10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี

20150803_WhatFarangsDontHave

การได้ไปเที่ยวเมืองนอกเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน

แต่ก็มีไม่น้อยที่เมื่อไปอยู่เมืองนอกมาซักพักก็จะได้ข้อสรุปว่าอยู่เมืองไทยดีที่สุดแล้ว

เรื่องที่หยิบยกมาพูดว่าอยู่เมืองไทยแล้วสบายกว่าก็มักจะเป็นเรื่องภาษาที่สื่อสารกันเข้าใจ อาหารถูกปาก และความง่ายๆ สบายๆ ของคนไทย

นอกจากเหตุผลหลักต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ผมก็มานั่งคิดเล่นๆ ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรอีกบ้างที่เมืองไทยมี แต่ฝรั่งไม่มี (เอาเฉพาะฝรั่งนะครับ ไม่นับเอเชีย) โดยใช้ประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ ดังนั้นอาจจะผิดพลาดหรือไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้ครับ

สิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดได้มีดังนี้

1. หนังยาง – ไม่รู้ทำไมฝรั่งเค้าไม่เห็นค่อยใช้หนังยางกันเลย เวลาปิดถุงเขามักจะใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกหรือไม่ก็จากโลหะ แต่ผมว่าหนังยางที่แหละที่สะดวกที่สุดแล้ว จะมัดถุงกับข้าวก็ง่ายและรวดเร็ว จะมัดหนังสือพิมพ์ส่งตามบ้านก็ได้ แถมตอนเด็กๆ เรายังเอามาร้อยไว้โดดเล่นหรือเอามาเหนี่ยวยิงใส่เพื่อนก็ได้ (ผมลองเปิดประวัติ rubber band ดูถึงรู้ว่าอังกฤษคิดค้น แต่กลับไม่รู้สึกว่าเค้าใช้กันแพร่หลายเหมือนบ้านเรา)

2. เชือกฟาง – เชือกที่ฝรั่งมีไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่มักจะเป็นเชือกจริงจังที่มันสากๆ แต่ผมว่าเชือกฟางนี่ทั้งถูก ทั้งเบา แข็งแรง แต่ก็ตัดง่าย ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเก็บหนังสือเพื่อเตรียมย้ายบ้าน ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของเชือกฟางเพราะเอาไว้มัดหนังสือเป็นแพ็คๆ ขนาดเหมาะมือได้ชิลล์ๆ

3. สายฉีดก้น – ฝรั่งใช้แต่กระดาษเช็ดก้นกัน (ซึ่งถ้าเช็ดหลายๆ ทีก็อาจเป็นแผลได้) ผมเคยถามครูฝรั่งชาวอังกฤษที่มาอยู่เมืองไทย เค้ายังยอมรับเลยว่าสายฉีดก้นทำความสะอาดได้ดีกว่ากระดาษทิชชู่เยอะเลย แถมยังพูดถึงคนในประเทศเขาเองด้วยว่า “We are very unclean”

4. ห้างร้านที่เปิดถึงสามทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ – ที่ยุโรปหลายประเทศวันเสาร์ร้านจะเปิดถึงแค่ทุ่มเดียวหรือเร็วกว่านั้น ส่วนวันอาทิตย์นี่แทบจะหาร้านที่เปิดทำการไม่ได้เลย เพื่อนชาวสวิสผมบอกว่าเพราะวันอาทิตย์ผู้คนถือว่าเป็นวันพักผ่อน (พระเจ้าสร้างโลกหกวันแล้วพักวันอาทิตย์) ดังนั้นก็เลยพักผ่อนกันหมดทั้งลูกค้าทั้งเจ้าของร้าน ซึ่งบางทีมันก็ทำให้เราเดือดร้อนเพราะวันอาทิตย์เราก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน ขณะที่เมืองไทยเราจะไม่มีวันเจอห้างที่ปิดวันอาทิตย์แน่ๆ

5. เซเว่นอีเลฟเว่น – ร้านสะดวกซื้อของฝรั่งส่วนใหญ่เปิดไม่ดึก อย่างมากก็แค่สามทุ่ม ตอนที่ผมไปเที่ยวปารีส สังเกตเห็นว่าร้านที่จะเปิดดึกกว่าสามทุ่มมักจะเป็นร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ที่มีเจ้าของเป็นคนเอเชียซะมากกว่า แต่สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ก็ไม่มีทางอดตายเพราะออกไปเซเว่นเมื่อไหร่ก็จะมีขนมจีบซาละเปาให้กินแน่นอน

6. วินมอเตอร์ไซค์ – กรุงเทพรถติดก็จริง แต่ผมว่าบ้านเราเป็นเมืองที่การจราจรครอบคลุมที่สุดเมืองหนึ่งของโลกเลยนะ ตอนผมไปเที่ยวแมนเชสเตอร์ต้องทนหนาวยืนรอรถเมล์เป็นสิบนาที แต่ถ้าอยู่กรุงเทพ แค่เดินไปนิดหน่อยก็จะเจอยานพาหนะที่จะพาเราไปถึงไหนต่อไหนอย่างง่ายดาย

7. ซาเล้ง – เวลาฝรั่งเขามีของเก่า ถ้าไม่ขนไปทิ้งหรือบริจาค ก็ต้องเปิด Garage Sale* ให้คนแถวนั้นผ่านมาซื้อ แต่ที่บ้านเรามีบริการมาซื้อของเก่าถึงบ้าน ไม่ต้องเสียแรง เสียเวลา เปลืองน้ำมันขับรถออกจากบ้านให้เมื่อยตุ้ม

8. พนักงานที่หยิบของใส่ถุงให้เราเวลาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต – คำอธิบายยาวเชียว แต่รู้หรือไม่ว่าเวลาเราไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองนอก พนักงานคิดเงินเขาไม่ได้หยิบของใส่ถุงให้เรานะครับ เขาก็แค่สแกนบาร์โค้ดแล้วก็ผลักสินค้าไปตรงท้ายเคาท์เตอร์ เราจ่ายเงินเสร็จแล้วต้องเอาของใส่ถุงเอง บางทีต้องจ่ายเงินซื้อถุงเพิ่มด้วยเพราะนโยบายรักษ์โลกของซูเปอร์มาร์เก็ตเขา

9. หาหมอที่โรงพยาบาล – อันนี้เป็นความรู้ใหม่จากหัวหน้าซึ่งเป็นชาวอังกฤษอีกเช่นกัน เขาบอกว่าคนประเทศเขาเวลาป่วยจะไปหาหมอที่คลีนิค ไม่ใช่ที่โรงพยาบาล คุณจะเข้าโรงพยาบาลได้ก็ต่อเมื่ออาการคุณหนักหนาสาหัสจริงๆ เท่านั้น ในขณะที่เมืองไทย แค่เป็นหวัดเราก็ไปโรงพยาบาลกันแล้ว (โดยเฉพาะถ้าบริษัทสวัสดิการดี!) ที่สำคัญถ้าคุณเป็นหวัดแล้วจะไปหาหมอคุณต้องโทร.นัดล่วงหน้าหลายวันด้วย!

10. ปากซอย – ฝรั่งไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ปากซอย” เพราะผังเมืองเค้าออกแบบมาเป็นบล็อกๆ ไม่ได้เป็นตรอกซอกซอยเหมือนบ้านเรา แต่ผมว่า “ปากซอย” เรานี่แหละคือทีเด็ด เพราะสิ่งละอันพันละน้อยจะอยู่ที่ปากซอยกันเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ปากซอย เซเว่นปากซอย รถเข็นหมูปิ้งปากซอย ป้ายรถเมล์ปากซอย ร้านตัดผมปากซอย ฯลฯ จะบอกว่าปากซอยเป็นแหล่งรวบรวมอารยธรรมและความเจริญก็คงไม่ผิดนัก เพราะ แค่เดินไปปากซอยเราก็มีครบเกือบทุกอย่างแล้ว ขณะที่ฝรั่งต้องขับรถเข้าเมืองถึงจะได้รับบริการเหล่านี้

ผมเชื่อว่ามันยังมีอะไรอีกเยอะแน่ๆ ที่ช่วยให้เมืองไทยสะดวกกว่าเมืองนอก ใครคิดออก รบกวนมาบอกกันผ่านหน้า Anontawong’s Musings Facebook Page นะครับ

—–

* EDIT 9:40pm 7 ส.ค. 2558: ตอนแรกผมเข้าใจผิดว่า Garage Sale คือการขนของไปขายที่ตลาดนัด แต่ได้รับการท้วงติงมา (ดูคอมเม้นท์ด้านล่าง) จึงขอแก้ไขให้ถูกต้องครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

จะรีบไปไหน

20150802_HurryFor

ช่วงนี้ผมกำลังทดลองการเก็บบ้านแบบ KonMari ซึ่งเรียนรู้มาจากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo โดยตั้งใจว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะนำมาเล่าสู่กันฟังแบบเต็มๆ นะครับ (อ่านน้ำจิ้มได้ในตอนถุงเท้าร่ำไห้)

แต่วันนี้ขอเล่าเรื่องที่เพิ่งคิดได้เมื่อเช้าก่อนครับ

ที่ห้องผมจะมีราวแขวนผ้ายาว 3.6 เมตรที่แม่ผมสั่งทำพิเศษ เป็นราวเหล็กที่แข็งแรงและรับน้ำหนักได้เยอะมาก ดังนั้นเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของผมกับแฟนจึงถูกแขวนไว้ที่ราวนี้ ยกเว้นพวกเสื้อเชิ๊ต กางเกงยีนส์ ถุงเท้าและชุดชั้นในที่จะเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา ผมก็เลยลองปรับเปลี่ยนการเก็บเสื้อผ้าด้วยวิธี KonMari โดยการเอาเสื้อยืดมาพับใส่กล่องแทนที่จะแขวนเอาไว้บนราวเหล็ก

และเมื่อวานนี้ (วันเสาร์) แฟนผมก็ลองพับชุดนอนและกางเกงของเธอลงกล่องด้วยวิธี KonMari เช่นกัน ใช้เวลาไปไม่น้อย แต่เสื้อผ้าก็จัดวางเป็นระเบียบดูสบายตาน่าใช้งาน

20150730_124800

เมื่อเช้านี้ร้านซักรีดมาส่งผ้า ผมก็เลยนำจัดเก็บให้เข้าที่

เริ่มจากคลี่ถุงเท้าที่เขาขมวดเป็นปม มาพับสามทบและจัดเข้ากล่อง เอาเสื้อยืดออกจากไม้แขวนเสื้อมาพับแล้ววางเป็นแนวตั้งลงในกล่อง รวมถึงพับชุดนอนของแฟน (ที่ทำจากผ้าลื่นๆ) มาพับใส่กล่องเช่นกัน

สิ่งที่พบคือวิธีการนี้เสียเวลาพอสมควรเลย แต่ก่อนผมใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2 นาทีก็เสร็จแล้ว เพราะเสื้อยืดก็แค่แขวนเอาไว้ ถุงเท้าก็โยนใส่ลิ้นชัก ส่วนชุดนอนก็วางซ้อนกับชุดที่มีอยู่เดิม

แต่ด้วยวิธีเก็บแบบใหม่ผมต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เพราะบางทีพับแล้วขนาดไม่เท่ากับชุดอื่นๆ ที่อยู่ในกล่องก็ต้องพับใหม่ หรือจัดเรียงแล้วไม่สวยงามก็ต้องหยิบออกมาจัดใหม่ (โดยเฉพาะชุดนอนแฟนที่เป็นผ้าลื่นๆ นี่จัดให้สวยงามยากมาก)

สำหรับคนที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่อง Productivity* อย่างผม จึงอดไม่ได้ที่จะมีเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ในใจว่า วิธี KonMari นี่มันดีจริงๆ เหรอ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้องใช้เวลาเพิ่มไม่รู้ตั้งกี่เท่า

แล้วผมก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ทำไมเราถึงคิดว่าวิธีที่เสร็จเร็วกว่าถึงดีกว่าวิธีที่เสร็จช้ากว่า?

หรืออีกนัยหนึ่ง ทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำอะไรโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด?

คำตอบที่ตามมา ก็คือเราอยากทำเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วๆ จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่น

แล้วเรื่องอื่นที่ว่า เราก็อยากทำให้เสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะไปทำอย่างอื่นต่ออีกเช่นกัน

ยิ่งกิจกรรมหนึ่งๆ ใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำกิจกรรมได้หลายอย่างมากขึ้น ภายใต้ระยะเวลาจำกัดที่เรามี 24 ชั่วโมงต่อวัน

แล้วทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำกิจกรรมได้หลายๆ อย่างในหนึ่งวันล่ะ?

เคยเห็นคนที่ชอบขับรถจี้ตูดรถคนอื่น เปิดไฟสูงใส่ และบีบแตรไล่มั้ยครับ?

คนๆ นี้อาจจะอยากรีบกลับให้ถึงบ้าน เพียงเพื่อสุดท้ายแล้วเขาจะได้มีเวลานอนเล่นเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น

หรือเคยเห็นหัวหน้าที่สั่งงานตอนบ่าย และจะเอางานภายในวันนั้น แต่พอเราทนอยู่ดึกเพื่อจะได้ส่งงานตามที่ขอ หัวหน้าก็ดันไม่มีเวลาดูจนถึงวันมะรืนอยู่ดี

ความเร่งรีบของคนเรานั้นสร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้างไม่น้อยเลย

ทำไมคนเราถึงรีบ?

ในยุคบริโภคนิยม เราถูกถาโถมด้วยสินค้าและบริการที่จะช่วยให้เราประหยัดแรงและเวลา โดยเค้าบอกกับเราว่าถ้าเราใช้สินค้าตัวนี้ เราจะมีเวลามากขึ้น เพื่อไปทำอย่างอื่นที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตกลงก็คือ เรารีบเพื่อจะมีความสุขใช่มั้ย?

ผมคิดว่าเรากำลังติดอยู่ในกับดักความเชื่อที่ว่า ยิ่งทำได้เยอะ และใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีความสุข นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรากลายเป็นคนเร่งรีบโดยไม่รู้ตัว

และด้วยความที่เราให้ค่ากับการทำอะไรเร็วๆ จนเคยชิน ตอนนี้เราหลายคนจึง “รีบเพื่อรีบ” ไปอย่างนั้นเอง เพราะเราหลงลืมจุดประสงค์หลักไปนานแล้ว

ถ้าเราระลึกอยู่เสมอว่า สุดท้ายแล้ว ทุกๆ สิ่งที่เราทำก็เพื่อมีความสุขหรือบรรเทาความทุกข์ การทำอะไรโดยใช้เวลาน้อยที่สุด จึงอาจเป็นแค่หนึ่งในหลายวิธีการที่จะนำพาเราไปสู่จุดนั้นได้

การเก็บผ้าแบบ KonMari นั้นใช้เวลาเยอะกว่าแบบเก่าพอสมควร แต่มันก็นำมาซึ่งความชื่นใจทุกเช้าเวลาที่ผมเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อที่จะเลือกชุดมาใส่

ขณะที่วิธีการเก็บผ้าแบบเดิมนั้นไม่เคยทำให้ผมรู้สึกดีอย่างนี้ได้เลย แม้ว่ามันจะใช้เวลาน้อยกว่าแค่ไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้น การวัดว่ากิจกรรมใดๆ มีคุณค่าแค่ไหน จึงไม่ควรดูแค่ว่ามันใช้เวลามากน้อยเพียงใด

แต่ต้องดูด้วยว่า สุดท้ายแล้วกิจกรรมแบบไหนจะนำพาความสุขมาให้เราได้มากที่สุดครับ

—–

* EDIT: 10:30 2/8/2015 มีคนแนะนำให้แปลด้วยว่า Productivity คืออะไร ผมเลยขออนุญาตลิงค์ไปที่บล็อกนี้ของ CC: Somkiat นะครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

สนุกกับปัญหา

20150801_HaveFun

ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ อุปสรรคที่เกิดขึ้นไม่ว่าจากการบริหารงานการค้า หรือเรื่องส่วนตัว ถือเป็นยาอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้พยายามมากขึ้น ที่สำคัญเราต้องสนุกกับอุปสรรคปัญหาที่อยู่ตรงหน้า เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดสนุก มันจะล้าทันที

– เฉลียว อยู่วิทยา (หนังสือ เสียงแห่งทศวรรษ โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์)

—–

เราทุกคนเคยเจอสภาวะที่ทำให้รู้สึกท้อถอยกับงานกันทั้งนั้น

เพราะแม้ว่าเราได้ทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว แต่งานก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ หรือกว่าจะเสร็จก็คงต้องอยู่ดึกอีกหลายคืน

ถ้ารู้ตัวว่ากำลังท้อถอย สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือหยุดพักซักนิด แล้วเดินออกมาห่างๆ อาจจะด้วยการไปหาขนมอร่อยๆ กิน หรือโทร.ไปจ๊ะจ๋ากับแฟนหรือเพื่อนเก่า

สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาไม่นาน แต่จะช่วยให้เราตั้งหลักได้ และทำให้เรามองเห็นงานเจ้าปัญหาด้วยใจที่เป็นกลางขึ้นว่า

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่งานจะมีปัญหา ถ้างานไม่มีปัญหาเลยเขาจะจ้างเรามาทำไม

ถ้าเรามองงานให้เหมือนการเล่นเกมอย่างหนึ่ง เกมแห่งการชิงไหวชิงพริบและเกมแห่งสติปัญญา เราจะเจอแง่มุมที่สนุกไปกับมันได้

ยิ่งต้องแก้ปัญหายากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเก่งกว่าเดิมมากขึ้นเท่านั้น

และยิ่งเราเก่งขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเดิมก็ย่อมมีมากขึ้นเช่นกัน

อีกปัญหาที่คนมักจะเจอ คืองานเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ ไม่ค่อยได้ใช้สมองเท่าไหร่ ทำให้เบื่องานชะมัด

ซึ่งก็มีทางออกอีกเช่นกัน

อาจจะด้วยการท้าทายตัวเองด้วยการทำสถิติใหม่ในการทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ (แต่งานต้องออกมาดีด้วยนะ)

หรือถ้าจะคิดไปอีกขั้นหนึ่ง ในเมื่องานมันซ้ำซาก ทำไมเราไม่ลองหาวิธีทำงานโดยใช้แรงให้น้อยที่สุด เช่นการใช้ Macro ใน Excel หรือใช้โปรแกรมอย่าง TinyTask เราจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์กว่า

เรามาทำงานเพื่อหาเงินก็จริง

แต่จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของการทำงาน ก็เพื่อขัดเกลาตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น ลุ่มลึกขึ้น มีความคิดความอ่านมากยิ่งขึ้น

เมื่อทัศนคติที่เรามีต่องานสอดคล้องกับเจตจำนงของม้น ไม่ว่างานจะยากแค่ไหน เราก็จะมีแรงเดินหน้าต่อครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ เสียงแห่งทศวรรษ โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และ วีดีโอสอนใช้ Macro เบื้องต้นจาก CISTraining

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

นิทานแอปเปิ้ล

20150731_Apple

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

คุณแม่เดินเข้ามาหาของกินในครัว เห็นลูกสาวตัวน้อยยืนถือแอปเปิ้ลอยู่สองลูก จึงย่อตัวลงแล้วเอ่ยถามว่า

“คนดีของแม่ แม่ขอแอปเปิ้ลลูกนึงได้มั้ยคะ”

เด็กน้อยมองหน้าแม่แว้บหนึ่ง ก่อนจะกัดแอปเปิ้ลในมือซ้ายหนึ่งคำ และหันไปกัดแอปเปิ้ลในมือขวาอีกหนึ่งคำ

คุณแม่หน้าชา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปาก ลูกสาวก็ยื่นแอปเปิ้ลในมือซ้ายมาให้

“ลูกนี้หวานกว่า ของคุณแม่ค่ะ ส่วนอีกลูกนึงเดี๋ยวหนูกินเอง”

—–

หมายเหตุ: เรื่องนี้อ่านเจอครั้งแรกผ่านการแชร์ในไลน์ (ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้ว) และมาเจออีกครั้งใน Quora แต่ยังหาต้นทางไม่ได้ครับ  ที่เอามาเขียนตรงนี้ผมดัดแปลงจาก Quora นิดหน่อยเพื่อให้อ่านได้คล่องขึ้นครับ

นิ้วที่ 11

20150730_11Inch

“..แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม
ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง ปฏิบัติธรรม
ให้สมควรแก่ธรรมเท่านั้นเอง เหลือแต่..
ทำเอาเอง มีสติรู้กายรู้ใจไป

อย่าคิดมากนะ แล้วก็อย่าไปเพ่งเอา
คิดมากฟุ้งซ่าน กับเพ่งมากแล้วก็นิ่ง
เกินไป มันจะช้า รู้ซื่อๆ ไป
พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ
เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว
เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้…”

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–
วันนี้วันพระ

เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ วันที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วได้นั่งสมาธิ

พอนั่งสมาธิเสร็จ แฟนที่เพิ่งแชร์บล็อกเรื่องมาริโอของผมเมื่อคืนเสร็จก็บอกว่า สิงห์ Sqweez Animal เสียแล้วนะ 

ผมใจหายแว้บเลย

เพราะเพิ่งเดินสวนกับเขาที่งานหมั้นของเพื่อนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง

คุณสิงห์ เป็นลูกชายของคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ

ผมไม่ได้รู้จักกับคุณสิงห์เป็นการส่วนตัว รู้แต่เพียงว่าน้องๆ ในวงดนตรีที่บริษัท (กิ่ง ส้ม ปิ๊ก) ก็กรี๊ดกันอยู่พอดู และผมเองก็เคยรับหน้าที่ร้องเพลงคำบางคำ ตอนที่วงของเราเล่นเพลงนี้ด้วย

—–

เคยเล่าให้ฟังว่าตอนเช้าระหว่างขับรถไปทำงาน ผมมักจะฟัง CD หลวงพ่อปราโมทย์

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเป็นฆราวาสอยู่ถึง 48 ปีก่อนจะได้บวช ท่านจึงรู้เรื่องทางโลกเป็นอย่างดี ทำให้การฟังธรรมของหลวงพ่อเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เข้าถึงคนกรุงและคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ท่านดังขึ้นมา ก็คือความสามารถในการอ่านวาระจิตของคนที่ท่านสนทนาอยู่ได้

ไม่ใช่อ่านว่าคิดอะไรอยู่นะครับ แต่อ่านว่าตอนนี้จิตเรากำลังฟุ้งซ่านอยู่ ตอนนี้จิตกำลังตั้งมั่นอยู่ ฯลฯ

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดน่าจะทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดัง ก็คือการทำให้คนจำนวนมากหันมาสนใจเรื่องการภาวนาในชีวิตประจำวัน

เพราะมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆ

เมื่อคืนอ่านเจอคำสอนของท่านก็เกิดมีกำลังใจขึ้นมา

“”แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง”

ถ้าภพภูมิมีจริง และการที่เราเวียนวนเกิดมานับชาติไม่ถ้วนเป็นเรื่องจริง การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถือว่าเรา “มาได้ไกลมาก” อย่างที่หลวงพ่อว่าจริงๆ นั่นแหละ

“พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้”

ประโยคนี้ทำให้คิดได้ว่า เราอาจจะมาถึงใกล้เป้าหมายมากกว่าที่เราคิดไว้

คำถามคือ เราจะใช้โอกาสอันมีค่านี้เพื่อที่จะเดินไปถึงนิ้วที่ 12 หรือจะเดินถอยหลัง?

—–

เค้าบอกว่ายุคนี้คือยุคที่กรรมติดจรวด

ใครทำอะไรไม่ดีไว้ กรรมจะตามทันโดยที่ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

แต่บางที กรรมดีก็อาจติดจรวดได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นสมัยก่อน หลวงพ่อเทศน์ คนที่ได้ฟังก็คงมีไม่กี่สิบกี่ร้อยคน

แต่การมาของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดธรรมะบรรยายของหลวงพ่อจากที่ไหนก็ได้ในโลก และทำให้มีคนได้ฟังธรรมเป็นพัน เป็นหมื่น หรืออาจเป็นแสนคน

เทคโนโลยีทำให้ผลของกรรมดีและกรรมชั่วของเราทบเท่าทวีคูณได้

ถ้าเราอยู่นิ้วที่ 11 กันจริงๆ ก็ไม่มียุคไหนที่จะง่ายสู่การเดินไปสู่นิ้วที่ 12 เท่ายุคนี้อีกแล้ว เพราะเพียงแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ที เราก็ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว

ในทางกลับกัน ก็ไม่มียุคไหนที่จะเดินถอยหลังกลับไปสู่นิ้วที่ 1 ได้เท่ายุคนี้อีกแล้วเช่นกัน เพราะวัฒนธรรมการเสพติดมือถือและแทบเบล็ต ทำให้เราตกอยู่ใน “ความหลง” ได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

เมื่อหลงก็ไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ ก็ยากที่จะไปสู่สุคติ

ถ้าใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดมันก็จะพาเราไปสู่นิ้วที่ 12 ได้ในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก

แต่ถ้าใช้มันเพียงเพื่อเสพเรื่องราวนอกตัว เรียกร้องความสนใจ ลุ้นยอดไลค์ เราก็คงเป็นแค่ไก่ที่ได้พลอย

การจากไปของสิงห์ Sqweez Animal ช่วยย้ำเตือนสติอีกครั้งว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ

วันนี้ วันพระ เรามาใช้เวลาและชีวิตให้เป็นประโยชน์กันนะครับ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช | Facebook Group ,  วิมุตติ, Spring News

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)