ชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเพราะโชคช่วย

20160704_lifechange

Your life does not get better by chance.

It gets better by change.

-Anonymous

ใครที่เคยเรียนฟิสิกส์อาจจำกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตันได้:

วัตถุที่อยู่นิ่งจะอยู่นิ่งๆ และวัตถุที่เคลื่อนที่ก็จะเคลื่อนที่ไปในความเร็วเดิมและทิศทางเดิม เว้นเสียแต่ว่าจะมีแรงมากระทำ (An object at rest stays at rest and an object in motion stays in motion with the same speed and in the same direction unless acted upon by an unbalanced force)

ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าเรายังทำอะไรทุกอย่างแบบเดิมๆ ชีวิตย่อมย่ำอยู่กับที่หรือเคลื่อนที่ไปแบบเอื่อยๆ

หรือถ้าชีวิตกำลังวิ่งไปในทิศทางที่ดิ่งลงเหว ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ หรือเอาแต่สวดมนต์ภาวนา ทิศทางก็คงไม่เปลี่ยน

หากอยากให้ชีวิตก้าวหน้าหรือวิ่งไปในทิศที่ควรจะเป็น ก็ต้อง “มีแรงกระทำ” กันหน่อย

เมื่อไหร่ที่ชีวิตมีแรงกระทำ ย่อมหมายถึงความไม่สบายตัวหรือไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นมือถือให้น้อยลง ตื่นนอนเช้าขึ้น ออกกำลังกายมากกว่าเดิม งดอาหารไม่มีประโยชน์ กล้าพูดกล้าถาม

สิ่งเหล่านี้ล้วนมี “แรงกระทำ” ให้เราออกจากขอบเขตแห่งความสบายใจหรือ comfort zone อยู่แล้ว

ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องออกแรงกระทำไปตลอด

เพราะเพียงลงแรงแค่ระยะหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้ชีวิตไปในทิศทางที่เราอยากให้เป็นแล้ว

Your life does not get better by chance.
It gets better by change.

ถ้าอยากให้ชีวิตมันขึ้นก็อย่ามัวรอให้ตัวเองโชคดีอยู่เลย

หันมาสร้างโชคด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่า


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนเก่งจริงย่อมกล้าจ้างคนเก่งกว่า

20160717_aplayers

อดีตผู้บริหารบริษัทผมคนหนึ่งชื่อฟิลิปเคยเขียนบล็อกเอาไว้ว่า

คนเกรด A จะจ้างคนเกรด A (A players hire A players)

ส่วนคนเกรด B จะจ้างคนเกรด C (B players hire C players)

เพราะหัวหน้าทีมที่เป็นคนเกรด A จะรู้ได้ทันทีว่าคนที่เขาสัมภาษณ์อยู่นั้นเป็นคนเกรด A เหมือนกัน (เสือย่อมเห็นเสือ)

และคนเกรด A จะไม่กังวลว่าเด็กใหม่ที่ร้บเข้าทีมจะเก่งกว่าหรือจะโดดเด่นไปกว่าเขา

แต่ถ้าหัวหน้าทีมเป็นคนเกรด B ถ้าเขาได้สัมภาษณ์เด็กที่เป็นเกรด A เขาอาจจะไม่รับก็ได้ เพราะอาจจะดูไม่ออก หรือไม่ก็ดูออกแต่รู้สึกว่าอาจจะมาทำให้ตำแหน่งของตัวเองคลอนแคลน

คนเกรด B เลยจะจ้างแต่คนเกรด C

และคนเกรด C ก็จะจ้างแต่คนเกรด D

แล้วในเวลาไม่นาน องค์กรก็จะเต็มไปด้วยคนทุกเกรด ยกเว้นเกรด A (เพราะหนีไปทำที่อื่นหมด)

แต่ก็มีคนถามว่า ในโลกแห่งความจริง มันจะทำได้เหรอที่จะจ้างแต่คนเกรด A อย่างเดียว?

ฟิลลิปบอกว่าทำได้ เพราะ Google กับ Apple ก็ทำอย่างนี้มาตลอด

องค์กรของเราอาจจะไม่ได้เนื้อหอมเท่า Google หรือ Apple แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะจ้างคนไม่เก่งซักหน่อย

เพราะคนเกรด B ถ้าได้รับการดูแลดีๆ เขาอาจจะกลายเป็นคนเกรด A ก็ได้

และคนทำงานเกรด A ก็ย่อมอยากได้คนเก่งๆ มาร่วมทีม เพื่อจะช่วยให้บริษัทก้าวหน้าและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในองค์กร ไม่มามัวคิดเล็กคิดน้อยว่าคนเก่งๆ ในทีมจะมาทำให้ตำแหน่งของเราสั่นคลอน

จริงๆ แล้วในฐานะหัวหน้า เราควรจะจ้างแต่คนที่เก่งพอ (หรือมีศักยภาพพอ) ที่จะมาทำงานแทนเราด้วยซ้ำไป

เหมือนคำกล่าวที่ว่า Don’t be indispensable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted. อย่าเป็นคนสำคัญจนทีมขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีใครแทนคุณได้ คุณก็ไปต่อไม่ได้เหมือนกัน

มีคนเสนอไอเดียด้วยซ้ำว่า ในใบประเมินผู้สมัคร ควรจะมีคำถามว่า “ผู้สมัครคนนี้เก่งกว่าคุณในด้านใดบ้าง?”

หัวหน้าเกรด A ย่อมมองเห็นว่าผู้สมัครเก่งกว่าตนในด้านไหน และไม่ลังเลที่จะดึงมาเข้าทีม

เพราะถ้าคุณไม่กล้าจ้างคนเกรด A

นั่นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่หัวหน้าเกรด A เช่นกัน


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPixabay.com

ระบบทำลายตัวเอง

20160714_selfdestruct

หนึ่งในฉากเปิดหนังฮอลลีวู้ดที่ผมประทับใจมากที่สุดคือฉากจากหนังเรื่อง Mission Impossible 2 ที่แสดงนำโดยทอม ครูซ

พระเอกไปพักผ่อนด้วยการปีนหน้าผาด้วยตัวคนเดียวและไม่มีอุปกรณ์เสริม

พอปีนขึ้นไปถึงยอดได้ไม่ทันไร ก็มีเฮลิคอปเตอร์บินผ่านมาแล้วยิงมิซไซล์ลูกเล็กๆ มาปักอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่พระเอกยืน

พอพระเอกเดินไปบิดท้ายลูกมิซไซล์ ก็มีแว่นตากันแดดโผล่ขึ้นมา

เมื่อใส่แว่นตาแล้ว พระเอก็ได้ยินเสียงและรูปภาพของ Mission ชิ้นใหม่ที่พระเอกจะต้องทำ

พอฟังจบ ก็มีเสียงผู้หญิงสวยๆ พูดขึ้นมาว่า “This message will self-destruct in 5 seconds” – ข้อความนี้จะทำลายตัวเองใน 5 วินาที

พระเอกบ่นเล็กน้อย ถอดแว่นตากันแดดออกอย่างเท่ๆ แล้วโยนทิ้งในจังหวะที่แว่นตาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ


ที่ผมประทับใจฉากนี้เพราะว่าแว่นตากันแดดนี้มันเท่ชะมัด

มีทั้งรูปภาพและเสียง แถมยังทำลายตัวเองได้อีก

สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงฉากนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าผมเองก็มีระบบทำลายตัวเองเหมือนกัน

ทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

ทั้งภาพและเสียงที่เป็นพลังงานลบจะประเดประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน และถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้ร่างกายเราระเบิดเป็นเสี่ยงๆ แต่มันก็ทำให้เราร้อนรุ่มไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเท่าไหร่

วิธีเดียวที่จะหยุดระบบทำลายตัวเองได้ คือต้องหัดมีสติบ่อยๆ

อาจจะด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจหรือความรู้สึกของเท้าที่เหยียบพื้นอยู่

สำหรับคนที่โดนทำร้ายด้วยความคิดตัวเองบ่อยๆ การหัดมีสติคงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่มันก็ไม่ใช่ Mission Impossible ซะทีเดียวนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPixabay.com

นิทานรถยนต์ชนกัน

20160714_carcrash

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กลางดึกคืนหนึ่งในเมืองลอนดอน

เกิดเหตุรถยนต์ชนกัน

รถทั้งสองคันพังยับเยิน แต่คนขับรถกลับไม่ได้รับอันตรายทั้งคู่

คนหนึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาดีวัยยี่สิบปลายๆ นามเจนนี่ ส่วนเจ้าของรถอีกคันคือชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันชื่อมาร์คัส

เมื่อเจนนี่เห็นคู่กรณีปีนออกมาจากรถ จึงเริ่มชวนคุยทันที

“รถชนกันแรงขนาดนี้แต่เราทั้งคู่กลับไม่เป็นอะไรเลย ฉันว่าพระเจ้าคงต้องการให้เรารอดชีวิตและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแน่ๆ”

“ใช่ๆ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน”

“ดูสิ ทั้งๆ ที่รถฉันพังยับเยิน แต่ขวดไวน์ที่อยู่ท้ายรถกลับไม่แตก ฉันว่าพระเจ้าคงอยากให้เราดื่มฉลองมิตรภาพใหม่ของเราแน่ๆ”

มาร์คัสพยักหน้าเห็นด้วย เจนนี่จึงเปิดขวดไวน์ยื่นให้มาร์คัสรับไปกระดกอย่างยินดีก่อนยื่นขวดให้เจนนี่

เจนนี่ปิดฝาขวดไวน์แล้วยื่นขวดคืนให้มาร์คัส

“คุณไม่ดื่มฉลองด้วยกันเหรอครับ?”

“ไม่ล่ะค่ะ ฉันขอรอตำรวจดีกว่า :D”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Amiya Raut’s answer to What are the disadvantages for men of dating highly intelligent women?  

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ไม่มีใครไร้เหตุผล

20160714_unreasonable

ไม่มีใครตื่นนอนขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่า “วันนี้เราจะใช้ตรรกะวิบัติให้สุดความสามารถเลย”

ในการกระทำที่ดูเหมือนไร้เหตุผล มันมีเหตุผลรองรับทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าจอมบงการ

หรือแฟนขี้หงุดหงิด

หรือคนที่ชวนทะเลาะ

หรือคนที่ยังรักทักษิณ

หรือคนที่ยังเชียร์ทหาร

หรือคนที่โหวตให้อังกฤษออกจากยุโรป

หรือคนที่อยากให้โดนัลด์ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

เวลาเห็นใครทำอะไร(ดู)ไร้เหตุผล เรามักตัดสินว่าคนๆ นั้นโง่หรือเป็นคนเลว

ซึ่งก็ง่ายดี

แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์

เพราะการด่าอีกฝ่ายว่าโง่ให้พวกตัวเองฟัง ก็เหมือนการเติมน้ำเค็มลงทะเล

แต่ถ้าเรากลับมาตั้งต้นที่ความเชื่อที่ว่า

  • ทุกคนล้วนมีเหตุผล แต่บางครั้งอาจเป็นเหตุผลที่เรายังไม่เข้าใจ
  • ทุกคนมีพื้นเพและความเชื่อที่ต่างกัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้โลกน่าสนใจ
  • ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

วิธีนี้จะช่วยให้เราระลึกได้บ่อยๆ ว่าเราอาจจะผิดก็ได้

เพราะอันตรายในโลกนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อะไรอย่างถ่องแท้แล้วต่างหาก


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบล็อกของ Seth Godin: No one is unreasonable  

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com