คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์

ช่วงนี้งานที่บริษัทกำลังสนุก เพราะมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย

หลายคนเลยต้องรับบทหนักหน่อย น้องจูเนียร์ในทีมบางคนต้องทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งยังเป็นงานที่กดดันพอสมควร แต่ผมมองว่านี่คือโอกาส เพราะงานที่น้องได้ทำมี visibility สูง คือผู้บริหารมองเห็น ถ้าทำได้ดีเขาจะจำชื่อเราได้ ถ้าทำได้ไม่ดีเขาก็จะจำชื่อเราได้เหมือนกัน เข้าข่ายพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤติ

ผมเลยฝากหัวหน้าเขาไปบอกน้องว่า “คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์”

คืองานมารออยู่ตรงหน้าแล้ว ทำให้สุดฝีมือ แล้วทางที่เขาจะได้เติบโตในองค์กรนี้ก็จะเปิดกว้างขึ้น

ผมเคยเขียนบทความ “ข้อแนะนำสำหรับคนอยากเป็นซีเนียร์” เอาไว้ดังนี้

  • ทำงานของตัวเองให้ดี (Do your job well)
  • ทำให้มากกว่าที่ขอ (Go the extra mile)
  • ทำโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก (Be proactive)
  • ขยันอย่างฉลาด (Work hard & work smart)
  • เป็นคนไว้ใจได้ (Be reliable)
  • กล้าแสดงความคิดเห็น (Speak up)
  • พร้อมช่วยเหลือคนอื่นเสมอ (Be there when someone needs you)
  • เป็นแบบอย่างที่ดี (Be a role model)
  • ผูกพันกับองค์กร (Be an engaged employee)
  • คิดเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัท (Think & act like the owner)

ถ้าทำได้ครบทุกข้อ มันจะเข้าข่ายหนังสือของ Cal Newport ที่ชื่อว่า “So good they can’t ignore you.” คือเก่งเสียจนผู้ใหญ่อยู่เฉยไม่ได้ ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบแทนพนักงานคนนั้น

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกองค์กรจะตอบแทนคนทำงานดี ไม่มีอะไรการันตีว่าโลกนี้จะแฟร์กับเรา

แต่สิ่งหนึ่งที่แฟร์เสมอ คือใครทำคนนั้นก็ได้ ทั้งทักษะและทัศนคติที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

คิดแบบซีเนียร์แล้ว(อาจ)จะได้เป็นซีเนียร์

ส่วนใครที่คิดแบบจูเนียร์ก็จะได้เป็นจูเนียร์ต่อไปครับ

จงลืมคำนาม จงทำกิริยา

จงลืมคำนาม จงทำกิริยา

“Forget the noun, do the verb.”
-Austin Kleons

พวกเราส่วนใหญ่ล้วนมีเป้าหมายอยากเป็นใครสักคน

อยากเป็นโค้ช อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นผู้บริหาร อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักวิ่ง

แล้วเราก็จะซื้อหนังสือมาอ่าน หรือฟังพ็อดแคสต์ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

แน่นอนว่าการทำการบ้านนั้นมีประโยชน์ แต่มันจะเริ่มเป็นโทษเมื่อเราปล่อยให้การเตรียมตัวมาทดแทนการลงมือทำ

เพราะในโลกแห่งความจริงนั้นกิริยามาก่อนคำนาม

เราต้องเขียนก่อน เราถึงจะเป็นนักเขียน

เราต้องเริ่มทำธุรกิจก่อน เราถึงจะเป็นเจ้าของธุรกิจ

เราต้องวิ่งก่อน เราถึงจะเป็นนักวิ่ง

ผมเคยอ่านสัมภาษณ์วงดนตรี Scrubb ที่แม้จะเล่นดนตรีมาเป็นสิบปีและออกผลงานมาหลายอัลบั้มแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้มองตัวเองเป็น “นักดนตรีมืออาชีพ” พวกเขามองตัวเองเป็นแค่วงดนตรีหนึ่งที่ชอบ “เล่นดนตรี” เท่านั้นเอง

ช่วง 5 ปีแรกที่ผมเขียนบล็อกก็ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นบล็อกเกอร์ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพนักงานธรรมดาคนหนึ่งที่เขียนบล็อกในเวลาว่าง เพิ่งจะมารู้สึกว่าสามารถเรียกตัวเองเป็นบล็อกเกอร์โดยไม่ตะขิดตะขวงใจในช่วงปีสองปีนี้เอง

ดังนั้น บางทีเรายังไม่ต้องสนใจหรอกว่าเราเป็นใครหรือเป็นอะไรแล้วรึยัง

เราก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ และหากเราอยู่กับมันได้นานพอเราก็จะกลายเป็นสิ่งนั้นโดยธรรมชาติ

Forget the noun, do the verb.

จงลืมคำนาม จงทำกิริยาครับ

ส่องความคิดคนอ่อนไหวในหนังสือ คิดมากไปทำไมอีก 100 ปีก็ตายกันหมดแล้ว

HSP – Highly Sensitive Person หมายถึงคนที่มีความอ่อนไหวในระดับสูง มีสัมผัสที่ไวต่อสถานการณ์ และมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง

คุณสมบัติ 4 ประการของ HSP:

1) ประมวลผลลึกซึ้ง ฟุ้งไปได้มากมายจากเรื่องนิดเดียว

2) ถูกกระตุ้นเร้าได้ง่าย

3) ตอบสนองทางอารมณ์ได้รุนแรง

4) อ่อนไหวต่อสิ่งต่างๆ ได้ง่าย

หนังสือเล่มนี้พาเราเกาะติดชีวิตของ “นาโอะเนียน” นามปากกาของสาวญี่ปุ่นวัยกลางคนที่เป็น HSP มาตั้งแต่เด็ก เพื่อจะได้เห็นว่าเธอต้องประสบกับความรู้สึกอะไรบ้าง

เราคงไม่ไปตัดสินว่าที่เธอคิดนั้นผิดหรือถูก แค่รับรู้ว่ามันมีคนที่รู้สึกแบบนี้ได้เช่นกันก็พอ

“เวลาฉันสอบได้คะแนนไม่ดี แม่จะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ฉันเลยตั้งใจเรียนสุดชีวิต”

“การถอนหายใจของพ่อแม่อาจกลายเป็นบาดแผลทางใจสำหรับเด็ก ถ้าเป็นไปได้อย่าถอนหายใจให้เด็กเห็นเลยนะคะ”

“เวลาที่ได้คะแนนไม่ดี บางครั้งฉันถึงขั้นไปต่อรองกับครูว่าขอคะแนนเพิ่มอีกสักคะแนนได้ไหม”

“อะไรที่ตอนเด็กถูกห้ามมากๆ พอโตขึ้นแล้วความรู้สึกต่อต้านจะแสดงออกมาในแบบสุดขั้วไปเลย”

“ฉันคิดว่าการเอาเด็กอายุไล่เลี่ยมาเปรียบเทียบกันมันไม่มีอะไรดีเลย อยากให้เลิกเปรียบเทียบแบบไม่รู้จักแยกแยะเสียที”

“คนที่อยากให้ทุกคนชอบตัวเองนั้น จะกลับกลายเป็นว่าโดนทุกคนเกลียดแทน”

“หากพ่อแม่พูดว่า ‘ไม่ต้องกังวลนะ’ ก็ยังจะพอรับได้ แต่การใช้ประโยคคำสั่งว่า ‘อย่ากังวล’ นี่ทำให้โมโหสุดๆ”

“ผมฉันแข็งกระด้างและหยักศก ทำให้โดนรุ่นพี่ในชมรมแอบเรียกว่า ‘ยายหัวฟู’ ถ้าทำได้ฉันก็อยากไปยืดผมให้ตรง แต่ที่โรงเรียนห้ามยืดผม ฉันเลยต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อใช้เวลา 30 นาทีในการเป่าผมให้ตรง ฉันเกลียดวันฝนตกมาก เพราะความชื้นทำให้ผมกลับไปหยักศกเหมือนเดิม”

“ฉันได้พบความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะตั้งใจเรียนแค่ไหน ถ้าหน้าตาไม่ดีก็จะถูกนินทาอยู่ดี”

“ในหมู่เด็กผู้หญิงชอบมีการซุบซิบนินทากัน แต่ด้วยความกลัวว่าจะโดนกลุ่มเมิน ฉันจึงต้องร่วมวงนินทากับเขาด้วย ทั้งที่แต่ละคนอยู่คนเดียวก็นิสัยดี แต่พอจับกลุ่มกันแล้วกลับหัวรุนแรงขึ้น”

“ต่อให้ไปปรึกษาครูก็ไม่ช่วยอะไร (ครูเองก็โดนกลั่นแกล้งเหมือนกัน)”

“สังคมเราให้ความสำคัญกับการมีความอดทนและการไม่ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น แต่การต้องอดทนเก็บความเศร้าแล้วแกล้งทำเป็นร่าเริงนี่มันดีจริงๆ เหรอ”

“ถ้าแต่งหน้าที่บ้านจะโดนพ่อแม่ดุ ฉันเลยต้องตื่นแต่เช้าไปแต่งหน้าที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟแล้วค่อยไปโรงเรียน ขากลับก็ต้องลบเครื่องสำอางที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟก่อนกลับบ้าน มันยุ่งยากมากๆ”

“เวลาไม่แต่งหน้าฉันจะกลัวสายตาของคนอื่นขนาดที่ต้องถอดคอนแทกต์เลนส์เดินข้างนอกบ้าน”

“พอลองๆ นึกดู ฉันก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบเรียนหนังสือ แต่ตั้งใจเรียนเพราะพ่อแม่ชม ที่เริ่มแต่งตัวแนวโลลิต้าก็เพราะคนจะได้มองว่าน่ารัก ไม่ว่าจะความสนใจ เพลงที่ฟัง หรือหนังสือที่อ่าน ฉันก็เลือกแต่สิ่งที่สังคมบอกว่าดี แทบไม่มีอะไรที่เลือกด้วยตัวเอง เป็นมนุษย์ที่กลวงโบ๋ที่ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนของตัวเองเลย”

“ด้วยความเป็น HSP ตอนทำงานบริษัทฉันจึงไม่ชอบรับโทรศัพท์เลย โทรศัพท์ดังทีไรหัวใจแทบหยุดเต้น จนทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่ถูกโฉลกกับโทรศัพท์ ไม่เคยรับสายหลังจากได้ยินเสียงโทรศัพท์แค่ครั้งเดียวได้เลย”

“ฉันยังมีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำด้วยค่ะ นั่นคือ เวลารับโทรศัพท์ให้ท่องว่า ‘ตอนนี้เราอยู่ในโหมดอัตโนมัติ’ โดยคิดเสียว่าตัวเองเป็นเครื่องจักรจะได้ทำให้เสร็จๆ ไปโดยไม่ต้องรู้สึกอะไร”

“พออยู่กับคนอื่นแล้วฉันจะรู้สึกกดดันว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง เลยเลือกจะใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ ออฟฟิศฉันอยู่ชั้น 11 ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เหนื่อยสุดๆ จนอดสมเพชตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องใช้ชีวิตแบบคิดมากเรื่องคนอื่นขนาดนี้ด้วย”

“ด้วยความที่อ่อนไหวง่ายต่ออารมณ์คนรอบข้าง พอเห็นพนักงานคนไหนอารมณ์เสีย ฉันก็จะวิตกจริตว่า ‘เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า’ แล้วก็จะไปถามรุ่นพี่ที่สนิทกับคนคนนั้นว่าเขาโกรธอะไรฉันไหม หลังจากนั้นจากที่เคยไม่มีอะไรก็กลายเป็นว่าโดนเกลียดเข้าจริงๆ”

“ฉันเริ่มเห็นด้วยกับสำนวนที่ว่าพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง เราไม่จำเป็นต้องพูดหมดทุกเรื่อง ที่สำคัญแม้ตัวเราจะมองว่าการไม่พูดไม่จาเป็นปมด้อย แต่สำหรับบางคนแล้วมันอาจทำให้เราดูเป็นคนสุขุมก็ได้”

“นับแต่นั้นมาฉันเลยพูดกับพ่อแม่เรื่องเป็นโรคซึมเศร้าไม่ออก พ่อแม่เป็นคนที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เชื่อเรื่องความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่ยอมรับฟังฉันมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าแสดงความอ่อนแอให้เห็นแค่นิดเดียวก็จะดุฉันว่า “ใจไม่สู้เลย” “อย่าทำตัวเหยาะแหยะ”

“ถึงจะรู้สึกผิดที่โกหก แต่การปกห้องหัวใจตัวเองสำคัญกว่า ตอนนั้นฉันตัดสินใจแล้วว่าชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนมาเข้าอกเข้าใจก็ได้”

“ฉันจงใจเลือกงานที่พ่อแม่สามารถเอาไปอวดคนรอบข้างได้”

“ฉันเคยโพสต์ลงทวิตเตอร์ว่า ‘ฉันเคยเป็นโรคซึมเศร้า แต่ก็พยายามหาสิ่งที่ตัวเองทำได้เลยมาเป็นฟรีแลนซ์’ ปรากฏว่ามีคนมาตอบกลับว่า ‘นี่อวดเหรอ'”

“สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน เพราะงั้นไม่ต้องใส่ใจดีกว่า”

“ฉันเป็นคนที่มักอิจฉาคนเด่นดัง ทว่าพักหลังมานี้ฉันเริ่มคิดว่าคนดังนั้นเป็น ‘ขุมพลัง’ ของมนุษย์อย่างวัดหรือศาลเจ้า พอคิดแบบนี้ความอิจฉาก็หายไปอย่างประหลาด”

“เวลาฉันไปร้านอาหารฉันยังเป็นคนที่กะจังหวะไม่ถูกว่าควรเรียกพนักงานเสิร์ฟที่กำลังยุ่งๆ ตอนไหนดี”

“แม้จะหาเพื่อนได้ แต่ฉันก็มักเผลอใส่ใจอีกฝ่ายเกินไป พอเพื่อนแสดงอารมณ์อะไรออกมาหน่อยก็ชอบคิดลึกไปโน่น จากนั้นก็ทึกทักเอาเองว่า ‘ถูกเกลียด’ แล้วก็เป็นฝ่ายตัดสัมพันธ์เสียเอง”

“ว่ากันว่าในทุกๆ 10 คนจะมีคนที่เกลียดเราอยู่ 2 คน การทำให้ทุกคนชอบจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แค่พยายามไม่ให้คนที่เราชอบเกลียดเราก็พอแล้ว”

“ฉันว่าการสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่นถือเป็นข้อดีของ HSP เวลาเพื่อนดูสีหน้าไม่ดีหรือเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ฉันจะสังเกตเห็นแล้วเข้าไปทักว่า ‘เป็นอะไรไหม’ ‘ฝืนอยู่หรือเปล่า’ ทำให้เพื่อนยอมบอกเรื่องที่อยู่ในใจออกมา

“ด้วยความที่ HSP สามารถเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างลึกซึ้ง จึงช่วยเป็นที่พึ่งพิงยามทุกข์ให้กับคนอื่นได้”


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ คิดมากไปทำไมอีก 100 ปีก็ตายกันหมดแล้ว (100 年後にはみんな死んでるから気にしないことにした) ผู้เขียน นาโอะเนียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น

นิทานโมสาร์ท

นิทานโมสาร์ท

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งขอเข้าพบโมสาร์ท คีตกวีแห่งยุคสมัย

“คุณโมสาร์ทครับ ผมอยากประพันธ์เพลงซิมโฟนี จึงอยากขอคำชี้แนะ”

“คุณยังเด็กเกินไปที่จะแต่งซิมโฟนี” โมสาร์ทตอบ

“แต่ผมอายุ 21 แล้วนะครับ เท่าที่ผมรู้มาคุณแต่งซิมโฟนี่ได้ตั้งแต่ตอน 10 ขวบแล้ว”

“ใช่ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เที่ยวขอความช่วยเหลือคนไปทั่วซักหน่อย”

อยากมีเวลามากขึ้นให้ออกกำลังกาย

อยากมีเวลามากขึ้นให้ออกกำลังกาย

เรื่องนี้มองได้ในสามประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง อายุเราจะยืนยาวขึ้น

ศูนย์วิจัยสุขภาพแห่งชาติของไต้หวัน ติดตามคนจำนวน 410,000 คนเป็นเวลา 8 ปี ผลการวิจัยชี้ว่าการออกกำลังกายวันละ 15 นาที ลดอัตราการเสียชีวิตได้ 14% ทำให้คนอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ย 1,002 วันหรือประมาณ 3 ปี

ถ้าคำนวณแบบซื่อๆ ออกกำลังกายวันละ 15 นาที ปีละ 365 วัน เป็นเวลา 8 ปี -> 15*365*8 = 43,800 นาที

1 ชั่วโมงมี 60 นาที หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หรือ 24*60 = 1,440 นาที

ดังนั้น 43,800 นาทีจึงเท่ากับ 43,800/1,440 = 30.4 วัน

ออกกำลังกายไปทั้งหมด 30.4 วัน แต่อายุยืนยาวขึ้น 1,002 วัน

ROI ของการออกกำลังกายวันละ 15 นาทีจึงสูงถึง 1002/30.4 = 33 เท่าหรือ 3300%

.

ประเด็นที่สอง เราจะป่วยน้อยลง

เมื่อเราป่วย เราก็จะทำงานหรือออกไปเที่ยวไหนไม่ได้ไปอย่างน้อยครึ่งวัน หรือบางทีก็หลายวันติดกัน

ถ้าเราออกกำลังกาย เราก็จะแข็งแรงขึ้น ช่วยลดโอกาสที่เราจะป่วย และเพิ่มเวลาที่เราจะได้ใช้ชีวิต

.

ประเด็นที่สาม เราจะมี “พลังงานดี” ล้นเหลือ

สำหรับคนที่อยาก productive สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่า time management คือ energy management

เวลาออกกำลังกาย เราจะหัวสมองปลอดโปร่ง พลังงานดี และมีสมาธิ

ภายในเวลาที่เท่ากัน ถ้าพลังงานเราดี เราจะสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ให้ลุล่วง (และหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง) ได้มากกว่าตอนที่พลังงานเราไม่ดี

เมื่อ Energy เราสูง จึงเท่ากับเรา “ยืดเวลา” ให้ยาวขึ้นได้ราวกับการเล่นกลของไอน์สไตน์

อยากมีเวลามากขึ้นให้ออกกำลังกายครับ


ขอบคุณเนื้อหาของประเด็นแรกจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง ชิอน คาบาซาวะ เขียน พนิดา กวยรักษา แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to