ้าน อาบน้ำ นอนเล่นเฟซ สวดมนต์ เข้านอน

การทำอะไรเป็นกิจวัตร ในแง่ดีก็คือมันช่วยประหยัดพลังสมองไปเยอะ ไม่ต้องมามัวคิดมากหรือกังวลว่าสิ่งที่เราทำไปมันถูกต้องหรือไม่ เพราะมันได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามันเวิร์ค

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันอาจจะทำให้เราใช้ชีวิตแบบไม่มีสติเท่าไหร่ เพราะเราจะทำทุกอย่างเป็นโหมด auto-pilot หมดแล้ว ลองนึกภาพตอนเราแปรงฟัน ใส่รองเท้า หรือขับรถก็จะเห็นว่าเราทำมันโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

อีกข้อเสียหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ทุกวันมันก็คือ มันออกจะน่าเบื่อเหมือนกันนะ!

When was the last time you tried something for the first time?

เวลาผมอ่านประโยคนี้ คำตอบแรกที่แว่บเข้ามาในหัวคือกิจกรรม Deep Canyon ที่ผมไปเล่นที่นิวซีแลนด์เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว (ซึ่งผมเคยพูดถึงในบล็อกตอนเจ็บปวดแต่งดงาม) มันคือกิจกรรมที่ต้องกระโดดจากหน้าผา ไต่เชือก สไลด์ตัวลงโขดหิน ซึ่งทั้งแพง ทั้งโหด  ทั้งมัน แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

ถ้ามองย้อนถอยกลับไปอีกก็คือการไปทดลองใช้ชีวิตแบบคนตาบอดที่ Dialogue in the Dark http://pantip.com/topic/30496041 ที่จามจุรีสแควร์เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว (ค่าเข้าชม 90 บาทเท่านั้น ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ)

การได้ลองทำอะไรใหม่ๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นแล้ว ยังช่วยพัฒนาสมองอีกด้วย เพราะเมื่อเราต้องทำสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย นิวรอน (neurons) ในสมองของเราก็จะสร้างการเชื่อมโยง (connection) ใหม่ๆ ทำให้สมองของเราเหมือนได้ออกกำลังกาย

การลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องไปโดดหน้าผาหรือใช้ชีวิตแบบคนตาบอดก็ได้นะครับ อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราทำอยู่ประจำ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนนิดหน่อยก็อาจจะช่วยให้เรา “ทำลายแพทเทิร์น” เดิมๆ ได้แล้ว เช่น

ลองใช้ keyboard shortcut แทนที่จะใช้เมาส์คลิ้ก
ลองใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงขายาว
ลองแปรงฟันหลังจากกินข้าวเช้า (แทนที่จะแปรงก่อนกินเพราะถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่ากลืนน้ำลายบูด)
ลองใช้ไหมขัดฟันก่อนที่จะแปรงฟัน (แต่ก่อนผมจะขัดทีหลัง)
ลองกินน้ำเสาวรส+อาโวคาโด (แต่ก่อนผมไม่เคยคิดจะกินน้ำอโวคาโดเลย)
ลองหยิบหนังสือหมวดที่เราไม่เคยคิดจะอ่านขึ้นมาดู
ลองใช้เส้นทางใหม่ในการเดินทางไปทำงาน

ผมเชื่อว่าชีวิตคือการทดลอง

ถ้าเราทำอะไรซ้ำๆ แบบเดิมตลอด มันก็อาจจะไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่นั่นก็หมายความว่าเราตัดโอกาสที่จะได้เจอสิ่งที่ดีกว่าด้วย

พวกเราส่วนใหญ่น่าจะไม่อยากแก่ และอยากคงความหนุ่มความสาวไว้นานๆ

ผมเชื่อว่าการได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ (หรือทำเรื่องเดิมๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ) อาจจะช่วยได้

เพราะมันจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและคอยเตือนให้เรามีใจที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นคุณลักษณะของเด็กทุกๆ คน

คำถามเดิม -> คำตอบเดิม

คำถามใหม่ -> คำตอบใหม่

ขอให้สนุกกับการทดลองนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำ

20150727_Driftwood

เมื่อปี 2555 เป็นปีที่ผมไม่ตั้งเป้าหมายอะไรให้ชีวิตเลย

เพราะได้บอกกับตัวเองว่า จะลองใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำดู

ไอเดียแปลกๆ นี้ได้มาจากการอ่านหนังสือ The Buddha Said ของ Osho ครับ

เนื้อหาตอนหนึ่งมีว่า

“Those who are following the Way should behave like a piece of timber which is drifting along a stream.  If the log is neither held by the banks, nor seized by men, nor obstructed by the gods, nor kept in the whirlpool, nor itself goes to decay, I assure you that this log will finally reach the ocean.”

แปลง่ายๆ ว่าถ้าเราจะปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธองค์ ก็จงใช้ชีวิตเหมือนขอนไม้ที่ลอยตามน้ำ ถ้าขอนไม้นั้นไม่ไปเกยฝั่ง หรือถูกมนุษย์หรือเทวดาเก็บไป หรือตกอยู่ในน้ำวน หรือเน่าในเสียก่อน ขอนไม้นั้นก็จะไปถึงมหาสมุทรอย่างแน่นอน

(ใครเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสามารถอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่)

ที่ผมอยากลองใช้ชีวิตแบบ “ขอนไม้ลอยน้ำ” เพราะรู้สึกว่ามันแปลกใหม่และแตกต่างจากวิธีการ “ตั้งเป้าหมายให้ชัด แล้วลงมือทำอย่างไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ” อย่างสิ้นเชิง

ตั้งเป้าแล้วทำสำเร็จก็เคยมาแล้ว ทำไม่สำเร็จก็เคยมาแล้ว ลองไม่มีเป้าหมายดูบ้างจะเป็นไร

เหนื่อยหนักเพราะ “ไว้ใจตัวเอง” มาเยอะแล้ว ลอง “ไว้ใจชีวิต” ดูบ้างจะเป็นไร

ขอนไม้ที่ลอยน้ำนั้น ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ขัดขืน ไม่ขัดขวาง สายน้ำจะพามันไปทางไหนก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ด้วยความเชื่อมั่นว่า  ยังไงๆ กระแสน้ำนี้มันก็ต้องพาเราไปสู่มหาสมุทรอยู่แล้ว

แต่การใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำ ไม่ใช่การงอมืองอเท้า ไม่ทำมาหากินนะครับ

ผมก็ยังทำตามหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เพียงแต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ภายในสามเดือน หรือจะต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก่อนสิ้นปี

และเพราะไม่มีเป้าหมายนี่เอง จึงสามารถรับมือกับอะไรๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้โดยแทบไม่มีความเครียดอยู่เลย

ขอนไม้ลอยน้ำนั้นจะไปถึงมหาสมุทรได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ไปติดอยู่กับอุปสรรคต่างๆ ระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นความขี้เกียจ ความหมกมุ่น ความโลภ-โกรธ-หลง ซึ่งถ้าเราไปติดกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นขอนไม้เกยตื้นหรือขอนไม้เน่าในไปเสียก่อน

แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ไม่เบียดเบียนใคร และ “ยอมจำนน” ต่อกระแสน้ำแห่งชีวิตที่พัดพาเราไป

เราอาจจะพบว่า วิธีการใช้ชีวิตแบบนี้ ก็สามารถนำเราไปถึงจุดหมายที่ดีได้เช่นกันครับ

ป.ล. ช่วงนั้นผมเข้าสู่การเรียนเทอมที่สามของการเรียนปริญญาโทที่นิด้า และนั่นเป็นเทอมแรกที่ผมได้ A ทุกวิชา!

ป.ล.2 คำว่าโสดาบัน (ระดับแรกของอริยบุคคล) แปลว่าผู้เข้าถึง “กระแส” ธรรม และถ้าประคองตัวให้อยู่ในกระแสไปเรื่อยๆ ไม่ไปเกยตื้นที่ไหนเสียก่อน ก็จะไปถึงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งก็คือนิพพานนั่นเอง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

สิ่งแรกที่ผมทำทุกเช้าวันจันทร์ (สมัยเป็นหัวหน้า)

20150726_FirstThingOnMonday

วันนี้ขอเล่าประสบการณ์สมัยทำงานทีมซัพพอร์ตอีกเรื่องหนึ่งนะครับ

ทีมผมมีกันอยู่ทั้งหมด 8 คน

ทุกเช้าวันจันทร์ สิ่งที่ผมจะทำเป็นอย่างแรกคือคุยกับทุกคนแบบตัวต่อตัว

โดยผมจะเข้าไปนั่งรอในห้องประชุม แล้วเพื่อนในทีมก็จะผลัดกันเข้าไปในห้อง โดยเรียงตามลำดับตัวอักษรของชื่อแรกในภาษาอังกฤษ

สิ่งที่เราจะคุยกันคือดูว่าสัปดาห์ที่แล้วทำอะไรเสร็จบ้าง และสัปดาห์นี้จะทำอะไรบ้าง ถ้าเห็นว่าเขางานเยอะ เราก็จะคุยกันว่าควรจะทำอะไรก่อนหลังเพื่อให้โดยภาพรวมแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด

ผมยังใช้โอกาสนี้ในการชมเชยและแนะนำเรื่องราวที่ต้องปรับปรุงด้วย เช่นถ้าสัปดาห์ที่แล้วทำงานออกมาดี ผมก็จะมาพูดในห้องนี้ หรือถ้าผมเห็นว่ามีอะไรที่เขาทำลงไปแล้วอาจไม่ค่อยถูกต้องนัก ผมก็จะมาบอกเพื่อนร่วมทีมตอนคุยกับแบบหนึ่งต่อหนึ่งนี้เช่นกัน

การคุยทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมทีมที่ประสบการณ์สูงและมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว

เมื่อคุยเสร็จ คนๆ นั้นก็จะกลับไปนั่งทำงาน คนถัดไปก็จะรู้ตัวแล้วเดินมาหาผมที่ห้อง

การคุยแบบตัวต่อตัวแบบสั้นๆ จะมีจุดหนึ่งที่ผมไม่ชอบก็คือการที่ทุกคนต้องเดินเข้ามาหาผมราวกับนักเรียนเข้ามาพบคุณครู

ตอนแรกผมเองคิดจะใช้วิธีเดินไปคุยที่โต๊ะของเขาเลยเพื่อความเป็นกันเอง แต่วิธีนี้ก็มีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีความเป็นส่วนตัว จนอาจจะทำให้พูดเรื่องบางเรื่องไม่ได้ สุดท้ายก็เลยต้องใช้วิธีนั่งรอในห้องประชุมนี่แหละ

ผมชอบการคุยเช้าวันจันทร์มาก เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้รู้ว่าทุกคนในทีมกำลังทำอะไรอยู่บ้าง และกำลังจัดเรียงลำดับความสำคัญของงานสอดคล้องกับสิ่งที่ผมและเจ้านายของผมตั้งใจจะให้เป็นรึเปล่า

นอกจากนี้ การคุยด้วยวิธีนี้ยังเปิดโอกาสให้ผมได้ให้ฟีดแบ็คสดๆ ร้อนๆ เพราะเรื่องราวทั้งหมดที่เราจะคุยกันเพิ่งจะเกิดขึ้นไปไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ทุกอย่างยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของผมและเพื่อนร่วมทีม

เมื่อผมคุยครบทุกคนแล้ว ผมก็จะรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมต้องให้ความสำคัญในสัปดาห์นี้คืออะไร ช่วยให้ตัวเองได้วางแผนสัปดาห์นี้ไปด้วยในตัว

ใครที่เป็นหัวหน้าทีมและมีลูกน้องไม่เยอะมาก จะลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูก็ได้นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กลัวไปสองไพเบี้ย

20150725_FearNotPreventDeath

“Fear does not prevent death. It prevents life.”

ความกลัวไม่ได้ป้องกันความตาย มันปิดโอกาสไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตต่างหาก

– Naguib Mahfouz

—–

เมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว สมัยเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิงห์สาราสัตว์และหาอาหารด้วยการออกท่องเที่ยวไปในป่าเขา

เมื่อเราพบเจอสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงบางอย่างในพุ่มไม้ เราจะต้องหันไปมองทันทีว่าเสียงนั้นเกิดจากอะไร

ถ้าเห็นว่าเป็นกระต่าย เราก็จะวิ่งเข้าหาเพื่อล่ามันมาทำเป็นอาหารให้ครอบครัวของเรา

แต่ถ้าเป็นเสือ เราก็ต้องวิ่งหนีให้เร็วที่สุดเพื่อรอดจากการเป็นอาหารให้ครอบครัวของมัน

ด้วยความที่มนุษย์เคยอยู่ “ระดับกลาง” ของห่วงโซ่อาหารเช่นนี้เอง ร่างกายและสมองของเราจึงพัฒนาความรู้สึกที่เรียกว่า “ความกลัว” ขึ้นมา

—–

ภาษาฝรั่งจะมีคำว่า Fight or Flight

Flight ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเที่ยวบิน แต่หมายถึงการหนี

Fight or Flight ก็คือจะสู้หรือจะหนี

เวลาที่มนุษย์ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ เขาต้องตัดสินใจแล้วสิ่งที่เขาเผชิญอยู่นั้นอ่อนแอกว่าหรือแข็งแรงกว่า

ถ้ามันอ่อนแอกว่า เราก็จะเลือกที่จะสู้ (Fight)

แต่ถ้าประเมินแล้ว “ศัตรู” น่าจะแข็งแรงกว่า เราจะรู้สึกกลัว และวิ่งหนี (Flight)

“ความกลัว” จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเอาชีวิตรอดและดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์

—–

ตัดกลับมาในสมัยนี้

มนุษย์ส่วนใหญ่ออกมาอยู่ในสังคมเมือง และไม่ต้องหากินด้วยการล่าสัตว์อีกต่อไปแล้ว

แม้สังคมและสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ในทางชีวภาพเราก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกับบรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำของเราเลย

“ต่อมความกลัว” ที่เคยจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเมื่อหลายพันหลายหมื่นปีก่อน ตอนนี้มันก็ยังคงทำงานอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ ชีวิตประจำวันของเราไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว

ลองยกตัวอย่างสิ่งที่เรากลัวดูก็ได้

กลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ
กลัวใครจะมาเห็นหน้าสด
กลัวการทำงานประจำไปจนแก่
กลัวออกมาทำธุรกิจเองแล้วจะเจ๊ง
กลัวลูกไม่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ
กลัวไม่มีเงินใช้ตอนแก่
กลัวว่าถ้าขาดคนๆ นี้ไปแล้วจะอยู่ไม่ได้
กลัวว่าถ้าฟีดแบ็คหัวหน้าแล้วจะหมดอนาคต
กลัวว่าไปเที่ยวต่างประเทศแล้วจะเก็บเงินไม่ได้ตามเป้า
ฯลฯ

และบางทีความกลัวเหล่านี้ก็ผลักดันที่เราทำอะไรไม่ฉลาดออกไป

หรือแย่กว่านั้น คือไม่ยอมทำอะไรเลย

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ต่อให้เราพูดต่อหน้าคนออกมาได้ห่วยแค่ไหน หรือใครมาเห็นหน้าสดของเรา หรือหัวหน้าไม่พอใจที่เราพูดกับเขาตรงๆ โอกาสที่เราจะ “รอดชีวิต” จากเหตุการณ์ที่เรากลัวก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 99.99%

Fear does not prevent death. It prevents life.

จริงอยู่ ในสมัยก่อน ความกลัวอาจช่วยชีวิตคุณได้

แต่สำหรับสมัยนี้ ความกลัวจะทำให้คุณพลาดอะไรดีๆ ไปอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงแล้วว่า สิ่งที่เรากลัวนั้นมีโอกาสส่งผลร้ายแรงได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่น และถ้าเราข้ามความกลัวนั้นไปได้ ก็จะมีสิ่งดีๆ รออยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

อย่าปล่อยให้ความกลัวมาทำให้คุณอดใช้ชีวิตเลยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings