นิทานวาดรูป

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลังจากปู่กับหลานกลับมาจากโบสถ์ หลานก็วิ่งไปห้องนั่งเล่นแล้วหยิบกระดาษกับดินสอสีขึ้นมาวาดรูป

“หนูวาดอะไรคะ” ปู่ถาม

“หนูกำลังวาดพระเจ้าค่ะคุณปู่!”

“แต่ไม่มีใครเคยเห็นนะว่าพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง”

“เดี๋ยวพอหนูวาดเสร็จเค้าก็จะได้เห็นกันแล้วค่ะ!”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

เราเป็นคนใหม่ได้ทุกวัน

เราคนเมื่อวานจบไปตั้งแต่ตอนเข้านอนเมื่อคืนนี้

วันนี้เป็นวันใหม่ และเราก็เลือกที่จะเป็นคนใหม่ได้ นิสัยบางอย่างอาจยังติดตัวมา แต่มันก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือเราเสียทั้งหมด เพราะเจตจำนงเสรีหรือ free will นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมี และเป็นสิ่งท้ายๆ ที่ใครจะพรากจากเราได้

“You are what you choose to be today, not what you’ve chosen to be before.”
-Wayne Dyer

เมื่อวานนี้เราเลือกอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้ระลึกว่าวันนี้เราเลือกอีกแบบนึงได้เสมอ

อย่ายึดติดว่า “ฉันเป็นคนอย่างนั้น ฉันเป็นคนอย่างนี้” แล้วความเป็นไปได้ใหม่ๆ จะแสดงตัวครับ

คนอื่นทำไม่ดีเพราะเขาเป็นคนไม่ดี ส่วนเราทำไม่ดีเพราะมันมีที่มา

นี่คือความสองมาตรฐานที่เราเป็นกันแทบทุกคน

เวลาเราเห็นใครมาประชุมสาย เราจะคิดในใจว่าคนคนนี้น่าจะจัดการเวลาได้ไม่ดี หรือไม่ก็เป็นคนไม่เคารพเวลาของผู้อื่น ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะมีเหตุผลและเหตุการณ์อีกร้อยแปดพันประการที่ทำให้เขามาสายก็ได้ (เช่นโดนนายใหญ่เรียกคุยด่วน)

ในทางกลับกัน ถ้าเราไปประชุมสาย มันไม่ใช่เพราะเราเป็นคนใช้ไม่ได้ แต่เพราะมีเหตุการณ์ที่จำเป็นหรือควบคุมไม่ได้มาบังคับ เราจะมีเหตุผลที่ดีไว้อธิบายการกระทำของเราเสมอ

เมื่อเราให้เหตุผลของความผิดพลาดไปที่ “ตัวตน” ของคนคนนั้น วิธีคิดแบบนี้มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า Fundamental Attribution Error คือไปโทษที่นิสัยแทนที่จะดูบริบทหรือสถานการณ์ที่เขาเพิ่งประสบมา

ไม่มีใครที่จะอธิบายเหตุผลของการกระทำตัวเองได้ทั้งหมด เราไม่ได้เป็นเขาเราจะรู้อะไร

สิ่งที่เราทำได้ คือมีเมตตาให้มาก ผ่อนปรนกับคนอื่น และดูกันยาวๆ ครับ

คนสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำถูกมากกว่าคนอื่น

แต่เป็นคนที่ลองผิดลองถูกมากกว่าคนอื่น

เมื่อผิดมากกว่าคนอื่น ก็เลยมีโอกาสถูกมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

จำนวนความผิดพลาดที่คนสำเร็จต้องเจอนั้น มากกว่าจำนวนความผิดพลาดที่คนล้มเหลวต้องเจอด้วยซ้ำ

ต่างกันแค่คนหนึ่งล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วย growth mindset

แต่อีกคนล้มแล้วขยาดเพราะเต็มไปด้วย fixed mindset

ชีวิตคือการทดลอง และยุคสมัยนี้การทดลองก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ การอยู่เฉยๆ ต่างหากที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

“Successes are revised mistakes”
-James Clear

ลองให้แยะ ล้มให้เยอะ สิ่งที่จะได้แน่ๆ คือเราจะเก่งขึ้น

และเมื่อโอกาส โชคชะตา และทักษะของเราบรรจบกัน ความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้ครับ

สูตร 1-3-5 สำหรับทำ To Do List

ผมเพิ่งอ่านเจอสูตรนี้มา ยังไม่เคยลอง แต่เห็นว่าน่าสนใจ เลยขอนำมาถ่ายทอดให้อ่านกันก่อนครับ

ในแต่ละวันให้ทำ To Do List ไม่เกิน 9 ชิ้น

1 Big Thing – งานชิ้นใหญ่ 1 ชิ้นที่สำคัญที่สุดและต้องออกแรงมากที่สุด

3 Medium Things – งานขนาดกลาง 3 ชิ้นที่สำคัญพอสมควรและใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก

5 Little Things – งานขนาดเล็กอีก 5 ชิ้นที่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าวันไหนเรามีประชุมเยอะๆ เราอาจต้องลดจำนวนงานลง และถ้าเรามักจะเจองานแทรกระหว่างวันอยู่บ่อยๆ ก็อาจต้องเว้นสล็อตว่างไว้สำหรับงานเหล่านี้ด้วย

อาการอย่างหนึ่งของคน(อยาก) productive คือสร้าง To Do List ที่งานเยอะเกินไป พอจบวันเลยทำไม่เคยหมดซักที

นี่คืออีกหนึ่งทางเลือก ตัดสินใจเสียแต่ต้นว่าจะทำแค่ 9 อย่างนี้ prioritize เสียตั้งแต่หัววันจะได้ไม่ต้องรู้สึกเฟลในภายหลัง

เดี๋ยววันนี้ผมว่าจะลองดู ใครได้ลองแล้วมาแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก A Better To-Do List: The 1-3-5 Rule