ทุกข์ประดิษฐ์

20190120b

เพราะสมองของคนเราคิดอะไรไปได้ต่างๆ นานา

เชื้อเล็กๆ เพียงเศษผงก็พอแล้วที่จะจุดไฟดวงใหญ่ที่เผาไหม้จิตใจได้

ตัดผมใหม่มาแล้วเราไม่มั่นใจ มาถึงออฟฟิศเจอคนมองหน้าเราหน่อยเดียว เราก็คิดไปเองเลยว่าเค้าต้องเห็นว่าทรงผมเราตลกแน่ๆ แล้วเราก็เสียเซลฟ์ไปทั้งวัน

โทร.ไปหาแฟน แฟนไม่รับสาย ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าแฟนต้องแอบมีกิ๊กและความสัมพันธ์ของเราครั้งนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้า

เขียนบล็อกหนึ่งตอน มีคนบอกว่าชอบ 100 คน แต่มี 1 คนมาบอกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นผิดพลาด เราก็หงุดหงิดหมกมุ่นกับหนึ่งคนนั้นได้ทั้งวัน บทสนทนาในจิตนาการผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าเราจะเถียงเขากลับยังไง เขาจะตอบกลับมายังไง แล้วเราจะเอาชนะเขาได้ยังไง

ยิ่งปรุงแต่งยิ่งเมามัน ยิ่งเมามันยิ่งร้อนรน หาความสุขความสงบในจิตใจไม่ได้เลย

ถ้าโชคดีมีสติมากพอ เราอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทุกข์ที่เขาให้เรามานั้นนิดเดียว เขาแค่เป็นประกายไฟเล็กๆ แต่หลังจากนั้นเราเองต่างหากที่เป็นคนใส่เชื้อเพลิงและกระพือไฟให้ลุกลามใหญ่โต

“The pain is real but the cause is invented.”
-Seth Godin

ลองสำรวจทุกข์ทั้งหลายในใจเรา แล้วจะพบว่าเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นทุกข์ประดิษฐ์ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เพราะมันง่ายกว่า

20190120.png

เราปล่อยให้บ้านรก เพราะการอยู่กับบ้านรกๆ มันง่ายกว่าการลุกขึ้นมาจัดบ้าน

เราทนทำงานอยู่ดึกๆ เพราะการอยู่ดึกนั้นง่ายกว่าการหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ รวมถึงง่ายกว่าการต้องเผชิญสายตาของคนอื่นๆ ในออฟฟิศที่เห็นเรากลับบ้านเร็วกว่าเขา

เรานั่งทำสไลด์หลายร้อยหน้าโดยไม่วางแผนก่อนว่าอะไรคือ key message ของเรา เพราะการนั่งทำสไลด์เป็นร้อยหน้ามันง่ายกว่าการคิดให้หัวแตกว่าอะไรคือ key message

เราไม่กล้าปฏิเสธเวลาเจ้านายเอางานที่ไม่เมคเซ้นส์มาให้ เพราะการ say yes มันง่ายกว่าการถามเจ้านายว่าทำไมต้องทำงานชิ้นนี้

เราทนอยู่กับลูกน้องที่ไม่ได้เรื่อง เพราะการปล่อยให้ลูกน้องเป็นอย่างนั้นง่ายกว่าการคุยกับเขาเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงหรือเชิญให้เขาไปหางานใหม่

เราตอบโต้คนที่มายั่วโมโห เพราะการตอบโต้ง่ายกว่าการสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเลือกที่จะไม่ตอบโต้

เราส่งไลน์หาเพื่อนๆ และคนในครอบครัว เพราะเราใช้ไลน์บ่อยเสียจนเรารู้สึกว่าการส่งไลน์ง่ายกว่าการยกหูโทร.คุยกัน

เรานอนไถมือถือจนดึกดื่น เพราะมันง่ายกว่าการลุกขึ้นไปอาบน้ำ

เราใช้ชีวิตแบบส่งส่ง เพราะมันง่ายกว่าการใช้ชีวิตอย่างมีเจตนา

เป็นเวลาเกือบสองแสนปีที่มนุษย์ Homo Sapiens หาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล วันนี้มีกิน พรุ่งนี้อาจจะไม่มีกินก็ได้ สมองและร่างกายของคนเราจึงถูกออกแบบให้ “ประหยัดพลังงาน” ไปโดยปริยาย

เราจึงมองหา the path of least resistance หรือเส้นทางที่สะดวกได้สบายดีที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร

แต่การที่เรามักเลือกทางที่ง่ายนี่แหละที่เป็นตัวปัญหา

เพราะมันง่ายแค่ตอนที่เราเลือกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมามันทำให้ชีวิตโดยรวมเรายากขึ้น

เลือกทางที่ยากดีกว่ามั้ย อาจต้องใช้พลังใจและพลังกายมากกว่า แต่เราอยู่ในยุคที่หาอาหารมาเติมพลังงานให้กับร่างกายได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องซับซ้อนและวุ่นวายเพราะเอาแต่เลือกทางที่ง่ายอยู่เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานวัวหางดำ

20190118_whitecow

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งควายพูดกับวัวว่า

“ตัวเธอน่ะมีสีขาวสวยงามมากจริงๆ นะ สวยกว่าวัวทุกตัวที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ เสียอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง”

“อะไรหรือ” วัวถาม

“ก็ปลายหางของเธอน่ะดำปี๋เลย ดูแล้วไม่สวย เธอไม่น่าจะมีสีดำตรงนั้นเลยนะ”

“ก็จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะจ๊ะ สีดำตรงนั้นมันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา”

“ก็นั่นน่ะสิ ไม่รู้จะมีมาทำไมนะ ทำให้เธอเป็นวัวที่มีตำหนิ ไม่สวยเลยล่ะ”

ควายยังแสดงความคิดเห็นต่อ ส่วนวัวก้มลงเล็มหญ้า ไม่ได้พูดอะไรอีก

หลังจากวันนั้น ควายก็ยกเอาเรื่องปลายหางสีดำของวัวขึ้นมาพูดทุกวัน

“สีดำตรงปลายหางเธอนี่ไม่สวยเลยนะ”

“ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนมีรอยตำหนิล่ะ”

“ถ้าเธอไม่มีรอยดำตรงปลายหาง เธอต้องสวยกว่านี้แน่”

“สีดำนั้นดำมากเลยนะ เธอไม่น่ามีมันเลยล่ะ”

ในที่สุดวัวก็ทนไม่ไหว พูดกับควายว่า

“พอที ทำไมเธอต้องมามองแต่จุดดำของฉัน ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่า เธอน่ะดำหมดทั้งตัวเลย”

—–

ขอบคุณนิทานจากดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จากเว็บ Prakal’s Blog

ยิ่งประหยัดยิ่งเสียหาย

20190117_saveandlose

ตัดสินใจทำบัตรเครดิตเพื่อจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย แถมใช้บัตรบ่อยๆ จะได้สะสมแต้มไปซื้ออะไรได้อีกเยอะแยะ

มูลค่าของสิทธิพิเศษและของที่เราประหยัดได้ อาจไม่เท่ากับการใช้จ่ายแบบซื้อเงินสดเป็นหลัก เพราะการจ่ายเงินสดเราจะยับยั้งชั่งใจมากกว่า “เจ็บปวดกว่า” เวลาต้องกด ATM จ่ายแบงค์พันหลายๆ ใบ

ในหนึ่งเดือน ถ้าเราซื้อเงินสด เราอาจซื้อของ 10,000 บาท

แต่ถ้ามีบัตรเครดิตหลายใบ และเราพยายามจะใช้มันให้คุ้มที่สุด เราอาจจะจ่าย 20,000 บาท ได้ส่วนลดอีก 2000 บาทเท่ากับจ่าย 18,000 บาท

ใช้บัตรเดรดิต ประหยัดเงินไปได้ 2,000 บาท

แต่ใช้เงินสด ประหยัดเงินไปได้ถึง 18,000-10,000 = 8,000 บาท

ถึงจะได้ของมาเพิ่มหรือได้บริการมาเพิ่ม มันก็อาจไม่ใช่ของที่เราต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

—–

เราเอาแอปที่เราใช้บ่อยๆ ไว้ใน home screen ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, LINE จะได้ประหยัดเวลา กดคลิ้กเดียวก็เปิดได้เลย

แต่ยิ่งเปิดง่าย เราก็ยิ่งเปิดบ่อย และมีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับมันมากขึ้น

แต่ถ้าเราเอาแอปไปไว้ให้มันใช้งานยากขึ้นอีกหน่อย แทนที่เราจะใช้เฟซบุ๊ควันละ 45 นาที อาจจะเหลือใช้เพียงวันละ 15 นาทีก็ได้

——

เราชอบซื้อของทีละเยอะๆ เช่นซื้อยาสีฟันเป็นโหล หรือซื้อมาม่าทีละ 10 ห่อ เพราะราคาต่อหน่วยถูกกว่า ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ

พอสามเดือนผ่านไป ก็มักจะพบว่ายาสีฟันหลอดที่สามหรือหลอดที่สี่นั้นเหลวเสื่อมสภาพไปแล้ว ส่วนมาม่าก็หมดอายุต้องเอาไปทิ้ง กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ของถูก เรากลับจ่ายแพงกว่าปกติกถึง 2-3 เท่า

——

ประหยัดได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรประหยัดอย่างมีสติ

และควรมองให้ออกว่าโดนเขาหลอกอยู่รึเปล่าครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

รักน้อยๆ แต่รักนานๆ

20190113_slowbutsure

คนไทยที่อายุเกิน 30 หลายคนน่าจะเคยใช้ Hi5 ที่เป็นเว็บเอาไว้แชร์รูปภาพแล้วกดเป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้า บางคนมีเพื่อนเป็นพันๆ หมื่นๆ คน

ช่วงหนึ่ง Hi5 เคยดังมากๆ เพื่อนผมมีโปรไฟล์ Hi5 กันแทบทุกคน แต่การมาถึงของ Facebook ก็ทำให้ Hi5 ล่มสลายไป

ในอีกมุมหนึ่ง อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราใช้อย่างแพร่หลาย 20 ปีแล้ว

และแม้จะมี social media อย่าง Hi5, Facebook, Twitter, Instagram เข้ามามากมายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อีเมลก็ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ยังคงอยู่กับเราอย่างเหนียวแน่น

โทรศัพท์ Nokia ก็คล้ายๆ กับ Hi5 ช่วงหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia ก่อนที่ Nokia จะโดนตีตลาดด้วย Blackberry ซึ่งก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองไม่แพ้กัน (อย่างน้อยก็ในคนกรุงเทพ)

แล้วทั้ง Nokia และ Blackberry ก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อสตีฟจ๊อบส์เปิดตัว iPhone แถมหมัดสองด้วย Android จาก Google จากนั้นมาคนก็หันมาใช้ smartphone ทิ้งให้ Nokia และ Blackberry เหลือเพียงอดีตอันยิ่งใหญ่

ของที่มาเร็ว มาแรง ดังเร็วนั้น มีความเสี่ยงที่จะไปเร็วและดับเร็วด้วยเช่นกัน

ของที่จะอยู่คู่กับเราไปนานๆ มักจะเป็นของที่ไม่หวือหวามากนัก เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ก็มีความคลาสสิค เพราะมีเวลาสร้างรากฐานจนมั่นคงในใจคน

ผมจึงมีความรู้สึกว่าของเหล่านี้แม้จะถูกกระทบอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่หายไปไหน

วิทยุ vs พ็อดคาสท์
หนังสือ vs อีบุ๊คส์/audiobooks
ดินสอ vs แล็ปท็อป

เพราะมันไม่ได้เท่ ไม่ได้เก๋อะไรมากมายมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่เคยเป็นของฮิต ไม่เคยเป็นของอินเทรนด์

แต่เมื่อไม่เคยอินเทรนด์ มันจึงไม่เคยตกเทรนด์ด้วยเช่นกัน

อีก 20 ปี ในวันที่สมองมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เราอาจไม่จำเป็นต้องพิมพ์อะไรลงแป้นคีย์บอร์ดอีกต่อไป แล็ปท็อปอาจจะสูญพันธุ์ แต่ถึงกระนั้นผมว่าเราก็น่าจะยังใช้ดินสอขีดเขียนอะไรลงกระดาษอยู่ดี

พอคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ หากเราไม่ได้โตเร็วเหมือนใครเขา

บล็อก Anontawong’s Musings กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 เขียนมา 1400 ตอนแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เพจใหญ่ คนตามยังไม่เยอะมาก ถึงกระนั้นก็เป็นคนที่มีคุณภาพและมี engagements กับเพจสูงจนน่าชื่นใจ

ค่อยๆ โตช้าๆ ไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่หลงตัวเองว่าดังแล้ว และจะได้เอาพลังไปโฟกัสกับการผลิตงานที่ดีออกมาวันละชิ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ นะครับ 🙂

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 7 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb