ความเสี่ยง vs ความไม่แน่นอน

20150927_RiskUncertainty

วันนี้ผมขอมาแนววิชาการหน่อยนะครับ

เป็นเรื่องเล่าที่ได้มาจากหนังสือ The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli ครับ

มีกล่องอยู่สองกล่อง

กล่องแรกมีลูกบอลอยู่ 100 ลูก โดย 50 ลูกเป็นสีแดง และอีก 50 ลูกเป็นสีดำ

กล่องที่สองมีลูกบอลอยู่ 100 ลูกเหมือนกัน แต่เราไม่รู้ว่ามีบอลสีแดงกี่ลูกและมีบอลสีดำกี่ลูก

ถ้ากติกาคือให้คุณล้วงลงไปในกล่อง แล้วหยิบบอลขึ้นมาหนึ่งลูก

ถ้าได้บอลสีแดง คุณจะได้เงินรางวัล 1,000 บาท

คุณจะเลือกหยิบบอลจากล่องแรกหรือกล่องที่สอง?

เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะเลือกหยิบจากกล่องแรก

—–

เอาใหม่

ถ้ารอบสอง เราเปลี่ยนกติกาเป็นต้องหยิบบอลสีดำขึ้นมาถึงจะได้เงินรางวัล

คราวนี้คุณจะเลือกหยิบบอลจากกล่องแรกหรือกล่องที่สอง?

คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกหยิบบอลจากกล่องแรกอยู่ดี

เหมือนตรรกะจะบิดเบี้ยวนิดนึงนะครับ!

ตอนหยิบบอลครั้งแรก เราตั้งสมมติฐานว่ากล่องที่สองอาจมีบอลสีแดงน้อยกว่าบอลสีดำ

ดังนั้น ถ้ากติกาบอกให้เราหยิบบอลสีดำ เราก็ควรเลือกหยิบจากกล่องที่สองสิ

——

เหตุการณ์ข้างต้นเป็นตัวอย่างของ Ellsberg Paradox ครับ

โดยทฤษฎีนี้กล่าวว่า คนเรามักเลือกที่จะ “เล่น” กับความเสี่ยงที่ระบุได้ มากกว่าที่จะเล่นกับความเสี่ยงที่ระบุไม่ได้

ในกล่องแรก เรามีโอกาส 50:50 ที่จะได้บอลสีดำ หรือพูดง่ายๆ ว่าเรารู้ว่า “ความเสี่ยง” หรือ “ความน่าจะเป็น” มีค่าเท่าไหร่

ขณะที่กล่องที่สอง เราไม่รู้ “ความเสี่ยง” เลย สิ่งที่เราเผชิญอยู่คือ “ความไม่แน่นอน” ต่างหาก

ความเสี่ยง (Risk) กับความไม่แน่นอน (Uncertainty) เป็นคำสองคำที่ดูเผินๆ จะเหมือนกัน แต่ Ellsberg Paradox ช่วยอธิบายให้เห็นความแตกต่างของสองคำนี้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อเรารู้ความแตกต่างระหว่าง ความเสี่ยง กับ ความไม่แน่นอนแล้ว เราจะมองโลกได้ชัดขึ้น และไม่ถูกหลอกง่ายๆ

อะไรก็ตามที่เราคำนวณได้ นั่นคือความเสี่ยง

อะไรก็ตามที่เราคำนวณไม่ได้ นั่นคือความไม่แน่นอน

เราสามารถคำนวณได้ว่า โอกาสที่จะได้ป๊อกแปดหรือป๊อกเก้าเป็นเท่าไหร่ นี่คือโลกแห่งการพนันและ “ความเสี่ยง” ที่พอคาดเดาได้ (และเป็นเหตุผลที่ทำไมบ่อนทุกบ่อนถึงรวยหมดเพราะว่ามันได้ออกแบบบน “ความน่าจะเป็น” ที่คำนวณและคาดเดาได้)

แต่เราไม่สามารถคำนวณได้ว่า โอกาสที่เงินดอลล่าร์จะแข็งขึ้นมีความน่าจะเป็นเท่าไหร่ เพราะการขึ้นลงของค่าเงินดอลล่าร์นั้นมีปัจจัยเยอะเกินกว่าจะนำมาคำนวณได้ และค่าเงินดอลล่าร์ หรือดัชนีตลาดหุ้น อยู่ในโลกแห่ง “ความไม่แน่นอน” ไม่ใช่โลกแห่ง “ความน่าจะเป็น”

ดังนั้น ถ้าใครมาบอกคุณว่า “มีโอกาส 60% ที่หุ้นตัวนี้จะขึ้น ดังนั้นควรซื้อเก็บเอาไว้” ให้ระวังไว้ว่าเขาอาจจะมั่วใส่คุณอยู่

—–

คนเราพร้อมจะเล่นกับความเสี่ยง แต่ไม่พร้อมที่จะเล่นกับความไม่แน่นอน

ผมว่านี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อยไม่สบายใจกับการชุมนุมของกปปส.และทิศทางของกลุ่มที่จะตั้ง “สภาประชาชน” ในช่วงหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่ามันจะนำพาประเทศไปสู่อะไร (ความไม่แน่นอนสูงมาก) และอยากให้กลับไปเลือกตั้งกันมากกว่า แม้จะรู้ว่าคงได้นักการเมืองที่ทุจริตอีหรอบเดิมอีก แต่อย่างน้อยก็พอรู้ว่าความเสี่ยงมีอะไรบ้าง เพราะเราเคยเห็นการโกงทุกรูปแบบมาแล้ว (และประเทศก็ยังเดินต่อมาได้)

และเพราะความรังเกียจความไม่แน่นอน (uncertainty aversion) นี่เอง ที่ทำให้ใครหลายๆ คนยังไม่กล้าลาออกจากงาน ทั้งๆ ที่ก็เบื่อสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันเต็มที นั่นเพราะเมื่อลาออกจากงานแล้ว สิ่งที่ตามมามีความไม่แน่นอนสูง ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว “ความเสี่ยง” นั้นอาจต้องถือว่า “ต่ำ” เพราะถ้าทำแล้วไม่สำเร็จก็คงไม่ถึงขนาดอดตาย และก็น่าจะหางานใหม่ได้ไม่ยากเกินไปนัก

ผมไม่รู้หรอกว่าการรู้ความแตกต่างระหว่าง “ความเสี่ยง” กับ “ความไม่แน่นอน” มันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้รึเปล่า

แต่ก็อยากจะมาเล่าให้ฟังเอาไว้เพราะเห็นว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ

อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้เราฉุกคิดได้ว่า สิ่งที่เราเผชิญอยู่ มันคือ “ความเสี่ยง” หรือ “ความไม่แน่นอน” กันแน่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli บทที่ 80 – The Difference between Risk and Uncertainty

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ให้อภัย

20150629_Forgive

“Forgive others, not because they deserve forgiveness, but because you deserve peace.”

“จงให้อภัยคนอื่น ไม่ใช่เพราะเขาควรได้รับการให้อภัย แต่เพราะว่าคุณควรได้รับความสุขสงบทางจิตใจต่างหาก”

– Jonathan Lockwood Huie

—–

มนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่คิดเป็นตุเป็นตะได้

ความปราชญ์เปรื่องของมนุษย์นี่เองที่ทำให้เผ่าพันธุ์ของเราขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

แต่ความฉลาดก็สร้างปัญหาให้เราเช่นกัน เพราะมันหมายความว่า ไม่มีใครสามารถทำร้ายตัวเราได้เท่ากับตัวเราเอง

คนที่ฆ่าตัวตาย ก็เพราะว่าเขาได้ใช้ความคิดทำร้ายตัวเองซ้ำไปซ้ำมา-ซ้ำไปซ้ำมา

โลกใบนี้อาจมีคนฆ่าตัวตายไปแล้วนับแสนนับล้านคน

แต่ไม่มีแมวตัวไหนเคยฆ่าตัวตาย

ความขุ่นข้องหมองใจก็เหมือนกัน การที่เราเก็บความโกรธความอาฆาตใครซักคนไว้ในใจของเรา ไม่ใช่สิ่งที่ฉลาดเอาเสียเลย

คนคนนั้นอาจเคยทำผิดกับเราก็จริง จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่

จริงๆ แล้วเขาอาจจะรู้สึกผิดและขอโทษเราอยู่ในใจทุกวันก็ได้ เพียงแต่เขาไม่เคยกล้ามาบอก

ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ควรจะให้อภัยเขาไม่ใช่หรือ?

กลับกัน ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย ก็เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกโกรธและหาทาง “สั่งสอน” เขา

แต่กว่าเราจะได้ “สั่งสอน” เขา เราก็น่วมไปไม่ใช่น้อยแล้ว

เพราะเราไม่สามารถทำร้ายใครได้ โดยไม่ทำร้ายตัวเราเองก่อน

อาจจะดีกว่าถ้าเราจะ “ยกประโยชน์ให้จำเลย”

และถือซะว่า ชาติก่อนๆ เราคงเคยทำเขาเอาไว้เหมือนกัน

นี่ไม่ใช่การหลอกตัวเอง

แต่มันคือการแสดงออกต่อความเชื่อใจในกฎแห่งกรรม/พระเจ้า

ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว มีเหตุผลของมันเสมอ

เช่นเดียวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ทั้งกับเราและกับเขา

ถ้าเราปล่อยวางความขุ่นข้องนั้นได้

คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดเป็นคนแรกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีจับหมาป่าเจ้าเล่ห์

20150925_CatchingtheWilyFox

วันนี้วันศุกร์ มีเรื่องมาเล่าอีกหนึ่งเรื่อง แม้จะไม่ใช่นิทานเสียทีเดียว

เป็นเรื่องที่ได้อ่านมาจากหนังสือ The Icarus Deception โดย Seth Godin ครับ

เรื่องนี้มีชื่อว่า Catching The Wily Fox – วิธีจับหมาป่าเจ้าเล่ห์

เข้าไปในป่า สร้างรั้วความยาวประมาณสองเมตรครึ่ง วางอาหารเอาไว้ข้างๆ รั้ว และทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์

ช่วงแรกหมาป่านั้นฉลาดเกินกว่าจะมาติดกับง่ายๆ เพราะมันได้กลิ่นของคุณและจะพยายามหลีกเลี่ยงรั้วนี้อยู่หลายวัน แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร มันก็จะเข้ามากินอาหารที่คุณวางเอาไว้

พอหมดสัปดาห์แรก คุณจงเข้าไปสร้างรั้วเพิ่ม โดยทำเป็นมุมฉากกับรั้วแรก และวางอาหารไว้เหมือนเดิม

ช่วงแรกหมาป่าก็จะไม่เข้ามาใกล้ แต่พอผ่านไปสองสามวันมันก็จะเข้ามากินอาหารของคุณอีก

พอหมดสัปดาห์ที่สอง คุณก็สร้างรั้วอันที่สาม (ตั้งฉากกับอันที่สองและขนานกับรั้วอันแรก) แต่คราวนี้คุณสร้างประตูรั้วเปิดทิ้งเอาไว้ด้วย และวางอาหารทิ้งไว้เช่นเคย

พอหมดเดือน คุณก็จะเห็นหมาป่าตัวนั้นเดินเล่นไปมาอย่างร่าเริงในเขตรั้วนั้น และการจับหมาป่าก็จะเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย เพียงปิดประตูบานนั้นก็เรียบร้อยแล้ว

—–

เรื่องวิธีการจับหมาป่าจบลงแต่เพียงเท่านี้

รู้ม้้ยครับว่านิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร?

ใบ้ให้นิดนึงว่าพวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าตัวนั้น

ใครที่อยากจะอ่านเฉลย ไปดูหนังสือเล่มนี้ใน Amazon คลิ้กไปที่ปกหนังสือเพื่อ Look Inside แล้วใช้เมาส์ Scroll Down ซัก 7-8 ครั้งก็จะเจอหัวข้อ Catching the Wily Fox ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ยุ่งเพราะขี้เกียจ

20150924_BusyLazy

Being busy is a form of laziness – lazy thinking and indiscriminate action

การทำตัวยุ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความเกียจคร้าน – เกียจคร้านทางความคิดและลงมือทำโดยไม่ไตร่ตรอง

– Tim Ferriss

—–

เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานประจำน่าจะมีเพื่อนร่วมงานประเภท “ยุ่งตลอดเวลา”

ระหว่างวันก็มีแต่เข้าประชุม เวลาอยู่ในห้องประชุมก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วมเพราะต้องนั่งทำงานอย่างอื่นไปด้วย เราส่งอีเมล์ไปเขาก็ไม่อ่าน ติดปัญหาอะไรเขาก็ไม่มีเวลามาช่วย แถมยังทำงานดึกๆ ดื่นๆ เป็นอาจิณอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ น้อยคนมากที่จะมีผลงานออกมาดีหรือเป็นที่ชื่นชมของเพื่อนร่วมงาน

ทั้งๆ ที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานวันละสิบกว่าชั่วโมงทุกวัน แต่ทำไมผลงานถึงไม่เข้าตากรรมการ?

อาจเพราะว่าเขาใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างคุณค่าต่อองค์กรเท่าไหร่นักก็ได้

—–

คุณเคยมีอาการอย่างนี้มั้ย

วิ่งวุ่นทั้งวันจนแทบจะไม่มีเวลาพักหายใจ และทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง

แต่พอหมดวันแล้วกลับรู้สึกว่างเปล่า แถมอาจรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง

ผมเองก็มีอาการอย่างนี้บ่อยๆ ครับ

ไอ้ความ “เป็นชิ้นเป็นอัน” นี่มันก็นิยามยากอยู่เหมือนกัน เพราะถึงผมจะทำอะไรเสร็จหลายอย่าง แต่ถ้างานนั้นเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่ (ทั้งในสายตาผมและในสายตาของหัวหน้า) ผมก็ไม่ถือว่างานเหล่านั้น “เป็นชิ้นเป็นอัน” อยู่ดี

และเท่าที่สังเกต ความไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มักจะเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดพร้อมกัน (อาจจะบางส่วนหรือทั้งหมด)

– นอนไม่พอ
– สิ่งแรกที่ทำตอนถึงออฟฟิศคือเช็คเมล์หรือเปิดเฟซบุ๊ค
– ไม่เขียน To Do List ว่าวันนี้จะทำอะไร
– ไม่ตัดสินใจว่างานชิ้นไหนคืองานที่สำคัญที่สุดของวันนี้และต้องทำให้เสร็จ
– ทำงานจิ๊บจ๊อยเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานที่สำคัญและยากกว่า
– ทำงานสลับไปสลับมา
– โดนขัดจังหวะตลอดเวลา (จากการประชุม/คนมาหา/เมาธ์มอย)

ถ้าทั้งเจ็ดอย่างอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ว้นนั้นจะเป็นวันที่ผมโคตร unproductive เลย

แต่ในทางกลับกัน ถ้า “พลิก” ทั้งเจ็ดข้อนี้ได้ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เหนื่อยแต่รู้สึกดีสุดๆ เหมือนกัน

– พักผ่อนมาเพียงพอ
– ไม่เปิดเฟซบุ๊คจนกว่าจะทำงานชิ้นแรกเสร็จ (หรืออย่างน้อยวางแผนเสร็จ)
– วางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง
– รู้ว่าอะไรคืองานที่สำคัญที่สุดของวันนี้
– เอางานสำคัญที่สุดขึ้นมาทำก่อน (ก่อนที่จะโดนคนอื่นหรืองานอื่นเข้ามาแทรก)
– จดจ่อกับงานทีละชิ้น
– ไม่เข้าประชุมที่ไม่จำเป็นและ say no with an option เวลามีคนมาขอความช่วยเหลือในจังหวะที่เรายังไม่สะดวก

ถ้าทำได้ ถึงจะยุ่งเราก็ยุ่งอย่างสบายใจ และทำงานออกมาได้ดีครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค 5 Why’s

20150923_FiveWhys

ใครอายุเกิน 30 ขวบยกมือขึ้น!

ถ้าอายุถึง ก็น่าจะเคยได้ดูการ์ตูน อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่มักเอามาฉายช่วงเย็นๆ หลังเลิกเรียนนะครับ

อิคคิวซังเป็นเณรที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง สามารถไขปัญหาได้ทั่วราชอาณาจักร ขนาดโชกุนยังต้องมาพึ่งพาอิคคิวซังหลายครั้ง

ในการ์ตูนเรื่องนี้มีตัวละครอยู่ตัวนึงชื่อ “เจ้าหนูจำไม” ที่ชื่ออย่างนี้เพราะชอบถามว่า “ทำไม” อยู่ตลอดเวลา (แต่เผอิญพูดไม่ชัดเลยกลายเป็นจำไม)

จำไมถึงเป็นอย่างนั้น จำไมถึงเป็นอย่างนี้ ถามจี้ไปเรื่อยๆ จนแม้กระทั่งอิคคิวซังผู้ชาญฉลาดยังไปต่อไม่เป็น

ความขี้สงสัยของเจ้าหนูจำไมอาจจะดูน่ารักหรือน่ารำคาญก็ตาม แต่รู้มั้ยครับว่าเราสามารถนำนิสัยนี้มาใช้ในที่ทำงานหรือในชีวิตประจำวันได้

ฝรั่งเรียกเทคนิคนี้ว่า 5 Why’s

ผมได้ยินเทคนิคนี้ครั้งแรกสมัยที่ถูกบริษัทส่งไปเทรนเรื่อง Six Sigma โดยผู้สอนเป็น Six Sigma Black Belt จากสิงคโปร์

เทคนิคนี้ก็ง่ายๆ ตามชื่อเลยครับ

ถามคำถามว่า “ทำไม” (ห้าครั้ง หรืออาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นก็ได้) จนกว่าจะค้นพบต้นตอของปัญหา

เป็นเทคนิคที่คิดค้นโดยซาคิชิ โตโยดะ (Sakishi Toyoda) ผู้ก่อตั้งบริษัทโตโยต้าและบิดาการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ตัวอย่างแรก 

สมมติว่าเรารับปริ๊นท์โปสเตอร์ และปัญหาที่เราเจอคือลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน

Why ที่ 1 ทำไมลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน
เพราะเราส่งของช้า ลูกค้าเอาโปสเตอร์ไปใช้ไม่ทันแล้ว

Why ที่ 2 ทำไมเราถึงส่งของช้า?
เพราะมันใช้เวลามากกว่าที่เราคิด

Why ที่ 3 ทำไมถึงใช้เวลามากกว่าที่คิด
เครื่องพิมพ์เราหมึกหมด

Why ที่ 4 ทำไมเครื่องพิมพ์ถึงหมึกหมด?
เพราะก่อนหน้านั้นมีออเดอร์ล็อตใหญ่เข้ามาในนาทีสุดท้าย เราเลยใช้หมึกหมดเกลี้ยงสต๊อก

Why ที่ 5 ทำไมหมึกถึงหมดสต๊อก
เพราะเราไม่ได้สำรองหมึกมากพอและไม่สามารถหาซื้อหมึกใหม่ได้ทันการณ์

เมื่อถาม Why ครบ 5 รอบแล้ว เราก็จะรู้วิธีแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ได้มากขึ้น นั่นคือเราควรจะหาซัพพลายเออร์ที่พร้อมจะส่งหมึกให้เราทันทีที่เราจำเป็นต้องใช้หมึกเพิ่มกะทันหัน

ข้อดีมากๆ ของ 5 Why ก็คือ ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งเดียว เรามักจะสรุปว่าปัญหาอยู่ที่คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้เรามีอคติหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

แต่ถ้าเราถาม Why มากเพียงพอ เรามักจะพบว่าปัญหานั้นอยู่ที่กระบวนการ (process) มากกว่า

—-
ตัวอย่างที่สอง (ดัดแปลงมาจาก Educational Business Articles)

ในโรงงานแห่งหนึ่ง มีปัญหาว่าโปรดักชั่นไลน์หนึ่งมีของเสียที่ต้องคัดทิ้งเยอะมาก สาเหตุมาจากการที่คนงานดันไปกดปุ่ม Stop แทนที่จะกดปุ่ม Start

พอผมถามผู้จัดการว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ เขาก็แค่ตอบว่า “เป็นความผิดพลาดของคนงาน” พอผมถามว่าทำไมถึงนึกว่าปัญหาอยู่ที่คนงาน เขาก็ตอบว่า “เพราะมันเกิดขึ้นหลายหนแล้ว” ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ เราน่าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อีก ผู้จัดการก็ตอบว่า “ทำไม่ได้หรอก ม้นต้องเป็นอย่างนี้แหละ” จนผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนไม่ได้ จึงชวนกันเดินลงไปดูที่ไลน์ผลิตให้เห็นกับตา

Why ที่ 1 ทำไมคนงานถึงกดปุ่มผิด?
เพราะปุ่ม Start กับ Stop อยู่ใกล้กันและดูลำบากว่าอันไหนเป็นอันไหน

Why ที่ 2 ทำไมถึงดูลำบาก
เพราะทั้งสองปุ่มมันเขรอะมากจนมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างปุ่มสีแดง (Stop) กับปุ่มสีเขียว (Start)

Why ที่ 3 ทำไมปุ่มถึงเขรอะได้ขนาดนี้?
เพราะไม่มีคนทำความสะอาดมันเลย

Why ที่ 4 ทำไมถึงไม่มีคนทำความสะอาด
เพราะเราไม่มีกฎเกณฑ์หรือกระบวนการอะไรที่จะสร้างความกระตือรือล้นให้คนงานทำความสะอาดปุ่มเป็นประจำ

ในกรณีนี้ แค่ถาม Why 4 ครั้ง เราก็สามารถจะแก้ปัญหาที่กระบวนการ โดยอาจจะบังคับใช้ 5 ส หรือสั่งให้แม่บ้านมาทำความสะอาดปุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ย้ายปุ่ม Stop ไปให้ไกล จากปุ่ม Start ได้ยิ่งดี

—–

การถาม 5 Why’s ไม่จำเป็นต้องใช้กับการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยให้เราคิดอะไรได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยเช่น

ทำไมอยากลาออกจากงาน -> เพราะอยากทำธุรกิจส่วนตัว
ทำไมอยากทำธุรกิจส่วนตัว -> เพราะเป็นพนักงานเงินเดือนแล้วไม่รวย
ทำไมถึงอยากรวย -> ฯลฯ

แต่ละคนก็จะมีคำตอบที่แตกต่างออกไป

ซึ่งพอเราถาม Why ไปจนสุดแล้วจริงๆ เราอาจจะค้นพบว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องออกจากงานก็ได้

ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งหรือสองครั้ง ทางเลือกและวิธีแก้ปัญหาของเราก็ถูกจำกัดและอาจไม่ยั่งยืน

แต่ถ้าเราถาม Why จนทะลุปรุโปร่งว่าอะไรคือแรงผลักดัน / ต้นเหตุของปัญหา ก็จะเพิ่มโอกาสให้เราหาทางออกที่ดีที่สุดได้ครับ

—–

UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่