Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้

20170319_sapiens13

ซีรี่ส์ Sapiens ดำเนินมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เลยขอวางหมุดหมายให้เห็นคร่าวๆ กันอีกครั้งนึงนะครับ

200,000 ปีที่แล้ว – Homo Sapiens ถือกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก

70,000 ปีที่แล้ว – เกิด Cognitive Revolution ในหมู่ Sapiens จนสามารถใช้ภาษาและออกเดินทางจากแอฟริกาไปยังดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก

12,000 ปีที่แล้ว – เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ทำให้คนที่เคยเข้าป่าล่าสัตว์เริ่มออกมาตั้งรกรากและขยายถิ่นที่อยู่จากหมู่บ้านเป็นเมือง จากเมืองเป็นอาณาจักร จากอาณาจักรเป็นจักรวรรดิ

2500 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาพุทธ

2000 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาคริสต์

1400 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาอิสลาม

500 ปีที่แล้ว – ปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) มนุษยชาติเริ่มยอมรับว่าตัวเองไม่รู้และได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อน

200 ปีที่แล้ว – ปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ครอบครัวและชุมชนถูกแทนที่ด้วยรัฐและตลาด


หากชาวนาชาวสเปนคนหนึ่งหลับไปในปีค.ศ.1000 และตื่นขึ้นมา 500 ปีให้หลัง (ช่วงเดียวกับที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา) โลกอาจจะดูแตกต่างไปบ้างแต่เขาก็คงไม่รู้สึกแปลกแยกเสียทีเดียว แต่หากลูกเรือของโคลัมบัสหลับไหลในปี 1500 และตื่นขึ้นในปี 2000 สิ่งที่ลูกเรือคนนั้นพบเจออาจทำให้เขาคิดว่าตัวเองกำลังอยู่บนสวรรค์ – เอ…หรือว่าในนรกกันแน่?

500 ปีที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย จำนวนประชากรโตขึ้น 14 เท่า (จาก 500 ล้านเป็น 7,000 ล้าน) ขณะที่พลังงานที่มนุษย์บริโภคเพิ่มขึ้น 115 เท่า และผลผลิตต่อคนเพิ่มขึ้นถึง 240 เท่า

ในปี 1500 (รวมถึง 4 พันล้านปีก่อนหน้านั้น) ไม่เคยมีมนุษย์หรือสัตว์ตัวไหนออกไปพ้นชั้นบรรยากาศโลก แต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1969 มนุษย์ก็ได้ไปเหยียบดวงจันทร์

ก่อนหน้าปี 1674 เราไม่เคยรู้เลยว่ามีสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่งที่มีจำนวนประชากรคิดเป็น 99.99% ของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ นั่นคือ microorganism หรือจุลินทรีย์และแบคทีเรียต่างๆ จนนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทช์ค้นนึงได้ลองใช้จุลทรรศน์ที่เขาทำขึ้นเองส่องดูหยดน้ำ

และวินาทีประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา คือเวลา 05:29:45 ของเช้าวันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 1945 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันจุดระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในเมือง Alamogordo รัฐ New Mexico

นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์ไม่เพียงมีพลังพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์ แต่สามารถทำให้ประวัติศาสตร์สูญสิ้นได้ด้วยมือตนเอง


เมื่อเรายอมรับว่าเราไม่รู้

กระบวนการที่ช่วยให้เราสร้างระเบิดนิวเคลียร์และพาเราไปเหยียบดวงจันทร์คือการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงก่อนคริสตศตวรรษที่ 15 นั้น มนุษย์ไม่ได้มีแรงผลักดันที่จะค้นคว้าหรือค้นพบอะไรใหม่ๆ เพราะมนุษย์เชื่อว่าคำตอบทั้งหมดนั้นอยู่ในพระคัมภีร์ต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของพุทธ คริสต์ อิสลามหรือขงจื๊อต่างก็บอกว่าสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรู้นั้นท่านได้บอกไว้หมดแล้ว

ศาสนาเก่าแก่นั้นยอมรับ “ความไม่รู้” (ignorance) อยู่แค่สองแบบ แบบแรกคือ “คนคนหนึ่งอาจจะไม่รู้สิ่งที่จำเป็นต้องรู้” เช่นหากชาวนาคนหนึ่งไม่รู้ว่ามนุษย์กำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร เขาเพียงแค่ต้องไปถามคนที่รู้อย่างนักบวชในโบสถ์ใกล้บ้านก็เพียงพอแล้ว

ความไม่รู้อีกแบบหนึ่งก็คือ “ไม่รู้เพราะไม่สำคัญ” เช่นในไบเบิ้ลอาจไม่ได้บอกว่าแมงมุมชักใยยังไง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคำสอนของศาสนาคริสต์ไม่สมบูรณ์ แต่เป็นเพราะเรื่องการชักใยของแมงมุมไม่ใช่เรื่องสำคัญต่างหาก เพราะถ้าการชักใยแมงมุมมันสำคัญจริงพระเจ้าย่อมต้องพูดถึงในพระคัมภีร์อยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มองความไม่รู้ต่างออกไป พวกเขามองว่า “พวกเรายังไม่รู้สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้” (collective ignorance of the most important questions) ดาร์วินไม่เคยบอกว่าตัวเองรู้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการทั้งหมด นักฟิสิกส์ก็ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่า Big Bang เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยแท้จริงแล้ว Scientific Revolution คือ “การปฏิวัติของความไม่รู้” (revolution of ignorance) เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีคำตอบสำหรับคำถามที่สำคัญ พวกเขาจึงเริ่มหิวกระหายที่จะค้นคว้าและออกค้นหาอีกครั้ง


ความรู้คืออำนาจ

ในปีค.ศ. 1620 Francis Bacon ตีพิมพ์แถลงการณ์ชื่่อวา The New Instrument โดยบอกว่าความรู้คืออำนาจ – Knowledge is Power

โดยนายเบคอนบอกว่า ความรู้นั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกต้องแค่ไหน แต่มันมีประโยชน์แค่ไหนต่างหาก เพราะไม่มีชุดความรู้ใดที่จะถูกต้อง 100% อยู่แล้ว

เราคุ้นเคยกับคำว่า วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี มานานจนเรานึกว่าสองอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ แต่จริงๆ แล้วนายเบคอนนี่แหละที่เป็นคนแรกๆ ที่เอาคอนเซ็ปต์ทั้งสองมาเชื่อมโยงกัน คือเมื่อคุณได้ความรู้ชุดใหม่จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คุณก็สามารถนำมันมาพัฒนาเทคโนโลยีอันจะนำมาซึ่งพละกำลังและอำนาจได้

ในช่วงก่อนปี 1500 นั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้นำแคว้นต่างๆ อาจจะสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อจะช่วยเผยแพร่ความรู้ดั้งเดิม ไม่ใช่เพื่อค้นพบความรู้ชุดใหม่ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ ก็ไม่ได้เกิดจากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์แต่เกิดจากบรรดานายช่างที่ไม่เคยได้ไปโรงเรียนด้วยซ้ำ


สงครามและเทคโนโลยี

หนึ่งในเหตุผลที่วิทยาศาสตร์นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือสงครามโลก ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลได้สั่งให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นอาวุธใหม่ๆ และผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องบินรบ แก๊ซพิษ รถถัง เรือดำน้ำ และปืนกลทำลายล้างสูง

วิทยาศาสตร์มีบทบาทมากขึ้นไปอีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1944 ฝ่ายอักษะอย่างอิตาลีนั้นได้ยอมแพ้ต่อกลุ่มสัมพันธมิตรไปแล้ว แต่เยอรมันนีก็ยังสู้ต่อเพราะเชื่อว่าขีปนาวุธตัวใหม่นาม V-2 ที่นาซีคิดค้นอยู่จะพลิกเกมได้

ในปี 1945 อเมริกาประดิษฐ์อาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ แต่ถึงตอนนั้นเยอรมันนีได้ยอมแพ้สงครามไปแล้ว เหลือเพียงแต่ญี่ปุ่นที่ประกาศว่าจะสู้ยิบตา ในปี 1946 เมื่อรู้ว่าการส่งทหารอเมริกันขึ้นบกที่ญี่ปุ่นจะทำให้สูญเสียกำลังพลนับล้านคน ประธานาธิบดีทรูแมนจึงตัดสินใจใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ภายในสองสัปดาห์ระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในสงครามนั้นถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 สงครามส่วนใหญ่ตัดสินกันที่การวางแผนและจัดกำลังรบมากกว่าเรื่องความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี กองทัพของโรมนั้นไม่ได้มีเครื่องมือที่ดีกว่าอาณาจักรอื่นเลย เพียงแต่มีกำลังพลมากกว่า มีวินัยกว่า และมียุทธศาตร์ที่ดีกว่าเท่านั้นเอง

แม้กระทั่งเมืองจีนก็ไม่ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในสงคราม เทคโนโลยีทางอาวุธที่สำคัญสุดของจีนคือดินปืน แต่เท่าที่เรารู้ก็คือดินปืนไม่ได้ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ถูกค้นพบโดยนักเล่นแร่แปรธาตุที่กำลังหาสูตรยาอายุวัฒนะ และแม้ว่าจะพบแล้วว่าดินปืนทำอะไรได้ มันก็ถูกใช้สำหรับการทำดอกไม้ไฟเท่านั้น! ต้องใช้เวลาอีกราว 600 ปีกว่าชาวจีนจะเริ่มนำดินปืนมาใช้เป็นอาวุธปืนใหญ่ในการสงคราม

วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีทางการทหารเพิ่งจะมาเกี่ยวพันกันในช่วงที่ระบบทุนนิยมเฟื่องฟูขึ้นมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม

และจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า

ทำงานให้ใคร

20170318_workfor

ถาม: คุณอยู่ออฟฟิศดึกแค่ไหน
ตอบ: ผมบอกลูกน้องทุกคนว่า ในการทำงานของเรา เราไม่ได้ทำงานให้ Q House เราทำงานเพื่อดูแลครอบครัวของเราเอง ไม่ต้องคิดว่าเรามีหนี้บุญคุณซึ่งกันและกันนะ เราทำงานกันแบบแฟร์ๆ มืออาชีพ เราทุกคนทำงานเพื่อตัวเอง เรามาทำงานด้วยกันที่นี่ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลครอบครัวของเรา ดังนั้น ถ้าผมเห็นคุณนั่งทำงานทุ่มหนึ่ง สองทุ่ม ทุกวันๆ แบบนี้ผมว่าผิดปกติแล้ว แสดงว่าบริษัทเราใช้งานคุณมากเกินไป หรืออีกทางหนึ่ง ประสิทธิภาพในกาารทำงานของคุณยังไม่ดี ถ้าคุณกลับบ้านสามทุ่มทุกวันมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณไม่มีเวลาเหลือไปอยู่กับครอบครัว ผมมาทำงานเช้าทุกวัน แต่ผมจะไม่กลับดึก ผมขอเวลากลับบ้านไปหาครอบครัว”

– ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

เรื่อง: วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, จักริน อินต๊ะวงศ์
ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของอดีตรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีน่าจะโดนใจหลายๆ คน

โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ดึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพราะวัฒนธรรมองค์กรหรือวัฒนธรรมทีมมันเป็นอย่างนั้น

ผมอยากหยิบคำพูดด้านบนมาคุยต่อ 2 ประเด็น

คือเรื่องของบริษัทและเรื่องของครอบครัว

ถ้าใครได้ตามอ่านบทความ Sapiens ของผม จะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ครองโลก คือความสามารถในการร่วมมือกันผ่าน fiction/collective imagination

“บริษัท” ก็เป็น fiction อย่างหนึ่งที่มนุษย์ร่วมสร้างขึ้นมาชายชาวฝรั่งเศสสามารถทำงานร่วมกับผู้หญิงชาวอเมริกันที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาได้เพียงเพราะว่าเขาทั้งสองต่างเป็นพนักงานของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อ “เปอร์โยต์” เหมือนกัน

“เปอร์โยต์” ไม่ใช่รถ ไม่ใช่ตึก ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่พนักงาน เป็นเพียง “สิ่งปลูกสร้างในจินตนาการ” ที่ทำให้เราไว้ใจกันมากพอและช่วยให้เราทำงานร่วมกันง่ายขึ้นแค่นั้นเอง


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

ครอบครัวชนิดแรกก็คือพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวชนิดที่สองก็คือสามี-ภรรยาและลูก

และสำหรับบางคนก็โชคดีที่มีครอบครัวชนิดที่สาม คือครอบครัวที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดแต่ก็รักกันมากพอที่จะพึ่งพากันได้ยามเดือดร้อน ซึ่งครอบครัวชนิดนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในสองแห่งใหญ่ๆ คือที่โรงเรียน และที่บริษัท

สำหรับคนในวัยคุณชัชชาติ ย่อมใช้เวลากับครอบครัวชนิดที่สองคือภรรยาและลูกมากที่สุด

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่เพิ่งทำงานมาใหม่ๆ ครอบครัวที่เขาสนิทใจและมีความสุขที่สุดเวลาได้อยู่ด้วยอาจเป็นครอบครัวที่เขาสร้างขึ้นที่บริษัทก็ได้


Yuval Noah Harrari ผู้เขียน Sapiens เคยอธิบายไว้ใน Podcast ของ James Altucher ว่ามนุษย์เราอยู่ใกล้ชิดกับ fiction มากเสียใจเรามักจะลืมไปเลยว่าอะไรเป็น fiction และอะไรไม่ใช่ fiction

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะระบุว่าอะไรเป็น fiction หรือไม่ คือตั้งคำถามว่า “Can it suffer” มันเป็นทุกข์ได้รึเปล่า?

“บริษัทเปอร์โยต์” ไม่สามารถเป็นทุกข์ได้ เพราะมันไม่มีตัวตนอยู่จริง

ที่เป็นทุกข์ได้จริงๆ คือพนักงานเปอร์โยต์ เพราะมีตัวตน มีเลือดมีเนื้อ และมีคนที่เขาต้องดูแล


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องเลือกระหว่าง “บริษัท” กับ “ครอบครัว” เรามักจะเลือกอย่างแรก

เพราะมันตัดสินใจง่ายดี เนื่องจากบทลงโทษชัดเจนกว่า

เพราะถ้าเราทำงานไม่เสร็จ เราโดนเจ้านายดุแน่ๆ แต่ถ้าเรากลับบ้านดึก อย่างมากก็โดนแฟนบ่น

แต่ถ้าเราคิดจะเล่นแต่ “เกมสั้น” อย่างนี้ วันหนึ่งเราอาจจะหมดโอกาสเล่น “เกมยาว” ก็ได้

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าเราเลือกบริษัทบ่อยไปหน่อยแล้ว ให้พึงระลึกว่าบริษัทเป็นเพียง fiction ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง suffer ไม่ได้ และเราเองเป็นเพียง 0.1% ในองคพายพของเขา

คนที่รอเราอยู่ที่บ้านต่างหาก ที่เป็นของจริง เป็นคนที่ suffer ได้ และเราเป็น 50% ของชีวิตเขา

อย่าปล่อยให้ “เรื่องที่แต่งขึ้น” มาหลอกเราว่ามันมีความสำคัญกว่า “สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ” นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานอยากสุขกว่านี้ก็จงไปซื้อแกะ

20170317_buysheep

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งชายคนหนึ่งมาหานัสรูดินที่บ้าน แล้วพูดว่า

“ท่านเป็นคนเฉลียวฉลาดมากมาก โปรดช่วยเหลือข้าด้วยเถอะ บ้านของข้าคับแคบมาก ในบ้านข้ามีภรรยาลูก ๆ หลายคน ไหนจะพ่อข้าและแม่ข้าอีก เราไม่มีความสุขเลย”

“เจ้ามีแกะไหมล่ะ” นัสรูดินถาม

“ไม่มี” ชายผู้นั้นตอบ

“ไปซื้อมาเลี้ยงตัวหนึ่งซี” นัสรูดินให้ความเห็น “แล้วก็เลี้ยงเอาไว้ในบ้านนั่นแหละ”

“แต่ว่า” ชายคนนั้นท้วง “นั่นจะทำให้สถานการณ์แย่ลงอีก คงไม่ดีแน่”

“เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าหรือไม่ล่ะ” นัสรูดินถาม

“ให้ช่วยซิ”

“งั้นไปซื้อแกะมาตัวหนึ่ง”

สัปดาห์หนึ่งต่อมา ชายคนนั้นมาหานัสรูดินอีก นัสรูดินถามว่า “เจ้าซื้อแกะแล้วใช่ไหม”

“ซื้อแล้ว” ชายคนนั้นตอบ

“ตอนนี้เจ้ามีความสุขขึ้นไหม”

“เราไม่มีความสุข บ้านยิ่งแออัดมากขึ้นกว่าก่อน รู้สึกว่าจะแย่ลง”

“งั้นไปซื้อแม่ไก่อีก 6 ตัว เลี้ยงไว้ในบ้าน” นัสรูดินตอบและปิดประตูบ้านปัง

สัปดาห์ต่อมา เขาพบชายผู้นั้นเป็นหนที่สาม

ชายนั้นบอกว่า “เดี๋ยวนี้บ้านของเราแย่ยิ่งกว่าเดิมมาก”

นัสรูดินพูดว่า “ไปซื้อแพะ แล้วเลี้ยงไว้ในบ้านเจ้าอีกตัว”

อีกสัปดาห์ต่อมา ชายผู้นั้นบอกว่า “ตอนนี้ภายในบ้านของเราเดือดร้อนเพราะพวกนั้น สัตว์สี่ตีนสัตว์ปีก ชุลมุนไปหมด”

“ดีแล้ว” นัสรูดินตอบ “คราวนี้กลับไปแล้วขายแกะเสียนะ”

สัปดาห์ต่อมาชายผู้นั้นมาหานัสรูดินและพูดว่า “ตอนนี้ภายในบ้านค่อยสดชื่นขึ้น เพราะว่าแกะไปพ้นเสียแล้ว”

“เออดี” นัสรูดินตอบ “คราวนี้กลับไปขายไก่นะ”

สัปดาห์ต่อมา นัสรูดินพบชายผู้นั้นอีก ตอนนั้นชายนั้นมีความสุขมาก

“ข้าขายไก่ไปแล้ว ตอนนี้บ้านเราน่าอยู่จัง”

“งั้นก็ขายแพะเสียซิ” นัสรูดินแนะนำ

สัปดาห์ต่อมา ชายผู้นั้นกลับมาบอกกับนัสรูดินว่า “ตอนนี้เรามีความสุขอย่างยิ่ง”


ขอบคุณนิทานจาก PCR Site: ตอนนี้เรามีความสุขอย่างยิ่ง

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อย่าตอบว่า “อาจจะ”

20170315_maybe

ถ้าใจจริงเราอยากตอบว่า “ไม่”

Don’t say maybe if you want to say no.
-Unknown

เพราะคนไทยขี้เกรงใจ

เราจึงปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็น

เราจึงชอบแบ่งรับแบ่งสู้ ซึ่งบางทีก็เป็นการให้ความหวัง และทำให้คนเขารอคอยและเสียโอกาส

ถ้าเรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่อยากทำสิ่งที่เขาเสนอมา ก็อย่าตอบแบบกั๊กๆ อยู่เลย

ปฏิเสธให้ชัดถ้อยชัดคำและด้วยความนุ่มนวล

แม้จะทำให้เขาเสียใจตอนนี้ แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาคอยแล้วยังทำให้เขาเสียใจอีกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog

ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จงตามเสียงของหัวใจ

20170314_followyourheart

แต่อย่าลืมเอาสมองไปด้วย

“Follow your heart but take your brain with you.”
-Alfred Adler

วัยหนุ่มสาวคือวัยที่กำลังค้นหาว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เป็น passion และทางไหนที่จะพาไปสู่จุดหมายที่ตัวเองฝันไว้

เปรียบได้กับการเดินขึ้นเขา บางคนเดินได้ครึ่งทางก็ชักไม่แน่ใจ เริ่มตั้งคำถามว่านี่คือภูเขาที่เราอยากปีนรึเปล่า หรือบนยอดเขาวิวจะสวยจริงรึเปล่า ซึ่งก็มีสองทางคือจะเดินลงเขานี้เพื่อไปขึ้นเขาอื่น หรือจะลองเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาดูก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าหมู่หรือจ่า

เสียงหนึ่งอาจบอกว่า ก็ต้องเดินขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนสิ ไม่งั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ไม่ใช่

แต่อีกเสียงหนึ่งก็อาจบอกว่า ทางที่กำลังเดินอยู่มันหลุมบ่องูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะเหลือเกิน จะมาทนอยู่ทำไม ไปลองปีนเข้าลูกอื่นที่มันใช่กว่านี้ดีกว่า

แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีการไปถึงเป้าหมายมีได้หลายทาง เหมือนคนจะขึ้นเขา จะขึ้นจากทิศเหนือก็ได้ ขึ้นจากทิศใต้ก็ได้ หรือค่อยๆ เดินวนขึ้นไปก็ได้

แทนที่จะตะบี้ตะบันเดินขึ้นเขา หรือถอดใจไปเดินเขาอื่น มันอาจจะมีอีกหลายๆ ทางบนเขาลูกเดิมที่พร้อมให้เราเดินขึ้น ขอเพียงเราไตร่ตรองและพิจารณาดูดีๆ

เพราะการตามเสียงของหัวใจมันก็ดีอยู่หรอก แต่ใจคนเรามันเรรวนปรวนแปรจะตายไม่ใช่เหรอ

แถมไอ้สิ่งที่เราเรียกว่าเสียงของหัวใจน่ะ

บางทีอาจเป็นเพียงกิเลสที่ปลอมตัวมาก็ได้


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com