“รอให้มีเวลาก่อน”

20181121

คือการหลอกตัวเองที่คลาสสิคที่สุดในโลก

เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่ เวลายิ่งมีน้อยลงเท่านั้น

เมื่ออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบย่อมมากขึ้น คนที่ต้องดูแลก็มีมากขึ้น เวลาที่จะทำในสิ่งอยากทำเลยยิ่งหดหาย

การตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเรา ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่มันคือการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกชั่วโมงของทุกวันว่าเราจะใช้มันไปกับอะไรบ้าง

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลา แต่จง “จัดเวลา” ให้กับสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงกันเถอะ

เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย

20181119b

แต่ละวันเรามีเรื่องให้หงุดหงิดได้ตลอด

คนขายกาแฟพูดจาไม่เพราะ

เฟซบุ๊คโหลดช้า

น้องในทีมคุยกันเสียงดัง

ได้ถั่วงอกทั้งๆ ที่สั่งเล็กไม่งอก

คนที่เราไม่ชอบดูมีความสุขกว่าที่ควร

นี่เรากลายเป็นผดุงความถูกต้องของโลกใบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?

คนที่หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยถือเป็นคนมีกรรมนะครับ แทนที่จะเห็นคุณค่าของ 100 เรื่องที่เป็นดั่งใจ เรากลับหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับ 1 เรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ แต่ละวันจึงแทบไม่เหลือช่องว่างให้เรามีความสุขหรือความสบายใจเลย

เรื่องบางเรื่องมันน่าหงุดหงิดก็จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องหงุดหงิดก็ได้

เพราะการหงุดหงิดแต่ละครั้ง ไม่น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับใคร

แต่คนที่เสียประโยชน์แน่ๆ คือตัวเราเองครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าคิดอะไรไม่ออก

20181119.png

ให้ลงมือทำไปก่อน

ทราบมั้ยครับว่า สำหรับผม การเขียนบทความเป็นเรื่องค่อนข้างง่ายทีเดียว

สิ่งที่ยากกว่าการเขียนบทความมากๆ คือการคิดประเด็น

ถ้าคิดประเด็นไม่ออก ผมจะร้อนรนไปทั้งวัน ต้องเข้าเน็ต ต้องพลิกหนังสือ ต้องกลับไปดูโน๊ตเก่าๆ บางทีก็ต้องออกไปวิ่งให้หัวสมองมันเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่าง

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเจอประเด็นที่น่าสนใจ แต่พอได้ประเด็นมาแล้ว กระบวนการเขียนใช้เวลาแค่ 15-30 นาทีเอง

แต่ก็มีบางครั้ง ถ้าคิดประเด็นอะไรไม่ออกจริงๆ ผมจะมานั่งหน้าจอคอมเปล่าๆ แล้วลงมือพิมพ์

พิมพ์อะไรก็ได้ที่ผ่านเข้ามาในหัว เพียงไม่นาน ประเด็นมันก็จะผุดขึ้นมาเอง

การลงมือทำอะไรบางอย่าง คือการเปิดทางให้สมอง

คนเรามักจะต้องรอ inspiration ก่อน ถึงจะเกิด motivation แล้วค่อยเกิด action

Inspiration > Motivation > Action

แต่ถ้าเราต้องผลิตงานทุกวัน การนั่งรอ inspiration เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือ

Action > Motivation > Inspiration

ลงมือทำอะไรซักอย่างก่อน เมื่อได้เริ่มต้นแล้วแรงผลักดันจะตามมาเอง และถ้าโชคดีก็อาจะได้แรงบันดาลใจที่จะส่งผลให้งานมันออกมาดีกว่าที่คาด

คิดอะไรไม่ออก ให้ลงมือทำไปก่อน

แล้วเดี๋ยวก็จะคิดออกเอง

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

เราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

20181118_notthatimportant

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีเพื่อนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พอเราบอกให้ลาหยุดไปเที่ยวเสียบ้าง เขาก็จะตอบว่าลาไม่ได้หรอก

เหตุผลที่ดีก็คือ ถ้าเขาลา งานจะไม่เดิน

แต่เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพียงเพราะเขาต้องการรักษาความเชื่อที่ว่า เขาเป็นคนสำคัญขององค์กร

แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกนะครับ

ต่อให้วันนี้เราลาออกกะทันหัน พรุ่งนี้องค์กรก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่องค์กรไม่มีทางพังเพราะเราไม่อยู่อย่างแน่นอน

ถ้าคนอย่าง บิล เกตส์ ยังวางมือจากไมโครซอฟท์ได้ เราเป็นใครกันถึงจะวางมือจากงานไปเที่ยวซัก 3-4 วันไม่ได้?

สำคัญตัวเองให้น้อยลง สอนคนอื่นให้สามารถทำงานแทนตอนที่เราไม่อยู่ แล้วกายกับใจจะเบาขึ้นเยอะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เติมตัวเองให้เต็มก่อน

20181117_fillyourselffirst

เวลาผมเจอน้องที่มาบอกกับผมว่าหมดไฟในการทำงาน ผมจะถามเขากลับว่า นอนกี่โมง และเสาร์อาทิตย์ทำอะไร?

ส่วนใหญ่มักจะตอบกันว่านอนตีหนึ่งตีสองเพราะเอางานกลับไปทำที่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งทำงานเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ผมมักจะแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ให้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วนอนให้เยอะๆ หน่อย

ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่นี้ หลายคนก็กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ความยากของเด็กที่เพิ่งจบใหม่แล้วต้องเจองานหนัก คือไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบริหารเวลาอย่างไร

เมื่องานมันเยอะและกดดัน ก็เลยมักจะเทเวลาให้กับงานเสียหมด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะพอไหว แต่นานๆ ไปก็จะหมดแรงและหมดใจเอาดื้อๆ

ผมจึงมักบอกน้องๆ เสมอว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราบ้าง อย่าปล่อยให้หัวใจแห้งผากจนเกินไป

เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้

เหมือนออฟฟิศอยู่ทองหล่อ จะขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านอยู่พระราม 2 ถ้าน้ำมันเราเหลือ 1 ขีด เป็นใครก็ต้องแวะเติมน้ำมันก่อนทั้งนั้น

การมีน้ำใจ การขยันทำงาน การรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน

การเติมตัวเองให้เต็มก่อนจึงไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจโลกและยึดผลประโยชน์ระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ถ้าน้ำมันเหลือ 1 ขีดแต่ดันทุรังขับรถไปส่งเพื่อนนอกเมือง น้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายนะครับ