เลือกด้วยความหวัง

20161121_hopes

ไม่ใช่ด้วยความกลัว

May your choices reflect your hopes, not your fears

– Nelson Mandela


ในสมัยที่มนุษย์เรายังหากินด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ (forager) เราจะใช้ชีวิตในโหมด Fight or Flight

ถ้ารู้ว่าเรา (หรือพวกเรา) มีกำลังพอที่จะต่อกรกับสัตว์ที่อยู่ข้างหน้า เราก็เลือกที่จะสู้ (Fight)

แต่ถ้ารู้ว่าไม่น่าจะสู้ได้ เราก็เลือกที่จะหนี (Flight)

การคิดแบบ Fight or Flight ในสมัยนั้นมีความจำเป็น เพราะเดิมพันสูงมาก ถ้าตัดสินใจพลาดก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

แต่โลกสมัยนี้ เดิมพันต่ำลงไปเยอะ

ถ้าเลือกผิด ก็อาจะเสียเงิน เสียเวลาไปบ้าง

แต่ถ้าถ้าเลือกถูก ก็อาจจะได้อะไรดีๆ กลับมามหาศาล

May your choices reflect your hopes, not your fears

ถ้าเจออะไรที่ไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งคิดหนีเลย ลองสู้ดูซักตั้ง

ถ้าสู้แล้วแพ้ ก็แค่ออกมาพักแล้วกลับไปสู้ใหม่เท่านั้นเอง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่มีเวลาหรือไม่จัดเวลา

20161120_notime

If you don’t make the time to work on creating the life you want, you’re eventually going to be forced to spend a lot of time dealing with a life you don’t want.

ถ้าวันนี้คุณไม่จัดเวลาเพื่อสร้างชีวิตแบบที่คุณต้องการ
วันหนึ่งก็คุณจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับชีวิตที่คุณไม่ต้องการ

-Kevin Ngo


ถ้ามีโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำ และจะรอให้ “มีเวลา” เสียก่อน โปรเจ็คนั้นคงจะเกิดได้ยากเต็มที

คนที่เอาจริงจะไม่รอให้มีเวลา แต่จะ “จัดเวลา” เพื่อการนั้น

ก่อนที่สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ จะเป็นนักเขียนโด่งดัง เขาเคยทำงานเป็นครีเอทีฟบริษัทโฆษณา งานวงการนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่าโหดหินแค่ไหน แต่เขาก็เจียดเวลาตอนกลางคืนเพื่อจะได้ทำงานเขียนที่เขารัก สุดท้ายนามปากกา “นิ้วกลม” ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาหางานสอนหนังสือไม่ได้เกือบสองปี จนสุดท้ายจึงมาได้งานเป็นผู้ช่วยตรวจสอบเอกสารในสำนักงานสิทธิบัตร ไอน์สไตน์ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อศึกษาและคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ และอีกเพียงสามปีต่อมา ไอน์สไตน์ก็ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาถึงสี่ชิ้นซึ่งสั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์  และทำให้ชื่อไอน์สไตน์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป

เราอาจจะไม่มีเวลาสำหรับทุกสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราสามารถจัดเวลาเพื่อทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ

ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใด จะเอาจริงแค่ไหน และจะมีวินัยเพียงพอที่จะทำมันจนกว่าเราจะไปถึงฝั่งฝันรึเปล่า


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่ใช่ต้นไม้

20161120_notatree

If you don’t like where you are, move. You are not a tree

ถ้าไม่ชอบที่ที่คุณอยู่ก็เปลี่ยนสิ คุณไม่ใช่ต้นไม้ซักหน่อย

-Jim Rohn


เป็นธรรมดาที่เราลังเลที่จะเปลี่ยนแปลง

อาจเพราะความไม่แน่นอนที่สิ่งใหม่จะนำมา บวกกับความแน่นอนที่สิ่งเก่ากำลังมอบให้

แต่สิ่งเก่านั้นแน่นอนจริงหรือ?

ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ รวมถึงสิ่งเก่าด้วย เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนในแบบที่เราคาดเดาได้หน่อยเท่านั้นเอง

แต่บางครั้ง ถ้าชีวิตมีแต่เรื่องที่คาดเดาได้ มันก็จะ “แบน” ไปรึเปล่า?

ชีวิตที่ไม่ได้เรียนรู้และไม่ได้เติบโต ก็เหมือนชีวิตที่เสียไปแล้วกึ่งหนึ่ง

อาจจะต้องออกจาก comfort zone เสียบ้าง ละทิ้งความคุ้นเคยเสียบ้าง ลองเสี่ยงดูเสียบ้าง

ในวันข้างหน้า จะได้ไม่ต้องมองกลับมาด้วยความเสียดาย


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

3 เคล็ดลับการพักเบรคให้มีประสิทธิภาพ

20161120_break

วันนี้มีบทความดีๆ จากเว็บ 99u.com มาฝากครับ

บทความมีชื่อว่า A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks ซึ่งแนะนำว่าคนที่ทำงานออฟฟิศอย่างพวกเราควรจะพักเบรคอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับคนที่งานยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาพักเบรคเลย ยิ่งจำเป็นต้องอ่านบทความนี้ เพราะมนุษย์เราก็เหมือนรถ ที่ต้องคอยเติมน้ำมันเรื่อยๆ ถ้ามัวแต่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ก็อาจไปไม่ถึงปลายทางนะครับ

Dr. Christian Jarrett ผู้เขียนบทความ ได้แนะนำเคล็ดลับการพักเบรคเอาไว้สามข้อด้วยกัน

1. Fully switch off
2. Take short breaks early and often
3. Get out of the office

มาเจาะดูแต่ละข้อกันดีกว่า

1. เบรคทั้งทีก็ขอให้สมองได้พัก – Fully switch off 

หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) มักจะเบรคด้วยการทำสิ่งที่เราชอบ ซึ่งก็มักไม่พ้นการเช็คเฟซบุ๊ค เข้าเว็บหรือเปิดแม็กกาซีนอ่านโน่นอ่านนี่ให้บันเทิงใจ แต่ผลการวิจัยได้ระบุว่าการพักเบรคจะเติมพลังเราได้จริงก็ต่อเมื่อเราใช้สมองให้น้อยที่สุด

ยกตัวอย่างผลงานวิจัยจาก University of Illinois at Urbana-Champaign และ George Mason University ที่ทำการศึกษาพนักงานออฟฟิศชาวเกาหลีกว่า 100 คน โดยให้แต่ละคนจดไดอารี่เป็นเวลา 10 วัน ว่าช่วงพักเที่ยงนั้นทำอะไรบ้าง และงานตอนบ่ายนั้นมีความกดดันสูงแค่ไหน และสุดท้าย ตอนหมดวันนั้นมีความเหนื่อยระดับเท่าไหร่

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นักวิจัยก็แบ่งกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำระหว่างพักเที่ยงออกเป็น 4 ประเภทคือ Relaxing เช่นยืดเส้นยืดสาย, Nutrition-based เช่นกินกาแฟ, Social เช่นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และ Cognitive เช่นอ่านข่าวบนเว็บไซต์

นักวิจัยพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่างานตอนบ่ายไม่กดดันและตอนเย็นยังมีพลังเหลือเฟือ มักจะเป็นคนที่ได้เบรคแบบ Relaxing และแบบ Social เท่านั้น

อีกงานวิจัยหนึ่งจาก Ajou University ในเกาหลีก็พบว่า คนที่เล่นมือถือตอนพักเที่ยงอาจจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนพอๆ กับคนที่ได้คุยเฮฮากับเพื่อน แต่คนที่เล่นมือถือนั้นจะรู้สึกว่าหมดแรงกว่าในช่วงบ่าย

2. เบรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเบรคบ่อยๆ Take short breaks early and often

ตอนเช้าเรามักจะมีแรงเหลือเฟือ เราจึงมักจะทำงานโดยไม่ค่อยได้หยุดพัก แต่งานวิจัยได้ระบุแล้วว่าการหยุดพักเบรคช่วงเช้านั้นจะมีประโยชน์มากกว่า

Baylor University ได้ทำการศึกษาเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยจำนวน 95 คนเป็นเวลา 5 วันโดยให้จดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังจากได้พักแล้ว

ผลก็คือ คนที่ได้พักเบรคช่วงเช้านั้นจะรู้สึกว่าทั้งกายและใจมีแรงกว่า และถ้าได้พักบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพักนานๆ แค่เพียงสองนาทีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราพลังของเรากลับมาเหมือนเดิม

3. ออกไปนอกออฟฟิศเสียบ้าง – Get out of the office 
คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่อาจแทบไม่เคยได้ออกจากตึกเลย เวลาพักเบรคก็อาจจะแค่ได้เดินไปที่โต๊ะเพื่อนหรือที่มุมกาแฟเท่านั้น แต่ถ้าเราอยู่ในออฟฟิศ เราก็ยังต้องคอยระวังว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จริงๆ

การได้ออกไปเดินข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เจอต้นไม้เขียวๆ บ้าง ก็จะช่วยเพิ่มพลังกายและพลังใจได้เป็นอย่างดีครับ


ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ครบทั้งสามข้อนี้ (โดยเฉพาะข้อสาม) เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าเรามีเวลาว่างมากนักหรือไง แต่จริงๆ แล้วการได้พักเบรคทั้งสามข้อนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยก็น้อยลง ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเองและกับบริษัทครับ

ถ้ากลัวว่าทำไปแล้วหัวหน้าจะไม่เข้าใจ ก็ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านด้วยก็ได้นะครับ

เผื่อหัวหน้าเห็นดีเห็นงามจะได้ชวนมาเป็นแนวร่วม!


ขอบคุณข้อมูลจาก 99U.com: A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชั่ววูบ

20161118_temporary

“Never make permanent decisions based on temporary feelings”

“อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

-Unknown

“Don’t promise when you’re happy, Don’t reply when you’re angry, and don’t decide when you’re sad.”

“อย่าเอ่ยคำสัญญาเวลาเรามีความสุข, อย่าตอบเวลาที่เรายังโกรธ, อย่าตัดสินใจเวลาที่เราเศร้า”

― Ziad K. Abdelnour


อารมณ์ชั่ววูบนี่ทำลายชีวิตคนมาเยอะแล้ว

กรณี “กราบรถกู” เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

พอเลือดขึ้นหน้า คนเราก็ “ชั่ว” ไปหนึ่ง “วูบ”

รู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าจะกลับไปแก้อะไร

ทางเดียวที่จะช่วยป้องกันการโดนทำร้ายด้วยอารมณ์ชั่ววูบคือฝึกการมีสติบ่อยๆ

เดินก็ให้รู้ตัว หงุดหงิดก็ให้รู้ตัว จ๋อยก็ให้รู้ตัว

เมื่อถึงนาทีสำคัญ ความรู้สึกตัวนี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล

เราจะได้ไม่พูดหรือทำอะไรที่จะกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลังครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com