ก้อนหินในแม่น้ำ

20150922_Confident

นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 302 เมษายน 2553  สัมภาษณ์ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

[ถาม]: อายุมากขึ้นก็ดูจะนิ่งขึ้น
[ตอบ]: จริงๆ นะ เมื่อก่อนผมมักจะคิดว่าเรารู้ว่าคนอื่นเขาคิดอะไรอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราก็พูดคำว่าไม่รู้ๆ บ่อยขึ้นๆ

[ถาม]: มั่นใจในตัวเองน้อยลง
[ตอบ]: ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วก็ขอเรียนรู้จากคนอื่น อาจเป็นด้วยวัย อย่างตอนเราตั้งวงสิบล้อ เรานึกว่าเราจะอยู่วงนี้ไปตลอดชีวิต ตอนเรามาอยู่เมืองไทยเราบอกจะอยู่ตลอดชีวิต ตอนเราไปประท้วงเราก็นึกว่าเรื่องหนึ่งจะเกิดขึ้น กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราเลิกหรือเราหมดหวังหรือสิ้นหวังกับชีวิต แต่เรารู้ว่าเราไม่รู้ เราก็ยอมรับในความเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยของเรา คล้ายกับว่าโลกนี้เหมือนหนังชีวิตที่กำลังฉายอยู่ เราไม่ได้เขียนบทเองทั้งหมด ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้ ทุกวันนี้เราชอบพูดว่าเราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้นแต่ไม่มาก เราก็รู้สึกว่าเรากลมขึ้น ทรงตัวในน้ำ น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง

[ถาม]: เป็นก้อนหินในแม่น้ำ ไม่ใช่ปลาที่ว่ายทวนน้ำแล้วใช่ไหม
[ตอบ]: ไม่ใช่ปลาว่ายทวนน้ำ แต่ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว มีอะไรที่ดีเราก็คว้ามันไว้ อะไรที่ไม่ดีเราก็ไม่ต้องคว้าเอามา เพราะในที่สุดเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษย์มันก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอด

—–

ในวงการบันเทิง มีคนที่ผมชื่นชมและคอยติดตามอ่านความคิดผ่านผลงานและบทสัมภาษณ์อยู่ไม่กี่คน

ที่นึกออกตอนนี้คือ

  • ประภาส ชลศรานนท์
  • เป็นเอก รัตนเรือง
  • ตุล อพาร์ตเมนท์คุณป้า
  • ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

ในสี่คนนี้ ฮิวโก้น่าจะเด็กสุด (และหล่อสุด)

“ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย”

ประโยคนี้โดนใจผมมาก เพราะผมเองก็รู้สึกอย่างนี้มาเกือบสิบปีแล้ว

ช่วงปี 2548-2549 ผมติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่ง(คิดว่า)รู้เยอะ และยิ่งเครียดเยอะ และบางคราวก็มีการโต้เถียงกับเพื่อนในวงเหล้ากันอย่างดุเดือด

แต่พอคุณทักษิณโดนรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 49 ผมสนใจข่าวสารบ้านเมืองน้อยลงแบบฮวบฮาบ

อาจจะเพราะเหนื่อยกับการตามข่าว และก็รู้สึกว่า 99% ของสิ่งที่เรารู้ก็ไม่ได้ทำให้เรามีส่วนร่วมในการช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นได้

ยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าตัวเองไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

ใครจะไปคิดว่าจะมีคนออกมาประท้วงเป็นแสนๆ คน เพียงเพราะพรบ.ฉบับเดียว? (ในขณะที่เรื่องจำนำข้าวที่เสียหายเป็นแสนล้านกลับไม่ได้สร้างแรงต่อต้านมากเท่านี้)

ใครจะไปคิดว่าเลขาธิการพรรคอย่างคุณสุเทพจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมวลชน?

และใครจะไปคิดว่าพลเอกประยุทธ์จะทำรัฐประหาร?

“ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้”

ใช่ เราไม่สามารถมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้

ที่เราคิดว่า เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น เรื่องนั้นต้องเป็นอย่างนี้ สุดท้ายมันอาจไม่ต่างอะไรกับความพยายามลมๆ แล้งๆ ของปลาหนึ่งตัวในลำน้ำโขงที่(หลง)คิดว่ามันเข้าใจแม่น้ำสายนี้ดีเพียงพอแล้ว

ทั้งๆ ที่จริงมันแทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย

“เราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้น… น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง”

“ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว”

การเป็นก้อนหินมันไม่เท่ อาจจะโดนปลามองอย่างเหยียดหยามด้วยซ้ำไป (ทั้งปลาที่ว่ายทวนน้ำและว่ายตามน้ำ)

แต่อย่างน้อยก้อนหินมนๆ ก้อนนี้ก็ไม่ทำร้ายใคร และมีจุดยืนที่มั่นคงพอตัว

เมื่อเป็นก้อนหินนานๆ เข้า และได้เห็นปลาว่ายผ่านไปมาตัวแล้วตัวเล่า

ถ้าก้อนหินมีปาก มันอาจเอ่ยถามกับเหล่าปลานั้นว่า

“ที่ว่ายเวียนชุลมุนกันอยู่เนี่ย รู้แล้วหรือว่าปลายทางคือที่ไหน?”

—–

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก นิตยสาร สารคดี

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

คำถามหนึ่งล้านเหรียญ

20150921_1MillionDollar

วันนี้อยากจะมาเล่าอีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ตรงกับใจมากขึ้นครับ

เป็นเทคนิคที่ได้มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมได้สัมภาษณ์

เธอเป็นคนไทยแต่เกิดและโตที่อเมริกา พูดไทยได้นิดหน่อย (เฉพาะคำพื้นๆ ที่ใช้กันในบ้านเช่น “กินข้าว” หรือ “กลับบ้าน”)

พอเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ เธอก็ยังไม่รู้ว่าอยากทำงานอะไร เลยลองทำงานหลายอย่างและเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

วันหนึ่งในช่วงที่เธอทำงานที่ห้องแสดงผลงานศิลปะ (art gallery) เพื่อนร่วมงานก็ถามคำถามที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“ถ้าเกิดเธอถูกล็อตเตอรี่เงินรางวัลหนึ่งล้านดอลล่าร์ เธอจะทำอะไร?”

เธอตอบว่า I would travel the world and write. ฉันก็อยากจะเดินทางไปรอบโลกและเขียนหนังสือ

และนั่นคือจุดที่เธอค้นพบว่า จริงๆ แล้วเธอน่าจะเหมาะกับการเป็นนักข่าว

เมื่อรู้ตัว เธอจึงเริ่มหางานที่เกี่ยวข้องกับการทำข่าว แล้วก็จับงานสายนี้เรื่อยมา

ชีวิตนักข่าว เปิดโอกาสให้เธอได้ไปอยู่และได้เห็นความเป็นไปในประเทศอย่างอัฟกานิสถาน เนปาล อินโดนีเซีย รวมถึงเมืองไทย

และแน่นอน เธอได้เขียนจนหนำใจเลยทีเดียว

—–

The Million Dollar Question – ถ้าคุณมีเงินสามสิบล้านบาท (หรือร้อยล้าน – พันล้านก็ได้) คุณจะทำอะไร?

ไม่ใช่จะซื้ออะไรนะครับ แต่จะทำอะไร?

ถ้าเงินไม่ใช่ประเด็น อะไรคือสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด?

บางคนอาจจะอยากเข้าห้องอัดเพลงที่ตัวเองแต่งไว้เมื่อนานมาแล้ว

บางคนอาจจะอยากเขียนนิยาย

บางคนอาจจะอยากเตะบอลทั้งวัน

บางคนอาจจะอยากเดินทางไปรอบโลก

บางคนอาจจะอยากเรียนทำอาหาร

หรือบางคนอาจจะอยากเขียนบล็อกวันละหนึ่งตอนเพื่อแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มา

เมื่อได้คำตอบแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็คือ ลงมือทำเลยครับ

ถ้ามองดีๆ เราไม่ต้องรอให้มีเงินหนึ่งล้านดอลล่าร์เราก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เกือบทั้งนั้น

แน่นอน สำหรับบางเรื่องเราคงไม่สามารถทำได้เต็มร้อย แต่แม้จะทำได้แค่ 20% ถ้าสิ่งนั้นมันมีความหมายกับเรา เราก็ควรเริ่มทำแล้วไม่ใช่หรือ?

เดินทางรอบโลกไม่ได้ เราก็ยังเดินทางไปสองสามประเทศได้ เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินถูกจะตาย ไม่เชื่อลองเข้าไปดูที่ http://google.com/flights ก็ได้

อัดเพลงในสตูดิโอไม่ได้ เราก็หาโปรแกรมอัดเพลงบนคอมดีๆ มาทำก็ได้

เขียนนิยายอาจจะหาสำนักพิมพ์ลำบาก แต่เราเขียนลงพันทิพหรือ storylog ได้

ในยุคนี้ ไม่ว่าเราจะอยากทำเรื่องอะไร ขอเพียงเราตั้งใจซะอย่าง มันมีทางไปได้ทั้งนั้น

อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดทางการเงินมาเป็นข้ออ้างอีกเลย

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เปล่งแสง

20150920_Geniuses

Thousands of geniuses live and die undiscovered – either by themselves or by others.

อัจฉริยะหลายพันคนใช้ชีวิตและตายไปโดยไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นอัจฉริยะ (รวมถึงตัวเขาเองด้วย)

– Mark Twain

—–

อ่านประโยคนี้ของมาร์ค ทเวนแล้วผมนึกถึง “เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” หนังสือรวบรวมบทสัมภาษณ์โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบที่สุด

สารภาพตรงนี้ว่าผมจำเนื้อหาในหนังสือไม่ได้แล้ว แต่ชอบชื่อหนังสือมาก

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความเป็นอัจฉริยภาพในด้านใดด้านหนึ่ง

และถ้าเราใช้มันถูกที่ถูกเวลาเราก็ย่อม “เปล่งแสง” ออกมา

เปล่งแสง มิใช่เพื่อให้เราดูดี แต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ

ใครที่ทำงานมานานจนเคยชินกับโหมด Comfort Zone อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเรามีความเก่งกาจทางด้านไหน

หรือบางคนอาจจะเจอสถานการณ์บีบบังคับให้จำใจต้อง “วาง” สิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อมาเอาตัวรอดกับชีวิตในแต่ละวัน

แต่ถ้าเราสามารถแบ่งเวลาสักวันละห้านาทีสิบนาที เพื่อมาทำสิ่งที่เราถนัดและทำให้เรามีความสุข กิจกรรมนั้นอาจจะช่วยให้เรา “รับมือชีวิต” ได้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะครับ

—–

เคยมีวิทยากรท่านหนึ่งมาบรรยายที่บริษัทผม เขาเล่าให้ฟังถึงช่วงที่ยังเป็นพนักงานประจำอยู่บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ซึ่งต้องงานหนักมาก แต่ก็ยังเจียดเวลามานั่งขีดๆ เขียนๆ

เขาบอกว่าการได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน คือน้ำหล่อเลี้ยงให้เขามีแรงทำงานในวันรุ่งขึ้น

และกลับกัน สิ่งที่เขาได้พบได้เห็นจากที่ทำงาน ก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับการเขียนหนังสือ

ถ้าตอนนั้นผู้ชายคนนี้คิดว่า ทำงานโฆษณาก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว จะเอาแรงเอาเวลาที่ไหนมาเขียนหนังสือ

ประเทศไทยคงไม่ได้รู้จักนักคิดนักเขียนนามว่า “นิ้วกลม”

—–

หากวันนี้งานที่คุณทำอยู่ไม่ได้เอื้อให้คุณได้ใช้ศักยภาพเต็มที่

กลับถึงบ้านวันนี้ ไม่ลองขุดเอาสิ่งที่ตัวเองเคยหลงใหลออกมาทำอีกสักครั้งล่ะครับ?

อาจจะต้องยอมเสียเวลาเล่นเฟซบุ๊คไปบ้าง หรืออาจต้องตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย

แต่แลกกับการได้ “เปล่งแสง”

ผมว่ามันคุ้มนะ

—-

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

3 ขั้นตอนสำหรับการสร้างอุปนิสัยใหม่

20150919_HabitBuilding

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ผมได้ทดลองวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสร้างนิสัยใหม่ๆ เช่นการเขียนบล็อก ออกกำลังกาย ฝึกภาษา หรือเล่นดนตรีได้

เคล็ดลับที่ว่านั้นมีสามขั้นตอนง่ายๆ

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว
3. ทำข้อ 1 ก่อนข้อ 2

ตัวอย่างเช่น

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย = เขียนบล็อกทุกวัน
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว = เล่นเฟซบุ๊ค
3. เขียนบล็อกให้เสร็จก่อน ถึงจะเล่นเฟซบุ๊ค

อย่างวันนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ผมก็ยังไม่ได้เขียนบล็อก และก็ยังไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คด้วย (เนื่องจากผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือมาเกือบเดือนแล้ว)

ตอนนี้ก็เลยมานั่งเขียนบล็อกให้เสร็จ แล้วค่อยไปเล่นเฟซบุ๊คเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

อีกสองตัวอย่างที่ผมใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน

1. สิ่งที่อยากทำ = นั่งสมาธิทุกวัน
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = เข้านอน
3. นั่งสมาธิก่อน ถึงจะเข้านอน

1. สิ่งที่อยากทำ = วิดพื้น
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = แต่งตัวไปทำงาน
3. วิดพื้นก่อน แล้วค่อยแต่งตัว

และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมคิดว่าได้ผลดีทีเดียว ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

ผมต้องขอตัวไปเล่นเฟซบุ๊คละ!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

No More Zero Days

20150918_NoMoreZeroDays

วันนี้วันศุกร์ แต่วันนี้ไม่มีนิทานนะครับ*

แต่ถึงจะไม่มีนิทาน ผมก็ยังมีของดีไม่แพ้กันมาเล่าให้ฟังอยู่ดี

เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมาก เรียกว่า No More Zero Days – จะไม่มีวันไหนที่สูญเปล่าอีกต่อไป

เรื่องนี้มีต้นทางมาจากการพูดคุยกันในเว็บไซต์ที่ชื่อว่า reddit.com ซึ่งที่เมืองนอกดังมาก แต่ผมไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไหร่เพราะตัวหนังสือมันเป็นพรืดๆ เหมือนพวกเด็กเนิร์ดคุยกัน อ่านแล้วไม่สบายตาเลย

มีนักศึกษาคนหนึ่งภายใต้ล็อกอิน maxtolife มาตั้งกระทู้ว่า I just don’t care about myself.

Max กำลังเรียนอยู่ปีสาม (เข้าใจว่าซิ่วมาเพราะเขียนว่า I’m a junior transfer) แต่เขาไม่รู้สึกอยากเรียนหนังสือเลย เพื่อนๆ พยายามจะช่วยเหลือเขาแล้ว แต่พอฮึดได้ซักสัปดาห์ก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอยู่ดี เขาไม่มีเงิน และไม่รู้สึกว่ามีใครใส่ใจเขาเลยซักคน แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ให้ชีวิต

อ่านคำถามของแม๊กซ์เต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

https://www.reddit.com/r/getdisciplined/comments/1q96b5/i_just_dont_care_about_myself/

คำตอบที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดมาจากยูเซอร์ ryan01

ไรอันบอกอย่างนี้ครับ ใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษจะข้ามไปอ่านย่อหน้าถัดไปที่ผมแปลให้ก็ได้ แต่ยังไงผมก็แปลออกมาไม่ได้อารมณ์เท่าเขาแน่ๆ

Rule numero uno – There are no more zero days. What’s a zero day? A zero day is when you don’t do a single fucking thing towards whatever dream or goal or want or whatever that you got going on. No more zeros. I’m not saying you gotta bust an essay out everyday, that’s not the point. The point I’m trying to make is that you have to make yourself, promise yourself, that the new SYSTEM you live in is a NON-ZERO system. Didnt’ do anything all fucking day and it’s 11:58 PM? Write one sentence. One pushup. Read one page of that chapter. One. Because one is non zero. You feel me? When you’re in the super vortex of being bummed your pattern of behaviour is keeping the vortex goin, that’s what you’re used to. Turning into productivity ultimate master of the universe doesn’t happen from the vortex. It happens from a massive string of CONSISTENT NON ZEROS. That’s rule number one. Do not forget.

กฎข้อแรก – อย่าให้มี “วันศูนย์” อีกต่อไป (อย่าให้มีวันไหนที่สูญเปล่าอีกต่อไป)

วันศูนย์คืออะไร?

วันศูนย์คือวันที่นายไม่ได้ทำเ-ี้ยอะไรเลยเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความฝันของนายหรืออะไรก็แล้วแต่ที่นายเริ่มทำไปแล้ว ห้ามมีวันศูนย์อีก

เราไม่ได้บอกว่านายจะต้องเขียนเอสเสวันละหนึ่งบทความทุกวัน ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นที่เราอยากจะบอกก็คือนายต้องสัญญากับตัวเอง และบังคับตัวเองว่า ระบบใหม่ที่นายจะใช้เป็นระบบ “ไร้ศูนย์”

วันนี้ไม่ได้ทำเ-ี้ยอะไรเลย และตอนนี้ห้าทุ่มห้าสิบแปดนาทีแล้ว? เขียนหนังสือหนึ่งประโยค หรือวิดพื้นหนึ่งครั้ง หรืออ่านหนังสือหนึ่งหน้า แค่หนึ่งก็พอ เพราะแค่หนึ่งก็เพียงพอที่จะไม่ใช่ศูนย์แล้ว

พอเข้าใจเรามั้ย เวลานายตกอยู่ในวังวนที่ไร้ทิศทาง พฤติกรรมเก่าๆ ของนายยิ่งทำให้น้ำมันหมุนวนไปเรื่อย เพราะนายเคยชินกับแบบนั้น

การเป็นเจ้าจักรวาลแห่งความมีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวังวนแบบนั้นหรอกนะ

การเป็นเจ้าจักรวาลเกิดได้จากการสร้าง “เชือกแห่งวันที่ไม่สูญเปล่า” เท่านั้น

นี่คือกฎข้อแรก ห้ามลืมข้อนี้เด็ดขาด

—–

ไรอันยังให้กฎอีกสองข้อ ซึ่งอ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

ผมเคยได้ยินเรื่องราวอย่างนี้มาแล้ว เช่น Jerry Seienfield นักแสดงตลกชื่อดังนั้นเคยมีปฏิทินขนาดยักษ์แปะอยู่บนฝาผนัง และทุกวันที่เขาซ้อมพูดตลก เขาจะกากบาทวันนั้นลงในปฏิทิน

หลังจากซ้อมไปได้ 3-4 วัน กากบาทเหล่านั้นก็จะเชื่อมต่อกันจนหน้าตาคล้ายๆ โซ่ ( XXXX )

หน้าที่ของเราคืออย่าปล่อยให้โซ่ขาด – Don’t break the chain ซึ่งก็คือต้องซ้อมทุกวันเพื่อให้เติมกากบาทได้ในทุกช่องนั่นเอง

แต่ส่วนตัวผมชอบคำว่า No More Zero Days มากกว่า มันกินใจดี

ถ้าคุณมีอะไรซักอย่างที่อยากทำ (เช่นลดน้ำหนัก นั่งสมาธิ หรือเขียนบล็อก) ลองเอาหลักการ No More Zero Days ไปใช้ดูครับ

ความเจ๋งของ No More Zero Days คือเราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้เพอร์เฟ็คทุกวัน อย่างน้อยถ้าวันนี้ยังเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งหรือสองนาที เราก็ยังเดินเข้าใกล้เป้าหมายเราได้ แม้จะแค่หนึ่งก้าวหรือครึ่งก้าวก็แล้วแต่

ผมเองก็ใช้หลักการ No More Zero Days กับการเขียนบล็อก และตอนที่ผมไปเป็นโค้ชให้น้องๆ ที่ Wongnai ลดน้ำหนัก ผมก็ย้ำกับเขาเหมือนกันว่า อย่าปล่อยให้วันไหนสูญเปล่า ถ้าห้าทุ่มแล้วยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย อย่างน้อยต้องลุกขึ้นมากระโดดตบซัก 20-30 ที เพื่อที่วันนี้จะได้ไม่เป็น Zero Day.

เมื่อเรามี Non-Zero Days บ่อยๆ เข้า เราก็จะเริ่มเชื่อมั่นตนเอง

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือเราจะกลายเป็นคนที่มีสัจจะ

และคนที่มีสัจจะกับตัวเอง ย่อมมีชีวิตที่ดีได้แน่นอน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่