อยากเป็นศิลปินหรืออยากเป็นคนดัง

ผมได้ฟังรายการ ติดคุย ที่ “พุฒต้าเร” สัมภาษณ์ เจ มณฑล จิรา

เจ มณฑล เคยโด่งดังเป็นพลุแตกจากโฆษณาทเวลฟ์ พลัส โคโลญ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

เจเคยเป็นทั้งนายแบบและนักแสดง แต่สิ่งที่เขาจริงจังมากที่สุดคือเรื่องดนตรี เคยมีอัลบั้มของตัวเอง เคยไปทัวร์กับวงดนตรีเมืองนอก และเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินหลายคน

ผมเพิ่งรู้จากรายการนี้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wonderfruit Festival เทศกาลดนตรีสุดฮิป น้อง Gen Z หลายคนที่ผมรู้จักก็ไปงานนี้กัน

ผมชอบคำตอบในช่วงท้ายๆ ของรายการมากจนอยากจะเอามาบันทึกในบล็อกนี้ (นาทีที่ 52 เป็นต้นไป)

เจ: เราจะคิดไปว่า เรามาเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้เค้า เค้าอาจจะยังไม่เข้าใจตอนนี้ เค้าอาจจะไม่ชอบตอนนี้ แต่ว่าวันนึงเค้าอาจจะเห็นความตั้งใจของเรา ขอแค่เค้าไม่…ภาษาอังกฤษเค้าจะเรียกว่า clear the floor…แต่มันก็มีนะ เมื่อก่อนมีหลายช่วงเลย ที่เราออกไปเป็นดีเจ ตอนแรกคนจะเต็ม เล่นไปซักพักนึงคนจะโล่งเลย…ซึ่งบางครั้งถ้ามันไม่เกิดขึ้น แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิด…มันต้อง clear the floor บ้าง ไม่อย่างนั้นแสดงว่าแนวเพลงเรามันอาจจะง่ายไป

ต้า: ความหมายก็คือ ถ้าเล่นแล้วคนยังอยู่ แสดงว่าลิสต์เพลงเราป๊อปไป ง่ายไป คนดูก็เลยยังอยู่ ต้องเล่นให้มันยากขึ้นให้คนเดินหนี (เจ: ใช่!) -ึงบ้ารึเปล่า?

ต้า: นี่แหละเดนตายเลยล่ะ รับรอง

เจ: ก็อย่าท้อสิ เรารู้ว่าถ้าเราเล่นเพลงง่ายๆ เดี๋ยวเค้าก็กลับมา แต่เพลงที่ง่ายน่ะ คนก่อนเรากับคนหลังเราเค้าเล่นอยู่แล้ว

เร: อันนี้คือรายการพื้นที่ชีวิต หรือ RAMA Channel รึเปล่า

เจ: เพราะเราเห็นหลายวงขึ้นเวทีไป พอเค้าลงมา เราถามว่าดีมั้ย? เค้าบอก ‘ไม่ค่อยดีว่ะ energy คนดูเค้าไม่ตาม’ แต่เราถามว่าการแสดงน่ะมันดีมั้ย เค้าบอก ‘ไม่ดีอ่ะ เพราะคนมันไม่ตาม’ – เกี่ยวอะไร มันวัดผิด บางคนจะบอกว่า ‘อ๋อ โคตรดีอ่ะ คนมันโคตรอินเลย’ – ไม่ๆ แต่การแสดงอ่ะ วงเล่นดีรึเปล่า มันคนละเรื่องกันเลย เราถามนักดนตรี กับเราถาม entertainer มันคนละอย่างกัน

ต้า: แต่กูก็ยังไม่บรรลุแบบมัน กูยังไม่กล้าพอที่จะเล่นให้คนหนี

เจ: เราไม่ได้พยายามจะเล่นให้คนหนี แต่เราแค่เห็นว่าสิ่งที่เราอยากจะเล่นน่ะมันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เค้าต้องการ

เจ: แต่ว่าตอนหลัง คนที่มา Wonderfruit เค้าจะแบบ ว้าว! ตอนนี้ทำไมมันเป็นสิ่งที่ต้องการแล้วล่ะ…ใช่มั้ย? มันต้องใช้เวลา

เร: ขออีกคำถามนึงสำหรับน้องๆ ที่เค้าอยากเป็นศิลปินมาก อาจจะออกผลงานมาเรื่อยๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เปรี้ยงซักที จะให้กำลังใจเค้ายังไงครับ?

เจ: ก็ต้องดูว่าความสำเร็จที่เค้าต้องการมันคืออะไร – อยากจะดังใช่มั้ย? ถ้าอยากดัง ไปทำคลิป TikTok เต้นไปเต้นมา 15 วิก็พอ ไม่ต้องทำเพลงหรอก…แต่ถ้าอยากเป็นนักดนตรีที่ดี อยู่บ้าน ซ้อมเยอะๆ ฟังเพลงเยอะๆ แค่นั้นแหละ


Seth Godin เป็นหนึ่งในฮีโร่ของผมในการเขียนบล็อก เขาเขียนบล็อกอย่างสม่ำเสมอมา 20 ปีแล้ว

เซธบอกว่าทุกคนสามารถเป็นศิลปินได้ โดยศิลปิน (artist) ในนิยามของเซธ คือคนที่กล้าสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา อะไรบางอย่างที่มันอาจจะไม่เวิร์ค (something that might not work) แล้วก็แชร์สิ่งนั้นเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในใจให้กับคนอื่น

ด้วยนิยามแบบนี้ บล็อกเกอร์ก็นับเป็นศิลปินได้เช่นกัน

ผมจึงชอบแนวคิดของเจ มนฑล เป็นพิเศษ เพราะเขาเดินทางในวงการนี้มาหลายสิบปี และเข้าใจแล้วว่าแก่นของการเป็นศิลปินคืออะไร

ศิลปินต้องกล้าที่จะเสี่ยง ต้องกล้าทำอะไรบางอย่างที่มันอาจจะไม่เวิร์ค

ถ้าอยากจะเป็นศิลปินที่ดี ก็จงมุ่งมั่นฝึกปรือฝีมือของเราต่อไป แต่ถ้าอยากเป็นคนดัง มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ไม่ต้องเป็นศิลปินก็ได้

ดังนั้น ใครที่เลือกจะเป็น content creator หากงานของเรามันยังไม่ปัง ยังไม่เคยไวรัล ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ตราบใดที่เจตนาของเราคือการสร้างผลงานที่มีประโยชน์ คือการแบ่งปันสิ่งที่เรามีเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้อื่น เราก็ควรจะภูมิใจกับตัวเองได้โดยไม่ต้องดูยอดไลค์กำกับ

สิ่งที่เราควรระมัดระวัง คือการโหยหาความยอมรับเสียจนเรายอมลดมาตรฐานหรือปรับแต่งผลงานของเพื่อให้ถูกใจ algorithm ของโซเชียลมีเดียและคนหมู่มาก เพราะเมื่อเราพยายามจะเอาใจคนอื่นเกินไป เราก็จะหลงลืมเหตุผลที่เราเริ่มทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรก

งานบางอย่างต้องใช้เวลา บางคนเขาอาจจะยังไม่พร้อมตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ “เพลง” ของเราอาจจะยังฟังยากสักหน่อย

“เพลงที่ง่ายน่ะ คนก่อนเรากับคนหลังเราเค้าเล่นอยู่แล้ว”

บรรเลงเพลงของเราให้ดีต่อไป แล้ววันหนึ่งจะมีคนเข้าใจเราแน่นอน

บางทีเราต้องมัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือ

โอดิสเซียส หรือ โอดิสซูส (Odysse͜ús) เป็นตัวเอกในมหากาพย์เรื่องโอดิสซีย์ของโฮเมอร์

หนึ่งในฉากที่เราคุ้นเคยกันดี (อาจจะเพราะเคยอ่านโดราเอม่อน) คือฉากที่โอดิสเซียสต้องเผชิญกับไซเรน

ไซเรนคือสิ่งมีชีวิตครึ่งนกครึ่งคน ตัวเป็นนกขนาดใหญ่หัวเป็นหญิงสาว ทั้งตัวเต็มไปด้วยขนนกและมีกรงเล็บน่ากลัวสำหรับขยุ้มเหยื่อ

พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะหินเล็กๆ สามเกาะ ซึ่งชาวโรมันเรียกว่า Sirenum scopuli เป็นที่ที่น่าสยดสยองเพราะเต็มไปด้วยกองกระดูกจำนวนมาก

เมื่อใดที่มีเรือผ่านเข้าไปใกล้แถบถิ่นของพวกนาง ไซเรนจะส่งเสียงเพลงหวานล่อลวงลูกเรือให้เหล่ากะลาสีหลงใหลถึงขั้นกระโดดทะเลลงมาหา

และหากกะลาสีนั้นว่ายไปถึงเกาะที่นางอยู่ ชะตาก็ขาด ต้องโดนเหล่านางไซเรนรุมทึ้งกินเนื้อ บางทีกะลาสีทั้งลำซึ่งหลงเสียงนาง อาจพาเรือเข้าใกล้แนวหินโสโครกบริเวณเกาะที่พวกนางอยู่ ในที่สุดเรือก็แตกเพราะชนกับหิน

“สิ่งแรกที่ท่านจะต้องผ่านก็คือตำแหน่งที่เหล่านางไซเรนอยู่” เซอร์ชีเตือน “เมื่อพวกนางเห็นเรือของท่าน นางก็จะส่งเสียงร้องเพลง เสียงนั้นจะหวานยิ่งนัก แต่ใครก็ตามที่หลงใหลจนพาเรือเข้าใกล้ ลูกเมียจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย ทางเดียวที่จะผ่านนางไซเรนไปได้คือไม่ฟังเสียงเพลงของนาง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด”

โอดิสเซียสฟังคำเตือนนั้นก็เตรียมตัวเผชิญภัย ครั้นเรือของเขาแล่นผ่านที่อยู่ของคณานางไซเรน เขาก็สั่งให้คนของเขาเอาขี้ผึ้งมาอุดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงเพลง แต่โอดิสเซียสอยากรู้ว่าเพลงนั้นหวานแหววเพียงใด จึงสั่งให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรือ เมื่อผ่านไปถึงที่ และนางไซเรนเริ่มร้องเพลง

เสียงนั้นเร้าโอดิสเซียสให้กระวนกระวายร้อนรนอยากเข้าไปหา ถึงขนาดที่เขาสั่งให้คนแก้มัด แต่ลูกเรือ (ซึ่งไม่ได้ยินเสียงเพลงไปด้วย) รับรู้ฤทธิ์เสียแล้วจึงยิ่งมัดนายให้แน่นเข้ารอจนกว่าเสียงนางไซเรนจางหายและโอดิสซิอัสได้สติ จึงปล่อยตัวเขา


เวลาผ่านไปหลายพันปี แต่ “ไซเรน” ก็ยังอยู่

บริษัทมากมายกำลังส่งเสียงเพลงหวาน เชิญชวนให้เรากระโดดน้ำลงไปหา

เราทุกคนล้วนเคยตั้งใจจะเล่นมือถือแค่แป๊บเดียว รู้ตัวอีกทีเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง

หรือตั้งใจจะดูซีรี่ส์ต่อแค่ตอนนี้ รู้ตัวอีกทีก็เกือบตีสาม

หรือตั้งใจจะซื้อของแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วค่อยมาตกใจกับตัวเลขใน Statement บัตรเครดิต

แต่ก่อนไซเรนยังอาศัยอยู่แค่สามเกาะ ตอนนี้ไซเรนอาศัยอยู่ทุกเกาะ

ต่อให้มีพลังใจมากแค่ไหน แต่เราคงต้านมันไว้ตลอดไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าที่ผ่านมาเราพลาดท่าเสียทีบ่อยครั้ง ก็อย่าหลอกตัวเองว่าคราวหน้าเราจะชนะใจตัวเองหรือชนะกลไกที่ tech company ออกแบบมาอย่างดี ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วกับ users นับร้อยล้าน-พันล้านคน

เราจึงควรหาวิธีป้องกันตัวเอง ด้วยการปิด notifications ด้วยการเอามือถือไว้นอกห้องนอน ด้วยการไม่เริ่มดูซีรี่ส์ตอนสี่ทุ่มวันธรรมดา ด้วยการเขียน to do list ในวันหยุด

ถ้าไม่อยากให้เรือชีวิตชนโขดหิน บางทีเราก็ต้องมัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : ไซเรน เสียงหวานผลาญชีพ โดย : คอสมอส ทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน

ขอบคุณภาพจาก Wikiepedia Commons File:Bardo Mosaic Ulysses.jpg

แม้จะเป็นวันหยุดเราก็ควรเขียน To Do List

เปล่าเลย ผมไม่ได้ต้องการชวนให้ทุกคนต้อง productive กันตลอดเวลา

เพียงแต่การเขียน to do list ช่วยให้เราใช้วันว่างอย่างมีเจตนา

สิ่งที่อยู่บน to do list ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องงานหรือเรื่องมีสาระก็ได้ ขอแค่มันเป็นเรื่องที่เราอยากทำหรือตั้งใจว่าจะทำก็พอ

เพราะหากเราตื่นมาในวันหยุดแบบไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ แต่ละชั่วโมงจะผ่านไปแบบเบื่อๆ อยากๆ เวลาของเราจะถูกยึดครองจากสองสิ่ง หนึ่งคือคนรอบกาย สองคือจออุปกรณ์ เผลอแป๊บเดียวก็ตกเย็น และเราอาจรู้สึกสลดใจอยู่ลึกๆ ว่าชีวิตเราเหลือน้อยลงไปอีกหนึ่งวันโดยที่เราไม่ได้มี agenda เป็นของตัวเองเลย

การเขียน to do list สัก 2-3 อย่าง จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และหากเราทำมันเสร็จแม้เพียงหนึ่งหรือสองข้อ ก็เพียงพอให้เรารู้สึกว่าวันนี้ไม่ได้ผ่านไปโดยสูญเปล่าครับ

อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง

ใครที่อายุเกิน 40 น่าจะเคยเล่นเกม Contra บนเครื่อง Famicom

เกมคอนทรามีสูตรที่กดแล้วสามารถเพิ่มชีวิตจาก 3 เป็น 30 ชีวิตได้

สูตรที่ว่าก็คือ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา B A Select Start”

ถ้าเรากดสูตรติด เกมคอนทราจะเล่นง่ายขึ้นเยอะ


บทความวันนี้เป็นการรวบยอดเนื้อหาบางส่วนจากสองตอนล่าสุด:- “คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์” กับ “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

สำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์ หรืออยากเติบโตในหน้าที่การงาน ทางหนึ่งที่ใช้แล้วได้ผล คือเราต้องทำเกินหน้าที่

มันคือการทำให้สูงกว่า Job Level และเงินเดือนที่เราได้รับในปัจจุบัน

เมื่อเราเป็นจูเนียร์ แต่คิดและทำแบบซีเนียร์ โอกาสก้าวหน้าย่อมเปิดกว้าง

แถมหลักการนี้ยังใช้ได้กับพนักงานทุกระดับ ถ้าเราเป็น Team Leader แต่สามารถคิดและทำ one level above ได้ เราก็มีโอกาสขึ้นเป็น Manager

สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือการทำงานแบบ one level below คือเป็นซีเนียร์แล้วแต่ยังคิดและทำแบบจูเนียร์

เมื่อคิดและทำต่ำกว่าเงินเดือน นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังมีความเสี่ยง

เพราะเมื่อคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดมา คนกลุ่มนี้มีโอกาส “ปลิว” สูงมาก


หนึ่งในบทเรียนที่ผมได้จากการทำ mentoring กับพี่อ้นในโครงการ IMET MAX ก็คือ “Live one level below what you can afford.” – จงใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ

เมื่อเรา live one level below เราจะมีความสุขเพราะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

สมัยนี้เงินไหลออกจากกระเป๋าง่ายดายกว่าเดิม แม้ไม่คิดจะซื้ออะไรเพิ่มแต่ฟีดโซเชียลก็เหมือนรู้ใจและคอยส่งอะไรมายั่วกิเลสตลอด เพื่อนๆ ในโซเชียลก็ชีวิตดี๊ดีจนเราอดเปรียบเทียบไม่ได้ เมื่อความอยากบังเกิดแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ครั้งเงินก็หลุดลอยไป

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะใช้เงินเกินตัว

ถ้าเราไม่ออกแบบชีวิตให้ดี เราจะเผลอ live one level above อย่างง่ายดาย และเราจะทุกข์ใจกับปัญหาการเงินไปตลอด

Morgan Housel เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Saving is the gap between your ego and your income.”

เงินเก็บของเราคือช่องว่างระหว่างรายรับและอัตตา


เมื่อรวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน จึงได้สูตรในการใช้ชีวิต

“อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะทางการเงิน ทำให้สูงกว่าฐานะทางการงาน”

เรียกย่อๆ ว่า “อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

เมื่อก้าวเข้าสู่วงจรนี้ รายได้ของเราจะวิ่งไปเร็วกว่ารายจ่าย ช่องว่างระหว่างอัตตากับรายรับจะขยายและกลายเป็นเงินเก็บที่พอกพูน เราจะไม่ค่อยเครียดเรื่องเงินเพราะมีพอใช้ตลอดเวลา และเราจะก้าวสู่อนาคตที่มีอิสรภาพอย่างมั่นคง

“อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

สั้นกว่าสูตรคอนทรา แต่กดยากกว่าหลายเท่า

แต่ถ้ากดติด เกมชีวิตจะเล่นง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ

วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

ตามที่เคยได้เล่าลงในบล็อกนี้ว่าผมได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการ IMET MAX ครั้งที่ 5

IMET MAX เป็น mentoring program ที่มุ่งหมายจะสร้าง “อุทยานผู้นำ” โดยแต่ละรุ่นจะมี mentor 12 ท่าน และ mentee 36 คน

Mentee จะได้รับการจัดเป็นกลุ่มละ 3 คน ผมได้อยู่กลุ่มเดียวกับ “อ้อ” ผู้บริหารของ SCB Digital Banking และ “เอ็ม” ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ ARINCARE 

อ้อ เอ็ม และผมได้ “พี่อ้น” เป็นเมนทอร์

พี่อ้น หรือคุณวรรณิภา ภักดีบุตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

พี่อ้นเคยทำงานอยู่ยูนิลีเวอร์มา 30 ปี ก่อนที่จะได้รับการทาบทามมาช่วยนำโอสถสภาเข้าตลาดหุ้น โดยใช้เวลา 2 ปีก็สามารถ IPO ได้สำเร็จ

นัดครั้งแรกของเราเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ร้านฉันท์ แอนด์ ยุพา ซอยสุขุมวิท 12 ทุกคนใส่เสื้อยืดสีขาวโดยไม่ได้นัดหมาย เราสั่งเมนูชื่อไม่คุ้นหูอย่าง “ประทัดลม” “ผัดผักเย็น” และ “ปลาเบญจรส” และคุยกันอย่างออกรสออกชาติ

ใช้เวลาด้วยกันสามชั่วโมงกว่า ได้อะไรมากมายกลับมาคิดต่อ ต้องขอบคุณเอ็มกับอ้อที่ช่วยกันจดโน้ต

พวกเราจะได้เจอกันเดือนละครั้งไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ผมจึงมีความตั้งใจว่าจะนำบทเรียนบางส่วนที่ได้จากพี่อ้นมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้จนถึงสิ้นปีเช่นกันครับ

1.ไม่รู้ (บางทีก็) ดีที่สุด

ตาม career path ของพี่อ้นนั้น สามารถอยู่ที่ยูนิลีเวอร์จนเกษียณได้เลย แต่พี่อ้นก็เลือกที่จะย้ายมาโอสถสภา

ที่ตัดสินใจย้าย เพราะพี่อ้นทำงานบริษัทข้ามชาติมาทั้งชีวิต ก่อนเกษียณเลยอยากลองทำงานองค์กรไทยดูบ้าง

แถมโอสถสภาก็ไม่ใช่องค์กรไทยธรรมดา แต่เป็นองค์กรไทยที่มีอายุถึง 130 ปี โดยมีจุดกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ดย่านสำเพ็งชื่อว่า “เต๊กเฮงหยู” (ป้ายร้านเขียนว่า “เต๊กเฮ้งหยุ”)

เมื่อพี่อ้นมาถึง ก็มีเรื่องต้องปรับมากมาย โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับทีมและวัฒนธรรมการทำงาน แถมยังมีเดดไลน์จ่อคออยู่คือต้องเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น

พี่อ้นบอกว่า ถ้าก่อนมาเขารู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง พี่อ้นอาจจะไม่รับงานนี้ก็ได้

บางทีการไม่รู้จึงเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะรู้แล้วอาจจะคิดมากจนเราไม่กล้าออกจาก comfort zone

.

2. 10=20

ก่อนจะรับงานที่โอสถสภา พี่อ้นโทรไปหาแม่เพื่อแจ้งข่าว ตอนแรกแม่ทักท้วงว่าจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม เพราะหากพี่อ้นอยู่ต่อที่ยูนิลีเวอร์จนเกษียณ พี่อ้นจะได้รับ package ก้อนใหญ่

แต่ก่อนวางสาย แม่พี่อ้นก็บอกว่า พออายุ 80 จะมีเงิน 10 ล้านหรือ 20 ล้านก็ไม่ต่างกัน สำคัญคือควรจะมีเงินเก็บพอที่จะดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน เลยจากนั้นจะมีเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญแล้ว ถึงมีมากก็ไม่มีปัญญาใช้ ดังนั้นจงเลือกทางเดินที่เราจะไม่เสียดายทีหลัง

.

3. จุดแข็งคานจุดอ่อน

พี่อ้นถามพวกเราว่าเคยทำแบบทดสอบ StrengthsFinder แล้วหรือยัง เอ็มยังไม่เคยทำ ส่วนผมกับอ้อเคยทำแต่ก็นานมาแล้ว

พี่อ้นแนะนำว่าควรทำอีกรอบ และควรมีที่ปรึกษาที่เข้าใจศาสตร์นี้มานั่งอธิบายให้เราฟัง แล้วเราจะเก็บเกี่ยวอะไรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า

StrengthsFinder เป็นแบบทดสอบที่ออกแบบโดย Gallup ใช้เวลาทำประมาณ 30-45 นาที เพื่อดูว่าใน 34 “ธีม” มีด้านไหนที่เราโดดเด่นที่สุด

ธีมของพี่อ้น 5 ข้อแรกคือ – Arranger, Relator, Developer, Maximizer และ Responsibility

พี่อ้นบอกว่า เราควรรู้จุดแข็งตัวเองเพื่อที่จะได้พัฒนามันไปให้ถึงที่สุด

ข้อดีอีกอย่าง คือเราสามารถใช้จุดแข็งมา “คาน” กับจุดอ่อนของเราได้

ยกตัวอย่างเช่น พี่อ้นเป็นคนคิดเยอะและคิดนาน พี่อ้นเลยเลือกใช้หนึ่งในจุดแข็งของตัวเองคือ Responsibility ด้วยการตั้งเดดไลน์ว่าจะตัดสินใจเรื่องนี้ภายในเมื่อไหร่

แม้จะเป็นคนคิดเยอะ แต่เมื่อมีเส้นตายชัดเจน ความเป็นคนรับผิดชอบของพี่อ้นเลยช่วยให้สามารถตัดจบได้

.

4. เรื่องคนต้องคิดให้จบ

ในช่วง 2 ปีแรกของการทำงานที่โอสถสภา พี่อ้นใช้เวลาเรื่องคนเยอะที่สุด เพราะหากไม่จัดการเรื่องนี้ก็จะไม่สามารถ IPO ได้

ผู้บริหารหลายคนอยู่มาหลายสิบปี บางคนพร้อมจะไปต่อ แต่บางคนก็ไม่

ด้วยความที่พี่อ้นมี Developer เป็นหนึ่งในจุดแข็ง พี่อ้นจึงใช้การโค้ช ซึ่งมีอยู่สองแบบคือ coach in กับ coach out

Coach in คือชวนคุยให้คนคนนี้พร้อมเดินและเติบโตไปกับเรา

Coach out คือชวนคุยให้เขาเห็นว่าเขาน่าจะเหมาะกับที่อื่นมากกว่า

สิ่งสำคัญสำหรับการ coach out คือเราต้องให้เกียรติเขา ทุกบทสนทนาเกิดขึ้นแบบตัวต่อตัว และเมื่อถึงวันที่เขาตัดสินใจที่จะไป เขาควรเดินออกไปอย่างมี dignity

พี่อ้นเน้นว่าการดีลกับคนต้องทำในช่วงเวลาที่เรา “นิ่ง” ที่สุด ถ้าเร่งจะพลาด

ดังนั้น ก่อนการพูดคุย เราควรคิดมาอย่างละเอียด ว่าหากอีกฝ่ายตอบว่าอย่างนี้ เราจะไปอย่างไรต่อ มี mindmap และ decision tree ในหัวอย่างชัดเจน

เรื่องคนต้องคิดให้จบ ถ้ายังคิดไม่จบอย่าเพิ่งคุย

.

5. โมโหคือแพ้

แม้จะเตรียมตัวมาดีเพียงใด การพูดคุยก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรค เพราะบางคนอาจจะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกับเรา หรือบางคนอาจจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวพันด้วยมากเป็นพิเศษ

พี่อ้นบอกว่าสิ่งสำคัญคือห้ามโมโห โมโหคือแพ้

.

6. Live One Level Below

พ่อสอนพี่อ้นตั้งแต่เด็กว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ จงอย่าเป็นหนี้ใคร

พี่อ้นจึงเป็นคนไม่มีหนี้ อยากซื้ออะไรก็จะเก็บเงินก่อนเสมอ แม้กระทั่งคอนโดก็ซื้อด้วยเงินสด

พี่อ้นมีลูกสองคน ลูกชายเรียนจบแล้ว ส่วนลูกสาวกำลังเรียนอยู่ปี 4

ตอนแรกลูกชายพี่อ้นเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่พอเห็นว่าลูกไม่ยอมกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง บ่นว่าร้อน คุณพ่อจึงตัดสินใจให้ไปเข้าโรงเรียนไทย ให้หัดไปต่อคิวซื้อข้าวในโรงอาหาร

“การเลือกโรงเรียนคือการเลือกไลฟ์สไตล์ให้ลูก” พี่อ้นกล่าว

พี่อ้นเป็นคนไม่ใช้ของแบรนด์เนม ลูกสาวพี่อ้นจึงไม่ติดของแบรนด์เนมเช่นกัน

“Live one level below what you can afford.” แล้วเราจะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

คนไม่น้อยชอบทำตรงกันข้าม คือ Live one level above.

.

7. วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง

ผมถามพี่อ้นว่า พวกเรา mentee ทั้งสามคนอยู่ในวัยสี่สิบต้นๆ มีอะไรที่พวกเราควรระวังเป็นพิเศษรึเปล่า

พี่อ้นบอกว่าวัยสี่สิบคือช่วงที่ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากพอ ยังมีกำลังวังชา ลูกยังฟังเราอยู่ คนรอบตัวยังไม่เจ็บไม่ตาย นี่คือช่วงชีวิตที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่

ในวัยนี้เราจึงควรมีเวลาได้คุยกับตัวเอง ตอบตัวเองให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเรา

พี่อ้นยังบอกอีกว่า แต่ละวันที่เริ่มทำงาน เราควรรู้ว่าภาพใหญ่คืออะไร สิ่งที่เราทำในวันนี้มันจะไปต่อจิ๊กซอว์ตัวไหน

เพราะหากเราทำงานโดยไม่เห็นภาพใหญ่ ชีวิตจะเหนื่อยมาก


Reflections

– ใน StrengthsFinder ธีมที่พี่อ้นได้คะแนนรั้งท้ายคือ Command และ Significance ซึ่งโดยปกติเรามองว่าน่าจะจำเป็นสำหรับ CEO แต่พี่อ้นก็แสดงให้เห็นว่าผู้นำมีได้หลายแบบ ดอกไม้มีได้หลายสี เราสามารถเป็นผู้นำในสไตล์ของเราได้ ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

– “เรื่องคนต้องคิดให้จบ” – ผมทำงานส่วนของ HR เมื่อมองย้อนกลับไป หลายครั้งผมยังเตรียมตัวไม่ดีพอ ไปด้นเอาหน้างานเสียเยอะ เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงและคิดให้รอบคอบกว่านี้

– “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง” ผมไม่เคยคิดมุมนี้มาก่อน แต่เมื่อพี่อ้นสะกิดก็เห็นจริงดังว่า อะไรที่อยากทำจึงควรลงมือทำเสียตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับมาจะได้ไม่เสียดายทีหลัง

– ในวันแรกของโครงการ IMET MAX เราได้ “พี่ใหญ่” ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีและอดีต mentor ของ IMET MAX มาแชร์ประสบการณ์ เมื่อมีคนในห้องถามว่า ถ้าตอนนี้พี่ใหญ่อายุเท่าพวกเรา พี่ใหญ่น่าจะกำลังทำอะไรอยู่

พี่ใหญ่ตอบว่า “คงกำลังโลดแล่นในทุกทาง”

วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง เราจึงควรหาให้เจอว่าอะไรสำคัญ พัฒนาจุดแข็งเพื่อปิดจุดอ่อน แล้วออกไปโลดแล่นในทุกทาง

ขอบคุณ IMET MAX พี่อ้น อ้อ เอ็ม สำหรับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความปรารถนาดี

แล้วพบกันใหม่เร็วๆ นี้ครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง: 3 วันแรกกับ IMET MAX รุ่นที่ 5