ถ้าอยากสำเร็จก็จง do the reps

Reps ย่อมาจาก repetitions หรือการทำซ้ำ

คำว่า reps คือศัพท์ที่คนเข้าฟิตเนสหรือ weight training จะรู้จักกันดี

เช่น 8 reps 3 sets ก็คือยกน้ำหนัก 8 ครั้งนับเป็น 1 เซ็ต พักสักหน่อยแล้วทำอีก 2 เซ็ตก็จะครบ 3 เซ็ต

ในกีฬาอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอลก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันคือ “drill” ซึ่งหมายถึงการฝึกทักษะอะไรบางอย่างติดๆ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเลย์อัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือกระโดดโหม่งบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่บริษัทเก่าของผมเรามีวงดนตรีที่มักจะนัดซ้อมเพื่อเล่นงานปีใหม่ น้องมือกลองจะบอกว่าเขาต้องซ้อมท่อนที่ยากๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่า “กล้ามเนื้อจะจำได้” ตอนนั้นพวกผมก็แซวว่าอะไรจะขนาดนั้น แต่พอมาอ่านเจอคอนเซ็ปต์ muscle memory จึงค่อยเริ่มเข้าใจว่าการทำอะไรซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อมันจำได้นั้นมีอยู่จริง

พอมองไปที่คนสำเร็จไม่ว่าจะในสาขาใดก็แล้ว ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรซับซ้อนเลย เขาแค่ do the reps เท่านั้นเอง

คนที่วิ่งจบมาราธอน ไม่ใช่เพราะว่าเขาแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แต่เป็นเพราะว่าเขาออกไปซ้อมวิ่งวันแล้ววันเล่าเป็นร้อยเป็นพันกิโล

คนที่เขียนหนังสือเก่งๆ ก็ไม่ได้เก่งมาแต่อ้อนแต่ออก แต่เพราะเขาให้เวลากับการเขียนวันละหลายชั่วโมง ผลิตคำออกมาเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันหน้า

คนที่พูดบนเวทีเก่งๆ อาจจะเคยเป็นคนขี้อายหรือตื่นเวทีมาก แต่พอผ่านการซ้อมอย่างหนักและการได้ขึ้นเวทีครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็กลายเป็นคนที่พูดเก่งไปโดยปริยาย

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเทพสิ่งใดก็ตาม เราแค่ do the reps ก็เพียงพอแล้ว

ซึ่งเป็นเรื่องที่ simple มาก แต่ไม่ easy เพราะมันทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งน่าเบื่อ คนส่วนใหญ่จึงไม่พร้อมจะ do the reps แล้วเอาแต่มองหาทางลัดอยู่ร่ำไป

อีกประเด็นนึงที่อยากจะพูดถึงก็คือ ของบางอย่างมันก็ไม่คุ้มที่จะ do the reps เพราะถึงเราจะเก่งขึ้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เช่นถ้าเราเล่น Facebook วันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน มันก็เป็นการ do the reps และเราจะ “เล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้น” อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “เก่งขึ้น” ในที่นี้ว่าอย่างไร

แต่การเล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้นนั้นยากจะที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

ดังนั้นเราต้องเลือกให้ดีว่าเราจะ do the reps ในเรื่องใด บางเรื่องถ้าเราเก่งขึ้นมันจะให้ผลตอบแทนทบต้น ในขณะที่บางเรื่องถึงเราจะเก่งขึ้นก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร

เลือก reps ให้ดี ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่รอได้ แล้วความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้แน่นอนครับ

นิทานดอกไม้บนรถบัส

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เหตุเกิดบนรถบัสประจำเมืองเดนเวอร์

เมื่อหญิงสาววัยยี่สิบกว่าก้าวขึ้นรถและเดินไปนั่งที่แถวหลัง เธอก็เห็นชายชราคนหนึ่งที่นั่งถือดอกไม้ช่อใหญ่

ดอกไม้ช่อนั้นสวยมากจนเด็กสาวต้องแอบชำเลืองมองอยู่หลายครั้ง

เมื่อถึงป้ายที่ชายชราจะลง เขาก็กดออด หันมาหาเด็กสาว แล้วยื่นช่อดอกไม้ให้เธอ

“ท่าทางหนูจะชอบดอกไม้ช่อนี้ และภรรยาของลุงเค้าก็น่าจะอยากให้หนูได้ดอกไม้ช่อนี้ไป หนูเก็บเอาไว้นะ เดี๋ยวลุงจะบอกภรรยาของลุงให้”

เด็กสาวรับช่อดอกไม้มาอย่างงงๆ และกล่าวขอบคุณ ก่อนจะมองชายชราลงจากรถบัสและเดินเข้าไปในสุสาน


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

บทเรียนจะวนเวียนมาจนกว่าเราจะเข้าใจ

เราทุกคนล้วนเคยเจอปัญหาที่แก้ไม่ตก

มีเงินไม่พอใช้

เลือกคบคนผิด

สุขภาพไม่สมบูรณ์

เจ็บจนชิน จนอดคิดไม่ได้ว่าเราน่าจะโดนคำสาปอะไรบางอย่าง

ซึ่งอาจจะจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้

แต่ที่แน่ๆ คือมันมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้เจอปัญหาเดียวกับเรา แสดงว่าเขาน่าจะทำอะไรที่ต่างจากเรา หรือไม่ได้ทำอะไรที่เรากำลังทำอยู่

ถ้าทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเป็นแบบเดิม

แต่ที่เรายังไม่เปลี่ยนวิธี อาจเพราะเรายังค้นไม่พบ หรือไม่ก็เพราะเรายังเจ็บไม่พอ

บทเรียนเดิมๆ จึงวนเวียนกลับมา จนกว่าเราจะบอกว่าพอกันที แล้วมองหาทางเลือกใหม่อย่างจริงจัง ซึ่งทางเลือกใหม่นั้นอาจจะเวิร์คหรืออาจจะไม่เวิร์คก็ได้

แต่ชีวิตคือการทดลองอยู่แล้ว และการทดลองส่วนใหญ่ถึงผิดพลั้งก็ยังอยู่ไกลหัวใจ

ผิดครั้งต่อไป ก็ขอให้เจ็บพอที่จะได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเรียนซ้ำอยู่ร่ำไปครับ

ทำด้วยใจทะยานหรือทำด้วยใจละมุน

อีกเพียง 6 สัปดาห์ก็จะถึงงาน Bangsaen21 งานฮาล์ฟมาราธอนที่ดีที่สุดรายการหนึ่งในประเทศไทย

ผมไปวิ่งรายการนี้มาสองครั้งแล้ว และตั้งใจว่าจะไปทุกปีหากยังมีแรงและมีแก๊งค์ไปวิ่งด้วย

อาจจะเพราะโควิด อาจจะเพราะความไม่แน่นอนว่าจะจัดรายการวิ่งได้จริงหรือเปล่า 10 เดือนที่ผ่านมาผมเลยไม่ได้ซ้อมวิ่งมากเท่าที่ควร ปีนี้เลยไม่ได้คาดหวังว่าจะทำเวลาได้ดีกว่าปีที่แล้ว ก็ซ้อมไปตามหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถวิ่งได้จนครบระยะ

ระหว่างที่ซ้อมวิ่ง สิ่งหนึ่งที่เริ่มสังเกตเห็น ก็คือใจของตัวเอง

บางทีผมก็วิ่งด้วยใจทะยาน และบางทีผมก็วิ่งด้วยใจละมุน

ใจทะยานหมายถึงใจที่อยากจะเอาชนะ อยากจะพุ่งไปข้างหน้า อยากจะทำเวลาให้ดีกว่านี้

ซึ่งอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนที่อยากเก่งขึ้น อยากแข่งกับตัวเอง อยากจะ beat yesterday ให้ได้

แต่สำหรับผมที่อายุขึ้นเลข 4 แล้ว ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าการวิ่งด้วยใจทะยานนั้นมันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ หนึ่งคือมันทำให้หัวใจเราทำงานหนัก สองคือมันอาจทำให้เรามี “ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับการวิ่ง” เพราะจิตใต้สำนึกอาจบันทึกไว้ว่าการซ้อมวิ่งเท่ากับความทุกข์ระทมและเฆี่ยนตีตนเอง running = suffering

อีกทางหนึ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะยั่งยืนกว่า คือการวิ่งด้วยใจละมุน

วิ่งด้วยใจสบาย วิ่งโดยไม่คิดว่าจะต้องไป beat yesterday

มีแรงก็เร่งความเร็วนิดหน่อย พอเริ่มเหนื่อยก็ชะลอตัวลงมา วิ่งแบบผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อประคองตัวให้วิ่งได้ครบระยะโดยไม่ได้เล็งผลเลิศ

แน่นอนว่าการวิ่งแบบนี้ กราฟการพัฒนาคงไม่ชันเท่ากับการวิ่งด้วยใจทะยาน แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับการวิ่ง ให้ความสัมพันธ์กับการที่เรายังจะรักการวิ่งไปอีกหลายปี ก็อาจไมมีความจำเป็นต้องรีบร้อน

เก็บเส้นชัยเอาไว้ไกลๆ อาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะการทำลายความฝันที่รุนแรงที่สุดคือการทำให้มันกลายเป็นจริง

วิ่งด้วยใจทะยาน หรือวิ่งด้วยใจละมุน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการวิ่ง แต่เกี่ยวกับการทำทุกสิ่งในชีวิต

เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าใจกำลังทะยานจนล้นอก ขอให้นึกถึงคำอิ๊กคิวซัง

จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ 🙂

ไม่มีอนาคตเพราะไม่มีปัจจุบัน

ทุกเป้าหมายที่เรามี ไม่ใช่มีไว้เพื่อวันพรุ่งนี้ แต่มีไว้เพื่อวันนี้

วันนี้ที่เราจะทำอะไรต่างออกไปจากเดิม เพื่อเขียนอนาคตใหม่

คนที่มีอนาคตที่ดี คือคนที่ทำปัจจุบันได้ดี

ส่วนคนที่ไม่มีปัจจุบัน ก็ย่อมกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต

คนที่ไม่มีปัจจุบันคืออะไร

ไม่ใส่ใจงานที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า

เฝ้าแต่คิดถึงอนาคตที่ดีกว่านี้

โหยหาอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

ติดอยู่ในความคิดตลอดเวลา

ขาดความรู้เนื้อรู้ตัว

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ถ้าวันนี้ดี ก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ถ้าวันนี้ดี วันพรุ่งนี้จะดูแลตัวมันเอง

มาเป็นคนมีอนาคต ด้วยการเป็นคนมีปัจจุบันกันครับ