เรามีประชุมนี้เพื่ออะไร

การประชุมเป็นหนึ่งในวิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุดหากใช้ถูกกาลเทศะ เพราะเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้แบบ real-time แถมยังได้เห็นสีหน้าท่าทาง ไม่ต้องเดาอารมณ์ ไม่ต้องพิมพ์ให้เมื่อยนิ้ว

แต่ถ้าการประชุมมันเริ่มเยอะเกินไป และบางการประชุมเรารู้สึกว่าเสียเวลาชะมัด ก็อาจต้องกลับมาถามว่าการประชุมนี้มีเพื่ออะไร

มีเพราะว่ามันมีมานานแล้ว

มีเพราะเราไม่ค่อยคุยกันนอกห้องประชุม

หรือมีเพราะว่ามันทำให้ “ผู้ใหญ่” ที่ชอบการประชุมรู้สึกแฮปปี้

ถ้าเป็นเหตุผลสามข้อที่กล่าวไป อาจถึงเวลาทบทวนกันเสียหน่อย

การเลิกสิ่งที่ทำมานานนั้นมันยาก เพราะถ้าง่ายคงมีคนทำไปนานแล้ว

แต่ถ้าเราพอจะมีปากมีเสียงอยู่บ้าง บางทีเราก็ควรตั้งคำถามกับการประชุมที่ไม่ได้ add value อีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Practice: Shipping Creative Work by Seth Godin

กฎ 10%

Jennifer Cohen เป็นนักเขียน bestseller ที่เคยได้รับการขนานนามจากเว็บ Greatist ว่าเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและฟิตเนส

เจนเป็นชาวแคเนเดี้ยนวัย 40 กว่า สมัยวัยรุ่น เธอมีความใฝ่ฝันที่จะได้เป็น VJ ของช่อง MuchMusic ที่เปิดแต่มิวสิควีดีโอ อารมณ์เดียวกับช่อง MTV ของอเมริกา

เธอรู้ว่าการจะได้เป็น VJ นั้นไม่ง่าย เพราะมีการแข่งขันสูงมาก เธอต้องส่งวีดีโอ demo ของเธอเข้าไปก่อน และถ้าเข้าตากรรมการก็ต้องไปสัมภาษณ์และถ้าผ่านถึงจะมีโอกาสทำออดิชั่น (audition)

ด่านแรกก็คือจะทำยังไงถึงจะสร้างเดโม่ที่กรรมการสนใจได้ ช่วงนั้นหนัง Speed ของ Keanu Reeves กำลังดังเป็นพลุแตก และด้วยความบังเอิญ หลังหมดงานโปรโมตหนัง Speed คีอานู รีฟส์ พระเอกของเรื่อง ก็ตัดสินใจรับเล่นละครเวทีเรื่อง Hamlet ในเมือง Winnipeg ที่เธออาศัยอยู่

เจนเลยได้ไอเดียว่า ถ้าเธอสามารถทำคลิปสัมภาษณ์คีอานู รีฟส์ได้ กรรมการของ MuchMusic จะต้องสนใจเธออย่างแน่นอน

เจนจึงไปดักรออยู่ที่ด้านหลังโรงละครที่คีอานูแสดง ท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ รออยู่นานหลายชั่วโมงจนแม้แต่เพื่อนที่มากับเธอก็ยอมแพ้ขอกลับบ้านไปก่อน

แล้วฟ้าฝน (หิมะ?) ก็เป็นใจ คีอานูเดินออกมาจากด้านหลังโรงละครจริงๆ เจนรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา สะกิดไหล่ของคีอานู แล้วบอกว่า

“You’re gonna be my ticket to my dream job!”

คุณคือใบเบิกทางสำหรับงานในฝันของฉัน!

คีอานูได้ยินแล้วก็เหวอเป็นธรรมดา และพยายามจะบ่ายเบี่ยงโดยบอกว่าแค่ลายเซ็นพอมั้ย (สมัยนั้นเวลาเจอดาราคนจะขอลายเซ็น)

เจนตอบว่าจะเอาลายเซ็นไปทำไม มันไม่ได้ช่วยให้เธอเข้าใกล้ความฝันเลยสักนิด

หลังจากคีอานูเห็นแล้วว่ายังไงเจนก็กัดไม่ปล่อย เลยบอกเจนไปว่า งั้นขอเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วกัน มีเวลาแล้วจะโทรหา

เจนเลยเขียนเบอร์โทรบ้านของตัวเองยื่นให้คีอานูรีฟส์ (สมัยนั้นคือยุค 90’s โทรศัพท์มือถือยังไม่เป็นที่แพร่หลาย)

เจนเล่าเหตุการณ์นี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนๆ ก็บอกเจนให้ทำใจไว้เลย ดาราดังระดับนี้เค้าไม่โทรหาแกหรอก

หนึ่งวันผ่านไป ไม่มีใครโทรมา

สองวันผ่านไป ก็ยังไม่มีใครโทรมา จนเพื่อนๆ เริ่มล้อ

สามวันผ่านไป เจนกลับมาถึงบ้าน แม่บอกว่าให้ไปฟังเสียงเครื่องฝากข้อความดู

“สวัสดีครับ ขอสายเจนนิเฟอร์ครับ”

“นั่นใครน่ะ?” แม่ถามกลับ

“ผมคีอานูครับ เจนนิเฟอร์อยู่มั้ยครับ”

“เธอยังอยู่โรงเรียนอยู่เลย ไว้โทรมาใหม่นะ”

แล้วแม่ก็วางหู

เจนนิเฟอร์ตกใจมาก โชคดีที่ในเครื่องมีอีกหนึ่งข้อความ

“สวัสดีเจนนิเฟอร์ ผมคีอานูนะ วันก่อนเห็นคุณบอกว่าอยากให้ผมช่วยเรื่องอะไรบางอย่าง ยังไงก็โทรกลับมาแล้วกัน นี่เบอร์ผม xxx-xxxx”

แน่นอนว่าเจนนิเฟอร์กรี๊ดลั่นบ้าน พอสงบสติอารมณ์ได้เธอก็โทรไปหาคีอานูและเล่าให้ฟังอย่างช้าๆ ชัดๆ ว่าแผนการของเธอคืออะไร

อีกสองวันถัดมา คีอานูก็มานั่งให้สัมภาษณ์ที่บ้านของเจน โดยมีเพื่อนๆ ของเจนมาช่วยถ่ายวีดีโอด้วยกล้อง camcorder อีกคนช่วยถือไมค์บูมที่ไปตีหน้าคีอานูอยู่หลายหน

แล้วเจนก็ได้เดโม่เทปที่ไม่เหมือนใคร ได้สัมภาษณ์กับ MuchMusic และได้ทำ audition ตามแผนที่เธอวางไว้

แต่สุดท้ายเธอไม่ได้รับเลือกให้เป็น VJ ของช่องนี้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเหตุการณ์คราวนั้นสอนให้เจนรู้ว่า ถ้าอยากได้สิ่งใด คุณต้องกล้าขอสิ่งนั้น – You’ve got to ask for what you really want. It’s the squeaky wheel that gets the grease – จะมีก็แต่ล้อที่ส่งเสียงอ๊อดแอ๊ดเท่านั้นที่จะได้หยอดน้ำยาหล่อลื่น

คนที่มีความกล้าจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนฉลาด เพราะคนฉลาดมักจะคิดถึงข้อเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากความพยายามของเขาไม่สำเร็จ แต่คนกล้าจะคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดหากความพยายามของเขาสำเร็จ

“Smart people think of all the negative things that will happen when things go wrong, but bold people think of all the good things that will happen when things go right”
-Jen Cohen

ถ้าคุณต้องการสิ่งใดมากๆ ขอให้ลองทำสิ่งนั้นซัก 10 ครั้ง และการันตีได้เลยว่ายังไงก็ต้องประสบความสำเร็จซักครั้ง โดยคุณอาจจะได้สิ่งที่คุณต้องการ หรือคุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการแต่กลับได้อย่างอื่นที่คุณไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

และนี่คือที่มาของกฎ 10% – The 10% target

ถ้าตั้งเป้าไว้ว่า ทำสิบเอาแค่หนึ่ง มันจะทำให้เรายินดีที่จะล้มเหลว 10 ครั้งเพื่อให้สำเร็จแค่ครั้งเดียว

แล้วเราจะกล้าลองมากขึ้น กล้าล้มมากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: The Secret to Getting Anything You Want in Life given by Jennifer Cohen | Jen Cohen | TEDxBuckhead

ทะเลทรายแห่งความน่าเบื่อ

หนึ่งในทักษะที่กำลังจะหายไป คือการทนอยู่กับความน่าเบื่อ

ถ้าใครอายุเกิน 30 ลองนึกกลับไปสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต

ถ้าเรานัดเจอเพื่อน แล้วเพื่อนยังไม่มา สิ่งเดียวที่ทำได้คือรอตรงจุดที่นัดหมายกันไว้ ไปไหนก็ไม่ได้ ต้องรออย่างเบื่อๆ

เวลาขึ้นลิฟต์ เราทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามไม่สบตาใครแล้วยืนนิ่งๆ เบื่อๆ จนกว่าจะถึงชั้นจุดหมาย

เวลาดูละครหลังข่าว เรื่องราวกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มก็ตัดเข้าโฆษณา 3 นาที เราทำอะไรไม่ได้นอกจากทนดูโฆษณา

สมัยนี้เราไม่มีโมเมนต์เบื่อๆ นั้นแล้ว พอจะเบื่อเมื่อไหร่ก็หยิบมือถือขึ้นมาไถ โฆษณาเมื่อไหร่เราก็กดข้ามได้แทบจะทันที

ภูมิคุ้มกันความเบื่อของเราจึงค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ยังไม่ต้องนับเด็กรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาสร้างภูมิคุ้มกันความเบื่อเลย

แต่กับชีวิตนอกจอ เราไม่สามารถเจอความสนุกได้ตลอดเวลา

90% ของงานนั้นน่าเบื่อ ต่อให้เป็นงานที่เรารักก็เถอะ ถ้าลองสังเกตดูจริงๆ จะเห็นว่าความฟินมันเกิดขึ้นไม่เกิน 10% ของเวลาที่ทำงานหรอก

ใครที่วิ่งฮาล์ฟหรือฟูลมาราธอนก็จะรู้ว่าการซ้อมวิ่งนั้นน่าเบื่อมาก บางสัปดาห์วิ่งวนรอบหมู่บ้านเห็นวิวเดิมๆ เป็นร้อยรอบ

ใครที่หัดภาวนาก็ต้องเคยรู้สึกว่าการภาวนานั้นน่าเบื่อ ใจมันเลยไม่เคยตั้งมั่น หลงไปคิดแต่เรื่องเพลินๆ อยู่ตลอด

แต่คนที่จะสร้างผลงานได้ดี คนที่จะวิ่งจบมาราธอน คนที่จะมีสติรู้เนื้อรู้ตัวเป็นอย่างดีนั้นล้วนแล้วแต่ต้องเดินข้ามทะเลทรายแห่งความน่าเบื่อมาแล้วทั้งนั้น

มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทราย นานๆ ทีถึงจะมีโอเอซิสให้ชุ่มฉ่ำใจ หยุดดื่มน้ำซักนิดก็ต้องเดินลุยทรายกันต่อ

แต่คนที่พร้อมเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่จะมีโอกาสเจอขุมทรัพย์

ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เบื่อบ้าง เวลารอลิฟต์ลองรอแบบเบื่อๆ เวลาขึ้น BTS ลองยืนโหนราวเฉยๆ เวลาเปิดทีวีเจอเรื่องที่ไม่สนใจก็ลองทนดูมันไป

เพราะนอกจากจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ในความเบื่อนั้นมันยังมีความว่างซ่อนอยู่ และเมื่อมีความว่างก็ย่อมมีพื้นที่สำหรับให้ความคิดใหม่ๆ “ผุด” ขึ้นมาได้

มาขัดเกลาตัวเองด้วยการเดินข้ามทะเลทรายแห่งความน่าเบื่อดูครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube: Yuval Harari: ON How To Set Expectations | ON Purpose Podcast Ep.16

นิทานบรรลุแล้ว

ในวัดเซนแห่งหนึ่ง ลูกศิษย์ที่เพิ่งออกจากสมาธิรีบวิ่งมาหาอาจารย์

“ผมเข้าใจแล้ว! ผมเข้าใจแล้ว! ผมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ผมคือทุกอย่าง และผมก็ไม่ได้เป็นอะไรซักอย่างด้วย!”

อาจารย์เอาไม้เท้าเคาะหัวลูกศิษย์เต็มแรง

“อาจารย์ตีผมทำไม? ผมเจ็บนะ!”

“อ้อ…แล้วใครกันนะที่เจ็บ” อาจารย์ถามกลับ

เมื่อผู้เขียน Sapiens ต้องให้คะแนนศาสนา

วันนี้ตอนขับรถผมได้ฟังคลิป Youtube การพูดคุยกันของ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind และ Natalie Portman ดาราฮอลลีวู้ดที่ทั้งสวยและฉลาด

ตอนท้ายของการพูดคุย พิธีกรเปิดโอกาสให้คนในห้องประชุมส่งคำถามขึ้นมา คำถามก่อนหน้านี้ถามเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว #metoo ซึ่ง Natalie Portman ตอบไว้ดีมาก

ส่วนนี่เป็นคำถามสุดท้ายจากผู้ชมในห้องส่งครับ

พิธีกร: เราเหลือเวลาแค่ 5 นาทีแล้ว จึงขอถามคำถามสุดท้าย จากคนที่ชอบจะได้พูดเป็นคนสุดท้าย (somebody who likes to have the last word). คำถามนี้มาจากพระเจ้า ซึ่งขอถามว่าโดยรวมแล้วศาสนาได้สร้างประโยชน์หรือสร้างโทษให้กับมนุษยชาติ จากคะแนนเต็ม 5 คุณให้คะแนนศาสนาเท่าไหร่

Harari: ไม่รู้สิ…ซัก 2 คะแนนมั้ง

(คนในห้องส่งหัวเราะ)

ศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ เอาไว้แน่นอน ทั้งด้านศีลธรรม ด้านมนุษยธรรม ด้านศิลปะ และการทำให้ผู้คนวางใจและร่วมมือกันก็เป็นผลจากศาสนา

แต่ศาสนาก็สร้างความเสียหายเอาไว้มากมายเช่นกัน สุดท้ายแล้วผมคิดว่าศาสนาไม่ได้มีความจำเป็นต่อการมีศีลธรรมหรือการร่วมมือกันอีกต่อไป

จริงๆ แล้วศีลธรรม (morality) ก็คือการพยายามลดความทุกข์ร้อนในโลกใบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้นเพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่คุณต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก (suffering)

สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าการมีศาสนา (religion) เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือเวลาที่คุณมีคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร (what is consciousness?) ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และคุณก็เริ่มออกเดินทางไปแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคุณก็มีความกล้าและความพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ได้ที่คำถามจะพาคุณไปเพราะมันสำคัญสำหรับคุณมาก

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ มันคือการที่มีคนเดินมาบอกคุณว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรกหรือไม่เราก็จะจับคุณเผาไฟเสียเอง และผมมองว่าวิธีคิดแบบนี้นั้นมันตรงกันข้ามกับ spirituality

เราอาจจำเป็นต้องมี spirituality หรือความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เพราะคำถามด้านจิตวิญญาณหรือคำถามด้านปรัชญาได้กลายมาเป็นคำถามในเชิงปฏิบัติไปแล้ว (spiritual questions and philosophical questions are suddenly becoming practical questions)

เจตจำนงเสรี (free will) และความหมายของการเป็นมนุษย์ล้วนเป็นประเด็นที่เราถกเถียงกันมานับพันปี แต่พอมันไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ทันที การขบคิดถึงคำถามเหล่านี้เลยเป็นแค่งานอดิเรกของพวกนักปรัชญามากกว่า

แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคำถามของวิศวกรแล้ว เพราะในไม่ช้าเราจะสามารถ reengineer มนุษย์ได้ ดังนั้นคำถามที่ว่าแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์คืออะไรจึงเป็นคำถามที่สำคัญมากและไม่ใช่คำถามสำหรับนักปรัชญาอีกต่อไป

นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องขบคิดเรื่องเหล่านี้มากกว่าที่เคยเป็นมา รวมถึงองค์กรอย่าง Google, Facebook และอีกหลายองค์กรที่ผมเชื่อว่าเขาควรจะจ้างนักปรัชญาเอาไว้ด้วย องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณเพื่อจะได้เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรกันอยู่

ส่วนศาสนานั้น ผมคิดว่ามันได้ทำสิ่งดีๆ และสิ่งแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว และมันกำลังสูญเสียบทบาทของมันไป ในสมัยก่อนนั้นถ้าคุณป่วยคุณก็ไปหานักบวช ถ้าฝนไม่ตกคุณก็เข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์อ้อนวอน แต่โจทย์เหล่านี้กลับถูกแก้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรและคุณหมอไปแล้ว

บทบาทเดียวที่เหลืออยู่สำหรับศาสนาคือการมอบอัตลักษณ์ให้กับคนแต่ละกลุ่ม (defining collective identitities for human groups) ซึ่งสำหรับผมนั้นมักจะเป็นผลเสีย เพราะแทนที่จะสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีกันในประชาคมโลก สิ่งที่ศาสนาก่อให้เกิดในตอนนี้คือเผ่าพันธ์ุนิยมและชาตินิยม (tribalism and nationalism) ซึ่งเป็นอุปสรรรคต่อการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ในระดับที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่านี้

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Natalie Portman and Yuval Noah Harari in Conversation

ขอบคุณภาพจาก Twitter: Yuval Noah Harari