นิทานมีเทียนไหมครับ

20181115_candle

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งย้ายบ้านมาใหม่ พบว่าข้างบ้านเป็นครอบครัวยากจน มีแม่หม้ายและลูกอีกสองคน

คืนนั้นไฟฟ้าเกิดดับ เหลือแต่แสงจันทร์ส่องสลัวๆ

สักพัก หญิงสาวได้ยินเสียงเคาะที่ประตู เมื่อเปิดออกจึงพบว่าเป็นเด็กข้างบ้าน

เด็กน้อยสบตาเธอด้วยความประหม่า

“คุณน้าครับ มีเทียนไหมครับ?”

หญิงสาวคิดในใจ ครอบครัวนี้คงจนน่าดู แต่ถ้าฉันให้เทียนไป คราวหน้าก็คงจะมาขออีก จึงตอบไปห้วนๆ ว่า

“ไม่มี!”

ขณะที่เธอกำลังจะปิดประตู เด็กน้อยก็ยิ้มให้เธออย่างไร้เดียงสา

“นึกแล้วว่าไม่มี”

พูดจบก็ควักเทียน 2 เล่มจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้

“แม่ผมเป็นห่วงว่าคุณน้าอยู่คนเดียว ตอนไฟดับอาจไม่มีเทียนใช้ เลยให้ผมเอาเทียนมาให้คุณน้าครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บนิทานน้ำใจไมตรี

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

สุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

20181115_numbersonpaper

อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้ง Asian University เคยเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากที่เขาได้สร้างบริษัทจนเข้าตลาดหุ้นได้ เขาก็ถามตัวเองว่าจะทำอะไรต่อดี ระหว่างทำให้บริษัทเติบโตขึ้นกับสร้างมหาวิทยาลัยแห่งใหม่

แล้วอาจารย์ก็ได้คำตอบว่าถ้าเขาเอาพลังและเวลาอีก 10 ปีไปทำให้บริษัทเติบโตขึ้น 10 เท่า อย่างมากอาจารย์ก็จะได้เลขศูนย์มาห้อยท้ายในบัญชีอีกหนึ่งตัว (I will have one more stupid zero in my bank account)

แต่ถ้าเขาลงแรงกับการสร้างมหาวิทยาลัย เมืองไทยอาจจะมีสถาบันการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

สุดท้ายอาจารย์วิพรรธ์เลือกอย่างหลัง และผมโชคดีมากที่ได้จบจากสถาบันนี้*

—–

ถ้าถามถึงมื้ออาหารที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คำตอบของผมคืออาหารมื้อเที่ยงที่ผมไปกินกับแฟนหลังจากจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรักเมื่อสี่ปีที่แล้ว

ผมเป็นเจ้ามือ เราไปกินเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นย่านเอกมัยที่ราคาค่อนข้างสูง เรากินซูชิกันอิ่มหนำมาก เชฟก็อารมณ์ดีปั้นแต่คำใหญ่ๆ ทั้งนั้น

ผมจำไม่ได้แล้วว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกอิ่มเอมในวันนั้นยังคงอยู่กับผมถึงทุกวันนี้

——

ช่วงก่อนแต่งงาน ผมพาแฟนไปเที่ยวญี่ปุ่น นั่งรถบัสจากชินจูกุลงไปเมืองคาวากูชิโกะเพื่อจะเชยชมภูเขาไฟฟูจิซึ่งแฟนอยากเห็นมานานแล้ว (ส่วนผมเคยมาเที่ยวแล้วครั้งนึง)

แต่พอไปถึงก็ต้องผิดหวัง เพราะเมฆหมอกบดบังทัศนียภาพของฟูจิไปเกือบทั้งลูก ผมบอกแฟนว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีอีกวัน เราเข้าที่พัก แล้วยืมจักรยานของโรงแรมมาปั่นเล่นยามเย็น

และแล้วช่วงห้าโมงกว่าๆ เมฆหมอกก็คลี่คลาย เผยให้เห็นภูเขาไฟฟูจิอันงดงาม แต่สิ่งที่งดงามยิ่งกว่าคือรอยยิ้มแก้มปริของแฟนที่ได้เห็นฟูจิเป็นครั้งแรกในชีวิต

——

ผมโชคดีที่เป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยไม่ค่อยใส่ใจมากนักว่าประสบการณ์นี้ต้องแลกด้วยเงินเท่าไหร่ ตราบใดที่มันดูสมเหตุสมผลและไม่เกินกำลังของเรา

เพราะสุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขในบัญชี

หรือตัวเลขในบิลค่าอาหาร

หรือตัวเลขที่เราใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราจะลืมราคา และจะจำได้แค่ moment ดีๆ

เมื่อชีวิตเดินถึงปลายทาง ใครจะมานั่งสนใจว่า ณ ปีนั้น-ปีนี้ เรามีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่

สิ่งที่เราจะระลึกถึงและทำให้ยิ้มได้ คือประสบการณ์ดีๆ กับคนที่เรารักเท่านั้นเอง

—–

* Asian University ปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม อ่านสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในบทความ Asian U Always ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

กล้าพอไหม

20181114_braveenough

ที่จะให้ทาง

ที่จะไม่ขึ้นเสียง

ที่จะฟังเขาอย่างตั้งใจ

ที่จะยอมเสียเปรียบเสียบ้าง

ที่จะกล่าวขอโทษก่อนแม้ว่าเราไม่ผิด

ที่จะปิดแอร์ห้องในโรงแรมเวลาเราไม่อยู่ในห้อง

ที่จะทำสิ่งที่เราเชื่อว่าดีแม้คนรอบข้างจะไม่มีใครทำ

ความกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่

หลายครั้ง ความกล้าหาญเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ให้เราลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่มุ่งหมายความสุขมวลรวมและลดอัตตาตัวตนครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์

20181112_nothingtoprove

ตอนเด็กๆ เราจะมีนิสัยชอบพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่งแค่ไหน

สมัย 6 ขวบผมชอบพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่เห็นว่ากินเผ็ดได้ด้วยการกินโบโลน่าพริกทั้งแผ่นโดยไม่สะทกสะท้าน (แท้จริงแล้วผมพยายามกัดให้ไม่โดนพริก แล้วใช้วิธีกลืนพริกไปทั้งดุ้นเลย)

พอเรียนประถมผมก็มักจะเดินออกจากห้องสอบเป็นคนแรกๆ เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราทำข้อสอบเสร็จเร็วแค่ไหน

พอวัยรุ่น ผมก็ชอบพูดแทรกคนนั้นคนนี้เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าผมก็รู้เรื่องนี้นะ

แม้กระทั่งอายุมากขึ้นแล้ว นิสัยนี้ก็ยังไม่หาย เพียงแต่เพิ่มชั้นเชิงและความแนบเนียน

กลับดึก เพราะต้องการพิสูจน์ให้หัวหน้าเห็นว่าเราเป็นพนักงานที่ดีแค่ไหน

ซื้อมือถือรุ่นใหม่ เพื่อพิสูจน์ให้เพื่อนเห็นว่าเราก็มีเงินและมีรสนิยม

ไปวิ่งและแคปจอขึ้นเฟซบุ๊คเพื่อให้เห็นว่าเรารักสุขภาพ

ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดอะไร เพียงแต่อยากชวนมาตั้งคำถามว่าแรงที่ผลักดันให้เราทำอย่างนั้นแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

อยากเติบโตในหน้าที่การงาน? อยากดูดี? อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น?

และการที่เราต้องพิสูจน์นั้น แสดงว่าลึกๆ แล้วเราขาดความมั่นใจรึเปล่า?

คนที่หน้าตาดีจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองหน้าตาดี คนที่มีฐานะจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีฐานะ และคนที่มีบารมีจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีบารมี

การที่เราต้องพิสูจน์ อาจแปลว่าเรายังขาดสิ่งนั้นอยู่ก็ได้

ในทางกลับกัน การเติบโตอย่างแท้จริง หรือการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง อาจหมายถึงการไปถึงจุดที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งทุกอย่าง แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง

ถ้าทำได้ เราก็แค่รู้ตัวว่าทำได้ ไม่จำเป็นต้องอวดใคร

ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่าเราทำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องอายใคร

ถ้าเราสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ ผมว่ามันก็น่าจะดีนะครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าทาสีก่อนลงเสาเข็ม

20181112_paint

เราเสียเวลาไปไม่น้อยกับการทำงานผิดขั้นตอน

สมมติเราจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด แทนที่เราจะวางแผนก่อนว่าจะเล่าเรื่องแบบไหน อะไรคือหัวข้อหลักๆ เรากลับเปิด Powerpoint ขึ้นมาแล้วโซโล่เลย

แถมตอนทำสไลด์ เราก็มักจะติดอยู่กับสไลด์ใดสไลด์หนึ่งเป็นเวลานานๆ เพราะมัวแต่แต่งรูปหรือทำ animation อยู่ การทำงานก็เลยกระฉึกกระฉักไม่เสร็จซักที

เวลาผมเขียนบทความ ถ้าถึงจุดไหนที่ผมไม่มีข้อมูล ผมจะไม่หยุดเขียนเพื่อเข้า Google แต่ผมจะมาร์คเอาไว้ว่าตรงนี้ต้องกลับมาใส่ข้อมูลเพิ่มนะ

เป้าหมายเดียวของผมในการนั่งลงคราวนี้คือเขียนให้จบบทความ ข้อมูลจะขาดไม่เป็นไร พิมพ์ผิดบ้างไม่เป็นไร ข้อความไม่สละสลวยไม่เป็นไร ยังไม่มีรูปไม่เป็นไร เพราะเรื่องเหล่านี้ผมกลับมาตามเก็บทีหลังได้ทั้งหมด

เวลาเราจะสร้างบ้าน เราต้องลงเสาเข็มให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเทพื้น ก่อผนัง โบกปูน และอื่นๆ อีกมากมาย การทาสีบ้านเราจะเก็บไว้ทำเป็นเรื่องท้ายๆ เพราะถ้าทาสีก่อน เดี๋ยวมันก็เลอะแล้วก็ต้องทาใหม่อยู่ดี

ลองสำรวจการทำงานของเราให้ดีนะครับว่า ในหลายครั้งหลายครา เรากำลังทาสีบ้านทั้งๆ ที่ยังลงเสาเข็มไม่เสร็จรึเปล่า และเหตุผลที่เราชอบทาสี ก็เพราะว่ามันง่ายและสนุกกว่าการลงเสาเข็มใช่หรือไม่

ถ้าใช่ ก็ลองฝืนตัวเองดู ทำงานตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แล้วงานจะเสร็จเร็วขึ้นไม่น้อยเลยครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt