เราตัดสินคนอื่นจากการกระทำ

20161019_judge

แต่เราตัดสินตัวเองจากเจตนา

“We judge ourselves by our intentions and others by their behaviour.”

-Stephen R. Covey

ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็นมนุษย์สองมาตรฐานอย่างเลี่ยงไม่ได้

เพราะการกระทำอย่างเดียวกัน ถ้าคนอื่นทำเราจะเห็นว่ามันผิด แต่ถ้าเราทำเราจะมีเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การกระทำของเราเสมอ

และนี่น่าจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่เราเลิกทะเลาะเรื่องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แล้วหันมาทะเลาะกันเรื่องเสื้อดำแทน

แล้วเราจะมีส่วนช่วยให้ปัญหาบรรเทาลงได้อย่างไรบ้าง?

1.อย่าตัดสินคนอื่น เป็นความเคยชินของใจเราอยู่แล้วที่จะตัดสินคนอื่นเวลาที่เขาทำอะไรไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็น ถ้ารู้ตัวว่าเรากำลังตัดสินคนอื่นเมื่อไหร่ ให้รู้ไว้เลยว่าเรากำลังติดกับดักของความเคยชินและกำลังถูกอีโก้เล่นตลกกับเราอยู่

2.คิดหาเหตุผลดีๆ ให้กับการกระทำของเขา คิดดูซิว่าถ้าวันนี้เราไม่ได้ใส่เสื้อดำเสียเอง มันน่าจะเกิดจากเหตุผลอะไรได้บ้าง (เสื้อหมด ซักไม่ทัน หาซื้อไม่ได้ ฯลฯ) แล้วก็ยกประโยชน์ให้จำเลยไป

3.เผื่อใจไว้เลยว่าคนอื่นอาจกำลังเข้าใจเราผิด เพราะถ้าเราไม่พูด เขาย่อมไม่มีทางรู้เจตนาหรือเหตุผลของเราได้อยู่แล้ว (แม้ว่าลึกๆ เราจะเรียกร้องให้เขาเข้าใจเราก็ตาม) เราจึงอาจต้องสื่อสารให้มากขึ้น หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนการกระทำของเราเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกไม่ดี

วิธีการสามข้อที่กล่าวไป นอกจากเรื่องเสื้อดำ-ไม่ดำแล้ว ยังสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายสถานการณ์เลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อยากได้ฝน อย่าปฏิเสธฟ้าร้อง

20161018_lightning

“เมื่อเราต้องการทะเล ย่อมจะต้องยอมรับเสียงคลื่นลม
เมื่อเราอยากได้น้ำฝน ต้องยอมให้มีฟ้าแลบฟ้าผ่า”*

– หนังสือคำบันดาลใจ
ประสาร มฤคพิทักษ์ เรียบเรียง


แฟนผมเป็นคนจัดกระเป๋าเดินทางเก่งมาก

ผลงานชิ้นโบว์แดงของเธอก็คือการจัดกระเป๋าสำหรับเราสองคนเพื่อไปเที่ยวยุโรปสองสัปดาห์ โดยที่กระเป๋าใบนั้นมีน้ำหนักแค่ 18 กิโลกรัม (และเราต่างก็มีเป้ไปด้วยอีกคนละใบเอาไว้ใส่พาสปอร์ตและของที่ต้องหยิบใช้บ่อยๆ)

ส่วนแม่ผมจะขึ้นชื่อเรื่องการเตรียมของไปเผื่อ

ช่วงวัยรุ่น เวลาที่ครอบครัวเราไปเที่ยวต่างจังหวัดช่วงหยุดสุดสัปดาห์ ผมกับน้องชายจะแซวแม่เสมอว่าขนของราวกับจะไปอยู่เดือนนึง เพราะสัมภาระเต็มคันรถจนแน่นเอี๊ยด

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปอีกนิด สมัยที่ผมไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ นิส้ยการเตรียมของไปเผื่อของแม่มีประโยชน์กับผมอย่างมหาศาล

เพื่อนคนไทยที่ไปเรียนนิวซีแลนด์กับผม ส่วนใหญ่จะจัดกระเป๋าเอง และเอาไปกันแต่เสื้อผ้าและรองเท้า อาจจะมีมาม่าด้วยนิดหน่อย

แต่กระเป๋าของผมที่แม่กับน้าช่วยจัดให้ นอกจากสิ่งของจำเป็นข้างต้นแล้ว ยังมีนิยาย กระเทียมเจียว พริกป่น โจ๊กซอง หม้อหุงข้าว ซองจดหมาย เทปคาสเซ็ต รวมไปถึงทอล์กกิ้งดิคชันนารีแถมมาให้ด้วย (จริงๆ มีมากกว่านี้อีกเยอะแต่จำไม่ได้แล้ว)

การเตรียมของไปเผื่อของแม่ ทำให้ผมได้อ่านนิยายเป็นครั้งแรก ได้กินข้าวสวยเกือบทุกวัน ได้เขียนจดหมายหาเพื่อนนับร้อยฉบับ ได้ฟังเพลงไทยให้หายคิดถึงเมืองไทย และได้ฝึกภาษาอังกฤษทุกคืนด้วยทอล์กกิ้งดิคชันนารี

วันนี้ไม่ได้จะมาคุยว่าควรจะจัดกระเป๋าแบบไหนถึงจะดี

แต่จะมาคุยว่า นิสัยบางอย่างที่บางทีเราแอบคิดรำคาญหรือตั้งคำถาม ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกชั้น เราอาจจะเห็นข้อดีที่มากับนิสัยนั้น

เพื่อนบางคนอาจจะเจ้ากี้เจ้าการ แต่เวลาเตรียมตัวไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็เป็นคนๆ นี้แหละที่ลงแรงมากกว่าเพื่อน

แฟนบางคนอาจจะขี้หึง แต่ก็เป็นคนๆ นี้แหละที่เอาใจใส่เรามากกว่าใครๆ

หัวหน้าบางคนอาจจะขยันเราทำงานให้ไม่ทัน แต่ถ้าไม่ได้เขา เราก็คงไม่เก่งขึ้นถึงขนาดนี้

“เมื่อเราต้องการทะเล ย่อมจะต้องยอมรับเสียงคลื่นลม
เมื่อเราอยากได้น้ำฝน ต้องยอมให้มีฟ้าแลบฟ้าผ่า”*

ในคนทุกคนและในทุกสถานการณ์มีทั้งด้านที่เราชอบ และด้านที่เราไม่ชอบ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันเป็นด้านเดียวกันครับ


* ประโยคนี้เป็นการ Quote คำพูดของคนอื่นมาอีกที ถ้าใครทราบว่าใครเป็นเจ้าของข้อความนี้ รบกวนบอกด้วยนะครัับ

facebook.com/anontawongblog

anontawong.com/archives

ภาพจาก pixabay.com

ความรู้สึกเป็นเพียงผู้มาเยือน

20161017_feelings

“Feelings are just visitors.
Let them come and go.”
-Mooji

วันจันทร์เพิ่งผ่านพ้นไป เชื่อว่าหลายคนคงงานยุ่งกันพอสมควร

บางคนอาจจะยุ่งจนลืมเศร้าเลยก็ได้

ความรู้สึกต่างๆ ก็เป็นเพียงแขกที่แวะมาอยู่บ้านเราชั่วคราว

แขกส่วนใหญ่จะแค่แวะมาทักทายแล้วจากไป

แต่เป็นเราเองนี่แหละ ที่เชื้อเชิญแขกเข้ามาในบ้าน แล้วกักเขาไว้ไม่ให้ไปไหน

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากอยู่ แต่เราดันรั้งเขาไว้เอง ใจก็ย่อมหนักอึ้งและหมดแรง

“Feelings are just visitors.
Let them come and go.”

เมื่อความรู้สึกใดก็ตามเกิดขึ้นในใจเรา เราควรทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ดื้อรั้นที่จะเก็บมันไว้ในบ้าน

เพราะสุดท้ายแล้ว เขาก็เป็นเพียงผู้มาเยือนเท่านั้น


facebook.com/anontawongblog

anontawong.com/archives

ภาพจาก Pixabay.com

อย่าร้องไห้เพราะมันจบลงแล้ว

20161016_dontcry

จงยิ้มเพราะมันได้เกิดขึ้นดีกว่า

Don’t cry because it’s over.
Smile because it happened.
-Unknown

วันนี้เป็นวันแรกในรอบสี่วันที่ผมไม่เสียน้ำตา

หนึ่ง เพราะตั้งใจเล่นเฟซบุ๊คให้น้อยลง

สอง เพราะออกไปข้างนอกมากขึ้น ทั้งไปจ่ายตลาดให้เจ้าตัวเล็ก และไปกินข้าวกับครอบครัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา

สาม เพราะพระองค์ท่านคงไม่โปรดให้พสกนิกรของพระองค์หม่นหมองจนไม่เป็นอันทำอะไร

Don’t cry because it’s over.
Smile because it happened.

เมื่อเศร้าจนพอแล้ว ก็ขอให้ยิ้มออกมาเถิด

ยิ้มให้กับความโชคดีของตัวเอง ที่ได้เคยอยู่ภายใต้ร่มเงาของมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐถึงเพียงนี้

พรุ่งนี้วันจันทร์แล้ว ออกไปทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม เหมือนที่พ่อหลวงเคยทำให้ดูเป็นแบบอย่างกันนะครับ


ป.ล. นับจากวันเกิดเหตุ ผมเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปสามตอนคือ นิทานปาฏิหาริย์   9 บทเรียนจาก 3 วันที่ผ่านมา และ อย่าร้องไห้เพราะมันจบลงแล้ว  จากพรุ่งนี้ไป Anontawong’s Musings จะขอกลับเข้าสู่โหมดเดิมนะครับ อย่าให้เศร้าไปกว่านี้เลย

facebook.com/anontawongblog

anontawong.com/archives

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมา

20161015_9lessons

ยอมรับว่าชั่งใจอยู่นานครับว่าวันนี้จะเขียนบทความดีหรือไม่

เพราะใจมันหนักจนไม่อยากเขียนอะไรมาตั้งแต่ค่ำวันพฤหัสบดีแล้ว

แต่ตกเย็นใจเริ่มกลับมามีแรง และนึกขึ้นได้ถึงเรื่องพระมหาชนกที่ยังคงว่ายน้ำแม้มองไม่เห็นฝั่ง

จึงขอสรุป 9 บทเรียนที่ได้รับจากสามวันที่ผ่านมาครับ

1. ปัญหาของเรามันจิ๊บจ๊อย
เราทุกคนต่างมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำงานหรือปัญหาที่บ้าน แล้วเราก็จะบ่นกับคนโน้นคนนี้ว่าทำไมชีวิตมันถึงยากเย็นนัก

แต่เมื่อมองไปที่พระองค์ท่าน ปัญหาของเราจะกลายเป็นเรื่องขี้ผงไปทันที

เพราะไม่ว่าเราจะเจอปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องของคนไม่กี่คน อีกปีสองปีต่อจากนี้มันแทบจะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเราด้วยซ้ำ ขณะที่ปัญหาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องประสบมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์นั้นเป็นเรื่องของประเทศชาติและความเป็นอยู่ของพสกนิกรหลายสิบล้านคน

2. สิ่งที่ทำให้พระองค์ท่านเหนือกว่าคนอื่น
ด้วยความที่เราเทิดทูนพระองค์ท่านมาทั้งชีวิต เราอาจจะลืมไปว่า จริงๆ แล้วพระองค์ท่านก็มีร่างกายเหมือนกับเรา มีเรี่ยวแรงพอๆ กับเรา มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากับเรา

ถึงเราจะแซ่ซ้องว่าพระองค์ท่านมีอัจฉริยภาพในหลายด้าน แต่ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้พระองค์ท่านแตกต่างจากคนทั่วไป คือความวิริยะอุตสาหะ

เพราะอะไรพระองค์ท่านถึงทรงงานดึกๆ ดื่นๆ ไม่มีวันหยุดราชการ ยอมเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร และทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรของพระองค์โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย?

3. เหตุผลของการดำรงอยู่
วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

เหตุผลของพระองค์ท่าน คือการสร้างประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม

เมื่อเหตุผลแข็งแรง บวกกับความวิริยะอุตสาหะเหนือคนธรรมดา ผลลัพธ์จึงน่าอัศจรรย์ใจ

แล้วเหตุผลของเราล่ะ คืออะไร?

4. ความลับของการเป็นที่รัก
เราต่างก็อยากเป็นที่รักของคนอื่นกันทั้งนั้น

และเหตุการณ์นี้ได้เตือนใจผมอีกครั้งว่า การที่คนๆ หนึ่งจะเป็นที่รักและเคารพ ไม่ใช่เพราะหน้าตา ฐานะ หรือฐานันดร

แต่คนๆ หนึ่งจะเป็นที่รักเพราะเขาได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นต่างหาก

5. ถ้าจะขอเป็นเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ก็ต้องทำตัวให้ดีเสียแต่ชาตินี้
เห็นมีคนขึ้นสเตตัสและรูปโปรไฟล์ว่าจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

แต่ของอย่างนี้ ใช่ว่าโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คแล้วจะได้ดั่งใจเสียหน่อย

ถ้าเราปรารถนาอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องกลับมาสำรวจตัวเองแล้วว่า วิถีชีวิตของเราในวันนี้มันเอื้อให้เราได้ไปเกิดในภพภูมิเดียวกับพระองค์ท่านในภายภาคหน้ารึเปล่า

ถ้ายังไม่เอื้อ ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว

6. เรื่องบางเรื่องเอาไว้ทีหลังไม่ได้
น้องคนหนึ่งโพสต์สเตตัสนี้ไว้ในเฟซบุ๊ค

“ทั้งที่ชีวิตนี้โชคดีที่เกิดมาในรัชกาลที่ 9 แต่กลับไม่เคยได้เห็นในหลวงด้วยตาตัวเองหรือพยายามที่จะพาตัวเองไปในจุดที่มีโอกาสจะได้เห็นพระองค์ท่านเหมือนกับหลายๆ คน #เป็นความผิดพลาดที่ไม่มีทางแก้ไขได้อีก #เป็นบทเรียนอันล้ำค่า #เป็นความผิดพลาดที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

ส่วนน้องอีกคนหนึ่งก็โพสต์ว่า

“เสียใจที่สุดคือ มีโอกาสที่จะพาพ่อไปลงนามถวายพระพรท่านที่ศิริราชหลายครั้ง ทุกครั้งพ่อบอกพาไปหน่อย อยู่ตรงไหน พ่ออยากไป แต่เราเลือกที่จะไม่ไป แล้วบอกพ่อว่า เดือนหน้าก็มา เดี๋ยวค่อยไป

เจ็บใจตัวเอง ที่ครั้งเดียวในชีวิตพ่อเราทำให้เค้าไม่ได้
ไปศิริราชเดือนหน้าก็ไม่มีท่านแล้ว เจ็บใจจริงๆ
ทำไม แค่นิดเดียวถึงเลือกที่จะไม่ไป”

ผมเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน

เป็นสิบปีมาแล้ว ที่ดูทีวีเห็นเขาจุดเทียนถวายพระพรที่สนามหลวง และมีความคิดว่าอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้างไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไป สุดท้ายก็สูญเสียโอกาสนี้ไปตลอดกาล

เรื่องบางเรื่องมัน “เอาไว้ก่อน” ไม่ได้จริงๆ

7. ถึงเวลาต้องโตได้แล้ว
จะว่าไปเราคนไทยก็เหมือนลูกแหง่

เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรที่เราคิดว่าเริ่มยากเกินแก้ไข เราจะมองหา “พ่อ” ให้เข้ามาช่วยเสมอ

เพราะเราเชื่อว่าพ่อของเราแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เหมือนกับที่ท่านเคยแก้วิกฤติให้บ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง

ตอนนี้พ่อไม่อยู่แล้ว จากนี้ไปเราต้องหัดพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น เข้มแข็งให้มากขึ้น ใช้สติปัญญาให้มากขึ้น

เพื่อจะได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง

เพื่อพ่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง

8. อย่าให้เหตุการณ์นี้สูญเปล่า
สามวันที่ผ่านมา เราคนไทยอยู่ในหัวอกเดียวกัน ได้แสดงความมีน้ำใจต่อกัน ได้มีเวลากลับไปอ่าน-ไปซึมซับเรื่องราวของพระองค์ท่าน

แต่ผมก็อดห่วงไม่ได้ว่า อีกสามเดือนหรือหกเดือน ผมจะลืมเรื่องราวเหล่านี้ไป และกลับไปใช้ชีวิตด้วยทัศนคติแบบเดียวกับตอนก่อนเกิดเหตุ

ผมได้แต่หวังว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้ผมได้ทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม เข้าใจโลกกว่าเดิม และใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ท่านได้เป็นแบบอย่างให้เรามาตลอดหลายสิบปี

9. ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
เย็นวันนี้ แดดร่มลมตก ผมกับแฟนจึงพาลูกนั่งรถเข็นไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน

เดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง ได้ยินนกหลายตัวกำลังส่งเสียงจอแจอยู่ในพุ่มไม้

พอเงยหน้า ก็มองเห็นท้องฟ้าสีครามตัดกับแสงสีทองของพระอาทิตย์

ในวันที่คนไทยทั้งชาติกำลังโศกเศร้ากับการสูญเสีย พระอาทิตย์ยังคงส่องแสง และนกยังคงร้องเพลง

ราวจะบอกกับเราว่า ถ้าอยากร้องไห้ก็จงร้องไปเถอะ แต่เมื่อร้องจนหนำใจแล้ว ก็จงเช็ดน้ำตา แล้วลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของเราต่อไป

มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่เพื่อนผมได้แชร์เอาไว้ตั้งแต่คืนวันพฤหัสฯ

“อานนท์ ไม่ต้องเศร้าใจไปหรอก
พุทธะ อยู่ในทุกหนแห่ง
ในใบไม้ ในแม่น้ำ หรือว่าในแสงแดด

ลมที่สัมผัสตัวเจ้าก็คือพรจากเราอานนท์
เรายังอยู่ในดินทรายนี่ด้วยนะ

อานนท์ เราอยู่ในใจเจ้า เราอยู่ในตัวเจ้า
นอกกายเจ้า เราปกคลุมเจ้าจากทุกหนแห่ง”

พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก

ใช่แล้ว พระองค์ท่านไม่เคยจากเราไปไหน และจะไม่จากเราไปไหน

ตราบใดที่คนไทยไม่ทิ้งพระองค์ออกจากใจ บารมีและคุณงามความดีของพระองค์จะอยู่ดูแลแผ่นดินนี้ไปอีกนานแสนนาน

—–

facebook.com/anontawongblog

anontawong.com/archives