วิธีสอบให้ได้ A

20160722_ace

บทความนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับกลุ่มผู้อ่านหลักของ Anontawong’s Musings เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ทำงานกันหมดแล้ว

แต่ผมก็หวังว่ามันจะมีประโยชน์พอที่จะให้ผู้อ่านนำไปแชร์ให้กับน้องๆ ที่ยังเรียนอยู่ โดยเฉพาะเด็กมัธยมปลายหรือเด็กมหาวิทยาลัยนะครับ

ผมจบมาจาก Asian University ที่จังหวัดชลบุรี และผมก็เป็นนักศึกษารุ่นแรก

ในวันนั้น มหาวิทยาลัยมีแค่สองคณะคือวิศวะฯ กับ บริหารธุรกิจ และมีเด็กแค่ 20 คนเท่านั้นคือวิศวะ 10 คน  BBA 10 คน

พอขึ้นปี 2 ก็เหลือ 14 คน พอปี 3 ก็เหลือ 13 คน คือวิศวะ 6 BBA 7

ในคณะวิศวะ 6 คนนั้น มีสามคนที่เป็นนักเรียนทุน และอีกสามคนที่ไม่ใช่นักเรียนทุน

นักเรียนทุนมีหน้าที่ต้องรักษาเกรดเฉลี่ยเกิน 3.0 อยู่แล้ว จึงค่อนข้างขยันและทำคะแนนดีมาโดยตลอด

ส่วนอีกสามคนที่ไม่ใช่นักเรียนทุน ก็จะออกแนวชิวๆ เรียนบ้างไม่เรียนบ้างตามประสา และต้องมานั่งลุ้นเกรดทุกสิ้นเทอม

ที่หอพักของเอเชี่ยนยูนั้น ชั้น 1 จะมีห้องเปล่าประมาณ 12 ห้องที่เขาเปิดให้เป็น Study Room ที่ใครจะมาใช้ก็ได้

ตอนปีหนึ่งกับปีสอง เด็กที่ไม่ใช่นักเรียนทุนจะเอ่ยปากขอให้เด็กทุนช่วยติววิชาที่มันยากๆ เช่นเลขหรือฟิสิกส์

แต่พอขึ้นปีสาม เราก็ได้ไอเดียบรรเจิดว่า จริงๆ แล้วเราก็ควรจะให้เด็กไม่ทุนติวเด็กทุนได้เหมือนกันนี่!

ก็เลยตกลงกันว่าแต่ละคนจะต้องติวกันคนละ 1 วิชา เรามีกันทั้งหมด 6 คน ก็แบ่งกันลงตัวพอดี

คนที่เป็นติวเตอร์ ต้องไปเขียนโน๊ตสรุปเนื้อหาวิชาที่ตัวเองได้รับมอบหมายมา แล้วถ่ายเอกสารมาแจกเพื่อนๆ

เมื่อได้เวลาติวของวิชานั้นๆ เราก็จะมารวมตัวกันที่ห้อง Study Room แล้วให้ติวเตอร์ของวิชานั้นเป็นคนสอน อาจจะครั้งละสองชั่วโมงก็ว่ากันไป ถ้ายังคุยไม่จบค่อยนัดมาติวกันต่อวันหลัง

ผลที่ออกมาคือดีมากครับ

ดีมากในแง่ที่ว่า คนที่ไม่ใช่เด็กทุน ที่รับหน้าที่เป็นติวเตอร์วิชาไหน เขาจะสอบได้ A หรือ B+ ในวิชานั้นๆ

เพราะการที่เขาต้องมานั่งทำโน๊ต และเตรียมตัวสอนเพื่อนนั้น ทำให้เขาเข้าใจวิชานี้อย่างกระจ่างแจ้งไปโดยปริยาย

เขียนเล่ามาตั้งนาน เพียงเพื่อจะบอกว่า เคล็ดลับของการสอบวิชาไหนให้ได้ A นั้น ก็แค่เพียงเตรียมตัวราวกับว่า เราจะต้องเป็นติวเตอร์วิชานั้นให้กับเพื่อนๆ ของเรา และจะยิ่งดีมากถ้าได้ลงมือติวจริงๆ เพราะเพื่อนจะถามคำถามซึ่งชี้ให้เห็นว่าเรายังตกหล่นหรือยังเข้าใจประเด็นไหนไม่ชัดเจนรึเปล่า

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานเตะบอล

20160719_football

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เดวิดกับแกรี่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรชื่อดังในยุโรป

หลังจากเกษียณแล้ว เดวิดกับแกรี่ก็ยังไปเชียร์ทีมโปรดถึงขอบสนามทุกนัดไม่เคยขาด

จนวันหนึ่งในวัยแปดสิบกว่า แกรี่ก็ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา

เมื่อรู้ว่าแกรี่น่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เดวิดจึงเอ่ยปากกับแกรี่ว่า

“กูสงสัยมานานแล้วว่าบนสวรรค์เค้าเล่นฟุตบอลกันรึเปล่า มึงสัญญากับกูได้มั้ยว่า พอไปถึงที่นั่นแล้วจะมาเข้าฝันบอกกูให้ชื่นใจหน่อย”

แกรี่รับปาก ก่อนจะจากไปอย่างสงบในคืนนั้นเอง

หลังจากนั้นเพียงสองสัปดาห์ แกรี่ก็มาเข้าฝันเดวิดจริงๆ

“เดวิด กูมีข่าวดีกับข่าวร้ายมาบอก มึงอยากฟังข่าวไหนก่อน”

“เอาข่าวดีก่อนเลย”

“บนสวรรค์เค้ามีเตะบอลจริงๆ ด้วยว่ะ สนามแข่งหญ้าใหม่เอี่ยม นักบอลดังๆ จากสโมสรของเราก็อยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นบ๊อบบี้ จอร์จ ไบรอัน อีริค รอย ปีเตอร์ และที่เจ๋งที่สุดคือทุกคนกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งด้วย”

“แล้วข่าวร้ายล่ะ?”

“เกมส์วันเสาร์นี้ มึงมีชื่อเป็น 11 ตัวจริงว่ะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Ajesh Vasu’s answer to What is some best Humor in Cricket you came across? 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ

20160720_coin

วันนี้มีเทคนิคหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยามที่เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนระหว่าง A กับ B

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้ารู้เทคนิคนี้แล้ว เราจะใช้กับตัวเองไม่ได้ แต่อาจใช้ช่วยคนอื่นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี

ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา

ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


ที่แฟนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดสีไหน อาจเป็นเพราะว่าใช้สมองเยอะเกินไป

แต่ ณ จังหวะที่แฟนรู้ตัวว่า ทางเลือกของตนอาจจะตกอยู่ในกำมือของเหรียญ จังหวะนั้น ใจในส่วนลึกจะตอบได้เองว่า จริงๆ แล้วเธออยากใส่สีฟ้าหรือสีครีมกันแน่ (โดยใช้หัว/ก้อยเป็นทางผ่าน)

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตัวเองได้เรียนรู้เทคนิคนี้เสี่ยงเหรียญนี้จากไหน แต่คิดว่าน่าจะจากหนังหรือหนังสือซักเรื่องหนึ่ง ใครจำได้ช่วยมาบอกด้วยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จดหมายถึงตัวเองในอนาคต

20160719_lettertofutureself

สวัสดีครับ

วันนี้พอดีได้รู้จักกับเว็บชื่อ http://www.futureme.org ซึ่งเราใช้ส่งอีเมล์หาตัวเองในอนาคตได้ครับ

ผมก็เลยลองเล่นซะหน่อย โดยตั้งเวลาให้ส่งหาตัวเองหนึ่งปีต่อจากนี้

ผมเล่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องบล็อก แล้วก็บอกความคาดหวังไปว่า อีกหนึ่งปีข้างหน้า ตอนที่ผมได้กลับมาอ่านเมล์ฉบับนี้อีกครั้ง สถานการณ์จะแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง

ตอนนั่งเขียนมันได้ความรู้สึกอุ่นๆ ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก เหมือนเรากำลังเล่าเรื่องราวให้กับเพื่อนสนิทฟัง รวมถึงฝากฝังความฝันบางอย่างเอาไว้ด้วย

แล้วอีกหนึ่งปีผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับว่าเนื้อความในจดหมายเป็นอย่างไร และสิ่งที่คาดหวังเอาไว้เป็นจริงมั้ย

ใครอยากลองส่งจดหมายหาตัวเองในอนาคต ก็ลองไปเขียนได้เลยที่ http://www.futureme.org นะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ธรรมะ Q&A

20160718_dhamma

วันนี้วันพระ มาคุยกันเรื่องธรรมะกันซักวันนะครับ

ขอเขียนเป็นแนวถามเอง-ตอบเอง โดยใช้ความรู้และความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ ดังนั้น ผมจึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณและมีเมตตานะครับ

Q: ธรรมะคืออะไร?

A: ตามความเข้าใจของผม ธรรมะก็คือการศึกษาธรรมชาติของกายและใจเราเอง

Q: ศึกษาเพื่ออะไร?

A: ศึกษาเพื่อให้รู้ว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติของกายและใจเรานั้นถูกความทุกข์เสียดแทงตลอดเวลา ไม่น่ายึดถือไว้เลย

Q: จะมีแต่ความทุกข์ได้อย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ว่าเดี๋ยวมันก็ทุกข์บ้าง สุขบ้าง อย่างตอนกินข้าวอิ่ม หรือตอนถ่ายท้อง หรือตอนมีความรักก็มีความสุขดีนี่?

A: ผู้รู้บอกว่า ถ้าเข้าใจถ่องแท้ จะเห็นเลยว่ามีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย แต่เพราะว่าเห็นว่ามีทั้งสุขและทุกข์นี่แหละ เราถึงต้องกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Q: แล้วเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันไม่ดีตรงไหน?

A: ไม่ดีตรงที่เกิดเราอาจจะไม่ได้โชคดีได้มาเกิดในสุคติภูมิก็ได้ การไปเกิดในทุคติภูมินี่ชีวิตแย่กว่าเป็นมนุษย์ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

Q: แล้วคุณรู้ได้ไงว่าสังสารวัฏมีอยู่จริง?

A: ไม่รู้ แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าพระพุทธเจ้าไม่น่าจะโกหกเรานะ

Q: ท่านคงไม่โกหกหรอก แต่คำสอนที่สืบทอดกันมาอาจจะมีการดัดแปลงเพิ่มเติมพระไตรปิฎกให้เรื่องราวพิสดารเกินเหตุก็ได้นี่?

A: ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเรื่องราวใดเป็นเรื่องโกหก อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วออกมาให้ข้อมูลคัดค้านบ้าง แต่เท่าที่ผมเห็น พระหลายๆ องค์ก็ออกมายืนยันถึงความมีอยู่จริงของภพภูมิอื่นๆ

Q: แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะมีอยู่จริงอยู่ดีนี่?

A: วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองยังไงล่ะ เพราะแม้สุดท้ายแล้ว สังสารวัฏจะไม่มีอยู่จริง แต่การมีธรรมะอยู่ในใจก็จะทำให้เราใช้ชีวิตนี้ได้อย่างมีความสุขแล้ว

Q: กลับมาที่เรื่องศึกษาธรรมะ ทำยังไงถึงจะดูออกว่ากายนี้ใจนี้เป็นทุกข์?

A: ก็ด้วยการฝึกสติปัฎฐานสี่ หรือที่เราเรียกกันว่าวิปัสสนา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ไม่มีในศาสนาอื่น

Q: สติปัฏฐานสี่คืออะไร ทำไม่ชื่อมันฟังดูยากจัง?

A: ชื่อมันฟังดูยากไปอย่างนั้นเอง แต่ถ้าลองแตกคำดูดีๆ มันก็คือการฝึกสติด้วยการใช้ฐานใดฐานหนึ่งในสี่ฐานคือกาย เวทนา จิต ธรรม

– กายานุปัสสนาก็คือการฝึกสติโดยใช้กายเป็นฐาน เช่นยืน เดิน นั่ง นอนก็คอยรู้คอยดูกายไปเรื่อยๆ

– เวทนานุปัสสนา (อ่านว่า “เว ทะ นา”) คือการใช้ความรู้สึกเป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทางใจเช่นสุขหรือทุกข์ก็รู้ หรือความรู้สึกทางกายอย่างเย็น ร้อน คัน ปวด จั๊กจี้ อึดอัด

– จิตตานุปัสสนาคือการใช้ความคิดเป็นฐาน เช่นโลภก็รู้ โกรธก็รู้ กำลังคิดมากก็รู้ กำลังน้อยใจก็รู้

– ธัมมานุปัสสนาคือการพิจารณาธรรมทั้งหลายเช่น นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อริยสัจ ๔ ฯลฯ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร แต่ขอบอกว่ามันแอดว๊านซ์ไป เท่าที่ผมรู้ นอกจากพระพุทธเจ้าแล้วยังไม่เคยมีใครใช้ธัมมานุปัสสนาจนบรรลุได้

Q: แล้วสติปัฏฐานสี่นี่เราต้องทำทั้งสี่อย่างเลยรึเปล่า?

A: ไม่จำเป็น ถ้าเปรียบนิพพานเป็นห้องๆ หนึ่ง กายาฯ เวทนาฯ จิตตาฯ ธัมมาฯ ก็เป็นเหมือนประตูสี่บานที่เปิดเข้าสู่ห้องเดียวกัน

Q: แล้วหลักการใหญ่ๆ ของวิปัสสนาคืออะไร?

A: เท่าที่ผมจับใจความได้มีดังนี้

– รู้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในกายในใจเรา (การเพ่งไฟหรือเพ่งกษิณจึงไม่ใช่วิปัสสนา)

– รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่โกรธเมื่อชั่วโมงที่แล้วเพิ่งมารู้ตัวเอาตอนนี้

– รู้อย่างเป็นกลาง คือรู้แล้วไม่ตัดสินว่าสภาวนะดีหรือไม่ดี เพราะถ้าเราไม่เป็นกลางเมื่อไหร่ ใจเราจะเริ่มทำงานใจเราจะเริ่มคิด และเมื่อคิดเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้เมื่อนั้น

Q: เป้าหมายของวิปัสสนาคืออะไร?

A: ให้เห็นถึงไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

Q: ศัพท์ยากอีกแล้ว

A: อนิจจังคือเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่นเมื่อกี้ยังอารมณ์ดีอยู่ ตอนนี้อารมณ์เสียแล้ว

ทุกขังคือเห็นสภาะวะบีบคั้นที่อยู่ในกายในใจเราเสมอมา เช่นนั่งอยู่ซักพักเริ่มเมื่อยนั่นก็คือทุกข์อย่างหนึ่ง

ส่วนอนัตตาคือให้เห็นว่าสภาวะต่างๆ ไม่ใช่ตัวเราหรือของๆ เรา เช่นเวลาเรานั่งแล้วปวดขา ให้เห็นว่าขากับอาการปวดนั้นอยู่คนละส่วน ขาก็อยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดก็เป็นเวทนาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในขา หรือที่เขาเรียกกันเท่ๆ ว่า “แยกรูป-แยกนาม” นั่นแหละ

หรือเวลาเราโกรธ จริงๆ แล้วตัวเราไม่ได้โกรธ แต่ความโกรธต่างหากที่เป็นสภาวะแปลกปลอมที่แทรกซ้อนเข้ามา เป็นแค่แขกที่มาเยี่ยมใจเรา ซักพักเดี๋ยวเขาก็ไป

Q: เห็นไตรลักษณ์แล้วยังไงต่อ?

A: ก็ไม่ยังไงต่อ ได้แต่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งเรา “เข้าใจ” จริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถูกความทุกข์เสียดแทงตลอดเวลา และยึดเอามาเป็นของเราไม่ได้ซักอย่าง

Q: แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามาถูกทางแล้ว?

A: น่าจะมีสองขั้นตอน คือศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจหลักใหญ่ใจความ จากนั้นก็พิจารณาโดยใช้ common sense เปรียบเทียบดูว่าผลลัพธ์ที่ได้มามันใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าสอนรึเปล่า

Q: ผลลัพธ์เช่นอะไรบ้าง?

A: เราเห็นกิเลสตัวเองบ่อยขึ้นไหม? เรามีสติบ่อยขึ้นรึเปล่า? ตอนโกรธเรารู้ตัวรึเปล่า? เรามีใจที่เป็นกลางกับสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นรึเปล่า? ถ้าคำตอบคือใช่ก็แสดงว่าเราน่าจะยังมาถูกทางอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรฟังควรอ่านธรรมะจากผู้รู้ด้วย

Q: ถ้าอยากศึกษาเรื่องพวกนี้ควรไปหาอ่านจากที่ไหน?

A: ที่ผมรู้จักและอยากแนะนำมีอยู่สามที่คือ dungtrin.com ของดังตฤณ thaidhamma.net ของอาจารย์โกเอ็นก้า และ dhamma.com ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

Q: แต่ละวันก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปปฏิบัติ?

A: ถ้าคุณก็มีเวลาอ่านบทความนี้มาถึงบรรทัดนี้ ก็แสดงว่าคุณมีเวลาปฏิบัติแล้วล่ะ

Q: อย่ามาพูดให้รู้สึกผิดได้มั้ย ถามดีๆ ก็ตอบดีๆ สิ

A: สำหรับคนเมืองอย่างเรา วิธีที่ง่ายสุดคือปฏิบัติในชีวิตประจำวันนี่แหละ เช่นเวลาแปรงฟันก็รู้สึกถึงฟันที่กำลังถูกแปรงถูไถ เวลาอาบน้ำก็รู้สึกถึงความรู้สึกเย็นๆ เวลาน้ำกระทบร่างกาย เวลากินข้าวก็รู้สึกถึงรสชาติอาหาร เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็ให้ลองดูร่างกายของตัวเองที่มันเคลื่อนไหว ตอนขึ้นลิฟต์แทนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลา ก็ลองสังเกตลมหายใจของตัวเองดู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนเข้านอนก็ควรจะสวดมนต์และนั่งสมาธิซักหน่อยเพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายและหลับสบายนะ

Q: แต่ชีวิตเรายุ่งมากเลยนะ หาเวลามาปฏิบัติไม่ได้เลย

A: ยิ่งยุ่งจนไม่มีเวลาแปลว่ายิ่งต้องปฏิบัติเลยล่ะ และคำถามก็คือ เรายุ่งเพราะอะไร? ยุ่งเพราะเรากำลังใช้ชีวิตตามเป้าหมายบางอย่างอยู่ใช่หรือไม่? เช่นอยากจะมีแฟนสวยๆ อยากจะได้เลื่อนตำแหน่ง อยากจะมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้?

คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเขียนไว้ในบทความชื่อ 10 ความจริงสูงสุดที่ทุกคนควรตระหนักว่า

ตลอดกาลเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ขอให้เชื่อเถอะว่า เราเคยตั้งเป้าหมายชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน และขอให้เชื่อเถอะว่า ทุกเป้าหมาย ทุกความปราถนา ทุกความสำเร็จ ทุกความอยากมี อยากได้ อยากเป็น เราล้วนเคยบรรลุมาแล้วก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น คงเหลือเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่เรายังไม่เคยบรรลุ นั่นคือเป้าหมายแห่งการไม่เกิด ไม่ตาย

วันนี้วันพระ ขอให้ธรรมะคุ้มครองใจเรานะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com