เทคนิค 3R เมื่อเป้าหมายเริ่มห่างไกล

20170518_3r

คนจำนวนไม่น้อยชอบตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย และกระตุ้นให้เราลุกขึ้นจากเตียงทุกวัน

เป้าหมายยิ่งยาก ยิ่งเสี่ยงเท่าไหร่ รางวัลที่ได้มาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

แต่หนึ่งในคำถามคลาสสิคที่คนชอบตั้งเป้าหมายมักพบกันก็คือ ถ้าความเป็นจริงกับเป้าหมายมันเริ่มห่างไกลขึ้นทุกที เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะไปต่อหรือควรจะยอมแพ้ (เพื่อไปจับเป้าหมายอื่นแทน)

Michael Hyatt ได้ให้ข้อคิดไว้ในพอดคาสท์ Smart Passive Income ซึ่งแม้จะไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังประสบปัญหาเป้าหมายกำลังจะหลุดมือนะครับ

เขาเรียกเทคนิคนี้ว่า 3R – Recommit, Revise, Remove

Recommit – บางทีการที่เราเหยาะแหยะหรือไม่กระตือรือล้นเท่าที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพราะว่าเราหลงลืมไปว่าเหตุใดเราถึงตั้งเป้าหมายนี้ตั้งแต่ต้น (Why?) ถ้าเราสามารถระลึกถึงเหตุผลนั้นได้  (และเหตุผลนั้นแข็งแรงพอ) เราก็จะมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งที่จะ recommit หรือตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะทำมันให้สำเร็จให้จงได้

Revise – สถานการณ์ในวันนี้ อาจจะแตกต่างจากสถานการณ์ตอนที่เราตั้งเป้าหมาย เราอาจจะเปลี่ยนงานใหม่ อาจจะมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น อาจจะเวลาน้อยลง เป้าหมายเดิมจึงไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์อีกต่อไป การรีวิวและปรับเป้าหมายจึงอาจเป็นไอเดียที่ดี

Remove – แต่หากเราพบว่าเป้าหมายที่เราเคยตั้งเอาไว้ ไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนและความสนใจของเราในวันนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะลบเป้าหมายนั้นทิ้ง เพราะการหยุดไม่ใช่อาชญากรรม หากเป้าหมายนั้นไม่ได้มีคุณค่าในสายตาเราอีกต่อไป ก็ควรจะเอาเวลาและพลังที่เรามีจำกัดนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

Michael Hyatt บอกว่าเราควรจะ Recommit ก่อน ถ้า Recommit ไม่ได้ก็ค่อย Revise แต่ถ้า Revise แล้วก็ยังไม่ใช่นั่นแปลว่าเราต้อง Remove แล้วครับ

หวังว่าเทคนิค 3R นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนชอบตั้งเป้าหมายนะครับ

(ส่วนใครไม่ชอบตั้งเป้าหมายก็ขอเชิญอ่านบทความนี้ได้เลย -> ปีใหม่นี้มาเลิกตั้งเป้าหมายกันเถอะ)


ขอบคุณข้อมูลจาก Smart Passive Income Podcast: SPI 243: How to Create Your Life Vision Plan with Michael Hyatt 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เข้าใจโรคซึมเศร้าใน 3 นาที

20170517_depression

เมื่อคืนนี้เจอพี่คนนึงนำข้อความนี้มาขึ้นไว้ในเฟซบุ๊ค ผมใช้เวลาอ่านเพียง 3 นาทีก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง คิดว่ามีประโยชน์มากเลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

— copy มาจากพี่ที่รู้จักกันท่านหนึ่ง —
เปลี่ยนหมอ เปลี่ยน โรงพยาบาล

นี่คือ บางส่วนของบทสนทนา หมอ และคนไข้ เมื่อวาน

หมอ: หมอจะอธิบายให้เข้าใจ ว่าโรคซึมเศร้ามันเกิดจากอะไรนะคะ จะได้รู้ว่า ต้องตั้งใจรักษาอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้น คุณก็จะเป็นๆหายๆแบบนี้ ไม่จบ จนตาย

คนไข้: ค่ะ (ตาโต กับคำว่า ‘จนตาย’)

หมอ: โรคนี้ มันเกิดจาก Attitude นิสัย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในอดีตของคุณที่ผ่านมา 17 ปีการทำงานที่คุณเล่าให้หมอฟัง คุณใช้ชีวิตแบบ ไม่บาลานซ์ ระหว่าง work-relax-sleep เลย…ที่ผ่านมา คุณมีแต่ work กับ การนอนที่ไร้คุณภาพ … ใช้ชีวิต ทำลาย neuron และสารสื่อประสาทในสมองจนเหี้ยน เหมือนผักที่คุณสับจนเละ และฝ่อไป ไม่มีจังหวะให้ฟื้นฟู จนเส้นประสาทมัน ต่อกันไม่ติด

คนไข้: (ก้มหน้ารับ)

หมอ: ทำลายสมองไม่พอ … เวลาเกิดความเครียดสะสม มันก็ก่อตัวพอกพูน เหมือนภูเขาน้ำแข็งใต้ทะเล เมื่อไม่มี relax ก็เหมือนไม่มีพลังบวกไปละลายน้ำแข็ง มันก็พอกๆกันเยอะขึ้นจนโผล่มาเหนือน้ำ ซึ่งก็แสดงออกมาในอาการป่วยที่เป็นอยู่ ต้องเพิ่ม relax เพิ่มการพักผ่อน และลดหรือเลี่ยงสิ่งเร้านะคะ

คนไข้: (คิดในใจ… หมออธิบายเก่งจัง)

หมอ: การ relax เช่น เล่นกับลูก (หยุด มองหน้าคนไข้) หรือหา ผ..เอ่อ แฟนก็ได้นะคะ (หยุด มองหน้าคนไข้อีก) เอ่อ หรือ หากิจกรรมทำกับเพื่อนๆ นะคะ

หมอ: (อธิบายต่อ) นอนพักให้พอ กินให้พอ ให้อาหารสมองนะคะ  ทำงาน ก็ทำแค่ในเวลางานนะคะ …คุณทำ IT หมอก็พอจะเข้าใจ ว่ามันต้องรับผิดชอบ แต่ถึงจุดที่ป่วยแล้ว ก็ต้องหยุดไม๊

คนไข้: … หมอพูด เหมือนเข้าใจคนทำ IT

หมอ: อ่อ ค่ะ คุณเป็น IT รายที่ 5 ที่มาหาหมอวันนี้

คนไข้: การรักษาล่ะคะ ต้องนานแค่ไหน จะหายไม๊

หมอ: โรคนี้ ต้องกินยารักษาต่อเนื่อง เพื่อให้ยาช่วยเติมสารสื่อประสาทและฟื้นฟูเส้นประสาท ให้กลับมาเหมือนเดิม เพิ่ม การนอนที่มีคุณภาพ เพิ่ม relax และต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต มุมมองและทัศนคติ ในการใช้ชีวิตใหม่ ….ความยาก คือ หมอต้องทดลองให้ยาทีละแบบ เพื่อดูผลข้างเคียง ถ้าไม่เวิร์ค ต้องเปลี่ยนไป จนกว่าจะเจอยาที่สมองเรารับ และ ย้ำ ว่าต้องรักษาต่อเนื่อง ประมาณ 1-2 ปี…. หายได้ แต่ต้องอดทน และสู้กับมัน

อย่ารักษาแบบเดี๋ยวกินยา เดี๋ยวดี เดี๋ยวหยุด เหมือนที่ผ่านมา ถ้าปล่อยเรื้อรัง ถึงจุดที่รักษายาก มันอาจถึงต้องใช้ไฟฟ้าช็อตสมองเพื่อช่วยให้เส้นประสาท สื่อถึงกันได้

คนไข้: (ทำหน้าประหลาดใจ) ขนาดนั้นเลยหรือคะหมอ เพิ่งรู้นะเนี่ย

หมอ: จริงๆ หมอไม่ได้ขู่ … ยังดีที่คุณ ยังไม่ถึงขั้น อยากฆ่าตัวตาย แต่ขั้นนี้ ที่ลุกไม่ได้ เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียว แบบนี้…ถ้าปล่อยไว้ เดี๋ยวความคิดที่ว่า ตัวเองไร้ความสามารถ ก็จะมา ท้ายที่สุด ถ้าไม่มีสติ จะไปขั้นที่น่ากลัว คือ จะคิดฆ่าตัวตายละ

คนไข้: (เว่อร์ไปไม๊หมอ)

หมอ: เอาล่ะค่ะ หมอจะจ่ายยาให้ กินทุกวันนะคะ อีกสองอาทิตย์เจอกัน

จบ …จ่ายค่าหมอและยาเกือบสามพัน เบิกประกันไม่ได้ เพราะเป็นหมอจิตเวช ค่าคุยกะหมออย่างเดียว สองพัน ในครึ่ง ชม.

แต่ขอบคุณหมอท่านนี้ ที่ทำให้เข้าใจ ว่าโรคซึมเศร้า อันตรายแค่ไหน

โรคนี้ ต้องจริงจังในการรักษาสินะ


แน่นอนว่าบทสนทนาสั้นๆ คงไม่อาจมีข้อมูลครบถ้วน แต่ผมคิดว่ามันก็ครอบคลุมใจความสำคัญๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที

บทเรียนสำหรับผมก็คือ

1. โรคนี้อาจจะเกิดกับใครก็ได้

2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

3. ที่แต่ก่อนคนไทยไม่ค่อยเป็นโรคนี้กันอาจเป็นเพราะว่าสภาพสังคมไม่ได้บีบคั้นให้ทำงานเยอะแบบไม่เป็นเวล่ำเวลาอย่างสมัยนี้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรชะล่าใจว่าเราไม่เป็นหรอก หรือแค่ปฏิบัติธรรมก็หายแล้ว (อาจจะช่วยได้บ้างในแง่การป้องกัน แต่ในแง่การรักษาคงยาก เพราะมันเป็นเรื่องของสารสื่อประสาทในสมอง ไม่ใช่แค่เรื่องจิตใจแล้ว)

ดูแลร่างกายและจิตใจกันให้ดีนะครับทุกคน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

หมุดหมายประจำวัน

20170516_peg

ขอโทษที่หายหน้าหายตาไปหลายวันนะครับ ไปงานแต่งงานเพื่อนที่ปราณบุรีมา กลับมาบ้านก็ป่วยออดๆ แอดๆ ทั้งผม แฟน และลูกเลย เลยไม่มีสมาธิเขียนบทความเท่าไหร่ แต่สัญญาว่าจะเขียนชดเชยให้นะครับ!

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าทำแล้วดีเลยอยากจะเอามาแชร์กัน

นั่นคือการกำหนดกิจกรรมซัก 3-4 อย่างที่เราตั้งใจจะทำทุกวัน

ผมอยากเรียกกิจกรรรมเหล่านี้ว่าหมุดหมายประจำวัน เพราะมันเป็นเหมือนหลักยึดที่จะส่งให้เราทำเรื่องอื่นๆ ได้ดีในวันนั้น

หมุดหมายประจำวันของผมมีดังนี้

  • เขียนไดอารี่ 5 นาที
  • วิดพื้น 50 ครั้ง หรือทำแพลงก์ 5 นาที
  • เรียนภาษาใหม่กับ Duolingo
  • สวดมนต์และหรือนั่งสมาธิ

ทั้ง 4 กิจกรรมนี้ ใช้เวลาอย่างละแค่ 5 นาที (ยกเว้นเรื่องนั่งสมาธิซึ่งอาจยาวนานกว่านั้น) ถ้าวันไหนผมตื่นเช้าหน่อย ก็จะทำทั้ง 4 อย่างนี้ให้เสร็จก่อนออกจากบ้าน แต่ถ้าวันไหนสถานการณ์ไม่เป็นใจ ก็อาจจะทำกิจกรรมบางอย่างระหว่างวัน หรือไม่ก็กลับมาทำบางข้อตอนกลางคืนแทน

แม้วันไหนทำงานมาเหนื่อยๆ แล้วไม่มีกะจิตกะใจจะวิดพื้นเยอะๆ ผมก็ยังบอกตัวเองให้วิดพื้นซัก 10 ทีก็ยังดี หรือถ้าง่วงเกินจะนั่งสมาธิ ก็ขอดูลมหายใจซัก 1 นาทีก็ยังดี

การทำกิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์หลายแง่

  • เป็นชัยชนะเล็กๆ ที่จะทำให้เรามีแรงฮึดไปสู้งานชิ้นใหญ่ๆ
  • เป็นการเดินทีละก้าวบนเส้นทางที่มีประโยชน์กับเราในระยะยาว
  • เป็นการให้ “เวลา” เป็นของขวัญกับตัวเอง แทนที่จะยกให้คนอื่นหมด

ข้อสังเกตอีกอย่างคือหมุดหมายประจำวันควรจะครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ

แต่ละคนย่อมมีหมุดหมายประจำวันไม่เหมือนกัน แต่อยากให้ลองคิดดูครับว่า อะไรบ้างที่เราชอบทำ และใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก (แต่ละกิจกรรมควรจะทำได้ในเวลาไม่เกิน 5 นาที เราจะได้ไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา) จากนั้นก็ทดลองทำดูติดต่อกันซักสามวันหรือห้าวันก็ได้

ลองแล้วได้ผลยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

 


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Pic & Pause: ภาพที่เขย่าขวัญที่สุด

20170512_horrific

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่า จึงขอนำภาพที่ผมเจอใน Quora เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า What is the most horrific picture you have ever seen? – ภาพที่น่ากลัวที่สุดที่คุณเคยเห็นคือภาพอะไร

หนึ่งในคำตอบคือภาพนี้ครับ

the-quality-of-mercy-is-not-strained_orig

ภาพนี้ได้ชื่อว่า The Kiss of Judas หรือ รอยจูบของยูดาส

ยูดาส คือหนึ่งใน 12 อัครสาวกของพระเยซู แต่เป็นคนที่ทรยศหักหลังพระเยซู จนทำให้พระเยซูโดนตรึงกางเขน ทำให้คำว่า Judas มีความหมายเดียวกับคำว่า “คนทรยศ” มานับแต่นั้น

ภาพที่คุณเห็นอยู่นี้เกิดขึ้นที่สเปน เป็นภาพของ “การสู้วัวกระทิง” ซึ่งเป็น “กีฬา” ของชาวสเปนที่มีมาช้านาน

ข้อมูลการสู้วัวจากเว็บคุณ Jiratchaya Sunantarod

อันที่จริงแล้ว คำว่า “การสู้วัว” นั้นเป็นการเรียกชื่อที่ผิดข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะมันเป็นการต่อสู้แข่งขันที่มีศักดิ์ศรีความสมน้ำสมเนื้อกันน้อยมากระหว่างมาธาดอร์ (ภาษาสเปน หมายถึง นักฆ่า) ผู้กวัดแกว่งดาบอย่างคล่องแคล่วว่องไวกับวัวที่มึนงง ว้าวุ่น ถูกทำร้ายจนพิการ ถูกข่มขู่ทรมานจนเสียขวัญ และถูกทอนกำลังจนอ่อนล้าเจียนสิ้นแรงล้มลงผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของเกมสู้วัวก็คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวและผู้จัดรายการสู้วัวต่างโหมประโคมว่าการสู้วัวนั้นเป็นการต่อสู้ที่สนุกสนานและยุติธรรม แต่สิ่งที่เขาไม่เอ่ยถึงก็คือวัวนั้นไม่เคยมีโอกาสป้องกันตัวเองและยิ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะรอดชีวิตไปได้ วัวจะถูกทอนกำลังให้อ่อนล้าก่อนอย่างจงใจด้วยวิธีการหลายแบบ เช่นปล่อยกระสอบทรายหล่นทุบลงบนหลังของมัน ส่วนการใช้ยานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดามากจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Salamanca ของสเปน พบว่า วัวสำหรับใช้ในการสู้วัวจำนวน 20 เปอร์เซนต์ถูกวางยาก่อนที่จะถูกปล่อยลงสนาม ในการสุ่มตัวอย่างวัว 200 ตัว พบว่าหนึ่งในห้าของจำนวนนี้มีการทายาแก้อักเสบเพื่อช่วยปกปิดบาดแผลต่าง ๆ ที่เกิดจากการทอนกำลังของมันก่อนหน้านี้ อีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันโดยปกติคือการ “เล็ม” เขาของวัวโดยการเลื่อยปลายเขาของมันออก 2-3 นิ้ว เขาของวัวก็เช่นเดียวกับหนวดของแมว มันใช้เป็นเครื่องนำทาง การถูกเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะทำให้การทำงานของมันเสียศูนย์ไป

ภาพนี้คือภาพของวัวที่ถูกส่งลงสนามเพื่อถูกฆ่า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดูและความสิ้นหวัง มันเหลือบไปเห็นใบหน้าใบเดียวที่มันรู้จัก นั่นคือใบหน้าของเจ้าของที่เคยเลี้ยงดูมันมา มันจึงวิ่งไปหาเจ้าของที่อาจจะเป็นคนสุดท้ายที่จะช่วยมันได้ แต่สิ่งเดียวที่มันได้รับคือรอยจูบอำลานี้ก่อนที่มันจะถูกปล่อยให้กลับไปเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

พอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับว่าทำไมภาพนี้ถึงได้ชื่อว่า Kiss of Judas – จูบของคนทรยศ

ผมใช้เวลาอยู่นานมากในการหาแหล่งที่มาของข่าวนี้แต่ก็หาไม่เจอ จึงมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนและดราม่าเกินจริง ผู้ชายที่อยู่ในรูปอาจจะไม่ใช่คนที่เลี้ยงวัวตัวนี้มาก็ได้

ถึงอย่างไรก็ตาม กีฬาสู้วัวกระทิงก็ยังคงมีอยู่จริง วัวกระทิงนับร้อยนับพันกำลังถูกฆ่าเพื่อความบันเทิงทุกปี และยังไม่มีทีท่าว่าการละเล่นนี้จะจบลงแต่อย่างใด

ถึงจะจูบหรือไม่จูบ แต่คนที่เลี้ยงวัวเพื่อขายมันเข้าสู่อารีน่าก็อาจจะได้ชื่อว่าเป็นคนทรยศอยู่ดีรึเปล่า? และพวกเขาต่างอะไรกับคนที่เลี้ยงวัวเพื่อขายมันเป็นอาหารให้พวกเรากินมั้ย?

สุดท้ายแล้วใครคือยูดาส? น่าคิดนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Gaurav Yadav’s answer to What is the most horrific picture you have ever seen 

ต้นทางของเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษ (25 Aug 2015) Some Dogs are Angels: The qualilty of mercy is not strained

ต้นทางของเรื่องนี้ที่เป็นภาษาเยอรมัน (23 Aug 2015) (กด See Translation ได้) Luigi V Temporin’s Facebook photo 

ขอบคุณข้อมูลการสู้วัวกระทิงจากเว็บคุณ Jiratchaya Sunantarod

การตัดสินใจจะถูกหรือผิด

20170510_right_decision

อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกข้อไหนมากเท่ากับว่าเราเลือกทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้ว

ใครที่ตามอ่านบล็อกนี้มาเรื่อยๆ อาจจะพอรู้ว่าตอนนี้ผมมาทำงานอยู่ที่ Wongnai แล้ว

คนส่วนใหญ่จะรู้จัก Wongnai ในฐานะแอพค้นหาร้านอาหาร แต่ “ยอด” ซึ่งเป็น CEO ของ Wongnai เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้วว่าเราต้องการจะเป็น lifestyle platform ที่ช่วยเชื่อมต่อคุณเข้ากับสิ่งดีๆ และทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ Wongnai จับมือกับ LINE MAN เพื่อทำธุรกิจ food delivery, จับมือกับ Alipay เพื่อจับตลาด mobile payment ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในเมืองไทย และเปิดตัว Wongnai Cooking เพื่อสร้าง community ของคนที่รักการทำอาหาร

การตัดสินใจแต่ละเรื่องล้วนมีความเสี่ยงและต้องลงแรงมากพอสมควร คำถามคือยอดรู้ได้ยังไงว่า Wongnai ตัดสินใจถูกต้องที่จะลงมาทำธุรกิจเหล่านี้

คำตอบที่ผมคิดได้ก็คือ แน่นอนว่าเราต้องศึกษาตลาดและทำการบ้านมาระดับหนึ่ง แต่เราไม่รู้หรอกว่าผิดหรือถูกจนกว่าจะได้ลองลงมือทำ

ระบบการศึกษาทำให้เราเติบโตมากับข้อสอบปรนัยที่มักจะมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว

แต่ในชีวิตจริง คำตอบจะผิดหรือจะถูก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวคำตอบมากเท่าคนทำข้อสอบ

ถ้าคนทำข้อสอบชีวิตเก่ง ไม่ว่าจะเลือกข้อ ก. ข้อ ข. ข้อ ค. หรือ ข้อ ง. ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เข้าท่าทั้งนั้น

ส่วนคนที่ไม่เก่ง ไม่พยายาม ไม่ขวนขวาย ไม่ว่าจะเลือกข้อไหนก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดีก็ได้

ดังนั้น หากวันหนึ่งต้องเจอกับหลายทางเลือก ก็ไม่จำเป็นต้องเครียดมากนักกับการเลือก “ข้อที่ถูกที่สุด”

อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราจึงไม่มีทางมีข้อมูลได้ครบถ้วนอยู่แล้ว เท่าที่ผมสังเกต คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจจึงมักตัดสินใจหลังจากที่เขามีข้อมูลเพียง 60-70% จากนั้นก็หาทาง make it work

คนที่ประสบความสำเร็จจึงอาจจะไม่ได้มีข้อมูลมากกว่าคนอื่น หรือปราดเปรื่องกว่าคนอื่น หรือ “เลือกข้อที่ถูกต้อง” ได้เก่งกว่าคนอื่น เพียงแต่เขากล้าตัดสินใจ แล้วก็ลุย แล้วก็เรียนรู้แก้ไขไปเรื่อยๆ จนทำให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องไปโดยปริยาย

การตัดสินใจจะถูกหรือผิดจึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกข้อไหน

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้วมากกว่า


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/