อนาคตหรือที่ทิ้งขยะ

หากเราใช้บัตรเครดิตซื้อของที่ไม่จำเป็น

หากเรากู้หนี้ยืมสินมาเกินตัวเพื่อซื้อ “สมบัติ” ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

หากเราเสพสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายอย่างเหล้าและบุหรี่

เราก็กำลังปฏิบัติต่ออนาคตของเราเหมือนที่ทิ้งขยะของกทม.

แม้ว่าเราจะมองไม่เห็น แม้ว่าเราจะไม่ได้กลิ่น แต่มันก็มีอยู่จริง แถมอาจมีขนาดมหึมา

เมื่อถึงวันที่อนาคตเดินทางมาถึง เราก็ต้องจัดการกับขยะกองนี้อยู่ดี ไม่มีทางหนีไปไหนได้

สิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ ตัวเราในอีก 20 ปีจะมองกลับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณหรือต่อว่าอย่างไม่สบอารมณ์ เราน่าจะจินตนาการออก

อย่าใช้อนาคตเป็นที่ทิ้งขยะเลยนะครับ

นิทานสอนลูกให้เป็นขโมย

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายผู้หนึ่งเป็นขโมยอาชีพที่เข้าสู่วัยชรา ลูกจึงพูดกับเขาว่า

“พ่อก็อายุมากแล้ว ส่วนข้าเองก็น่าจะโตพอแล้ว ถึงเวลาที่พ่อจะถ่ายทอดวิชาขโมยให้ลูกได้หรือยังครับ”

พ่อรับปากจะสอนให้ คืนนั้นจึงพาลูกไปขโมยของที่บ้านเศรษฐี

เมื่อเข้าไปในบ้านได้แล้ว พ่อก็ใช้กุญแจผีเปิดตู้เก็บของ แล้วเรียกลูกเข้าไปซ่อนอยู่ในนั้น

เมื่อลูกเข้าไปแล้ว ผู้เป็นพ่อก็ปิดล็อกตู้แล้วร้องตะโกนว่า

“มีขโมย! มีขโมย!” ก่อนวิ่งหนีออกจากบ้านไป

หัวขโมยฝึกหัดได้แต่ซ่อนอยู่ในตู้เงียบๆ ด้วยใจระทึก คนในบ้านเที่ยวหาจนทั่วว่าขโมยอยู่ไหน เมื่อสำรวจดูทรัพย์สินก็ไม่เห็นมีอะไรสูญหาย จึงแยกย้ายพากันเข้านอน

หัวขโมยคิดอยู่นานว่าทำยังไงถึงจะหนีไปได้ สุดท้ายเขาก็คิดอะไรออก

เขาทำเสียงร้องเหมือนหนูที่กำลังกัดข้าวของ คุณผู้หญิงของบ้านจึงสั่งให้คนรับใช้นำตะเกียงมาดู เมื่อคนรับใช้เปิดตู้ออกมา ขโมยก็เป่าตะเกียงจนดับแล้ววิ่งหนีไปทันที

เศรษฐีเจ้าของบ้านรีบสั่งให้บ่าวไพร่ไล่ตามจับขโมย เมื่อถูกตามมาถึงบ่อน้ำบาดาล ขโมยจึงใช้ไหวพริบยกหินก้อนใหญ่โยนลงไปในบ่อ ส่วนตัวเองก็แอบอยู่บริเวณนั้นจนได้ยินเสียงคนพูดว่า

“น่าสงสาร ขโมยคงหมดหนทาง กระโดดลงในบ่อนี้ไปแล้ว”

เมื่อขโมยผู้เป็นลูกกลับมาถึงบ้าน เห็นพ่อกำลังนอนกรน จึงปลุกพ่อขึ้นมาต่อว่ายกใหญ่

พ่อจึงถามถึงเหตุการณ์ว่าลูกเอาตัวรอดกลับมาได้อย่างไร เมื่อได้ฟังแล้วพ่อก็ยิ้มอย่างภูมิใจ

“พ่อถ่ายทอดวิชาให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”

ชีวิตแบบ Extreme

1. Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Black Swan ที่ทำนายไว้ตั้งแต่ปี 2010 ว่าเรามีโอกาสจะเกิดโรคระบาดไปทั่วโลก ให้คำแนะนำเรื่องการลงทุนไว้ว่า เราไม่ควรลงทุนที่ความเสี่ยงปานกลาง เพราะถ้าได้ก็ได้ไม่เยอะ และถ้ามันเจ๊งขึ้นมามันก็ยังเจ๊งอยู่ดี

Taleb บอกว่าทางที่ดีกว่าคือเก็บเงิน 90% ไว้ในการลงทุนที่เสี่ยงต่ำที่สุด เช่นพันธบัตรรัฐบาล ส่วน 10% ที่เหลือให้เอาไปลงทุนอะไรที่เสี่ยงสุดๆ ไปเลยเช่นใน venture capital ที่ลงทุนในพวกสตาร์ตอัพ

ด้วยวิธีนี้ ต่อให้แย่มากๆ ก็แค่เสียเงินแค่ 10% (ที่เราเผื่อใจไว้อยู่แล้ว) แต่เงิน 90% ของเราก็ยังอยู่

แต่ถ้าเราโชคดี เงิน 10% ที่เราลงทุนเอาไว้ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงอาจจะโตขึ้นได้เป็นร้อยเป็นพันเท่า เงิน 1 แสนบาท อาจจะกลายเป็น 10 ล้านบาทและเปลี่ยนชีวิตเราได้

2. ผมเคยเขียนไว้ว่า เด็กเรียนที่โหล่อาจไม่น่าห่วงเท่ากับเด็กที่ได้สอบคะแนนแค่กลางๆ

เพราะเด็กที่ได้ที่โหล่ ก็จะรู้ตัวแล้วว่าเขาไม่เหมาะกับ “ระบบ” ที่ถูกออกแบบมาอย่างนี้ เรียนก็สู้เขาไม่ได้ คงสอบเข้าคณะยากๆ ในมหาวิทยาลัยดังๆ ลำบาก ดังนั้นการจะได้งานในองค์กรดีๆ ก็คงยากเช่นกัน

เมื่อทางเลือกนี้ดูริบหรี่ เด็กที่ได้ที่โหล่จึงมักออกไปลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ล้มลุกคลุกคลานจนตั้งตัวได้ และกลายเป็นเจ้าของธุรกิจ และถึงแม้จะล้มเหลว แต่จิตวิญญาณของนักสู้นี้มันจะติดตัวเขาไปตลอด

แต่คนที่สอบได้คะแนนกลางๆ นั้น ไม่กล้าพอที่จะออกไปทำอะไรเองเพราะกลัวว่ามีอะไรจะเสีย ครั้นเรียนหนังสือก็ไม่ได้โดดเด่น ก็เลยได้เรียนมหาวิทยาลัยกลางๆ และได้ทำงานในบริษัทกลางๆ และมี performance กลางๆ ชีวิตก็เลยติดหล่มอยู่ในความกลางๆ อย่างนี้

3. Derek Sivers กล่าวไว้ว่า

If it’s not important, never do it.
If it’s important, do it every day.

ถ้ามันไม่สำคัญ ก็อย่าไปทำมันเลย
แต่ถ้ามันสำคัญ ก็จงทำมันทุกวัน

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราต้องเลิกคิดที่จะทำทุกอย่าง เพราะถ้าเราพยายามทำทุกอย่าง เราจะทำได้ไม่ดีสักอย่าง

เราต้องเลือกให้ดีว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเราบ้าง และต้องกลั้นใจตัดสิ่งที่เหลือออกไปจากชีวิต เพราะแม้ว่ามันจะสำคัญเหมือนกัน แต่มันไม่ได้สำคัญที่สุด

เมื่อวันและเวลาของเรามีจำกัด บางทีเราก็ต้องคิดและใช้ชีวิตแบบ Extreme ในบางแง่มุมนะครับ

สิ่งเล็กๆ ในวันนี้จะยิ่งใหญ่ในวันพรุ่ง

ในปี 1782 เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ได้มอบมรดกเป็นเงิน $10,000 ให้กับเมืองฟิลาเดเฟีย โดยมีข้อแม้แค่ข้อเดียว คือห้ามนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายเป็นเวลา 200 ปี

เงินก้อนนั้นจึงถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น เมื่อเวลาผ่านไป 200 ปี ของขวัญ $10,000 ก็มีมูลค่าถึง $200,000,000


Warren Buffet ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในวัย 90 ปี ทรัพย์สินของบัฟเฟ็ตต์มีมูลค่าถึง $110,000 ล้าน

แต่ทราบมั้ยครับว่าตอนที่บัฟเฟ็ตต์อายุ 44 ปีนั้น เขามีทรัพย์สินเพียง $14 ล้านเท่านั้น และกว่าจะได้เป็น billionnaire ก็อายุ 55 เข้าไปแล้ว นั่นหมายความว่า 99% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่บัฟเฟ็ตต์ถือครองอยู่ เพิ่งจะมาเกิดขึ้นในช่วงหลังวัยเกษียณนี่เอง


นิทานเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้เราต้องรอเป็นร้อยปีหรือทำงานจนแก่เฒ่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งเล็กๆ ในวันนี้จะกลายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้

หนึ่งเดือนอาจจะไม่เห็นผล หนึ่งปีอาจจะไม่เห็นผล แต่ 10 ปี 20 ปี 30 ปี ผลลัพธ์จะทบต้นจนเราคาดไม่ถึง

ดังนั้น ถ้ามีอะไรที่อยากทำ ก็เริ่มทำเสียแต่วันนี้ อย่าคิดว่ามันสายเกินไป และก็อย่าไปนึกว่ารออีกหน่อยก็ได้

ให้วันเวลาเป็นเพื่อนเรา ให้ผลตอบแทนทบต้นเป็นเพื่อนเรา

แล้วเมล็ดเล็กๆ ในวันนี้จะแตกหน่อแผ่กิ่งก้านเป็นไม้ใหญ่ให้เราได้พึ่งพิงในวันหน้าครับ

อย่าหวังว่าเราจะโชคดี

เพราะความโชคดีนั้นเราควบคุมไม่ได้

สิ่งที่เราพอจะควบคุมได้ คือการฝึกตนเองให้พร้อมสู้ต่อแม้ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

โชคดีจะทำให้เราเหยาะแหยะและประมาท โชคร้ายจะทำให้เราเข้มแข็งและรอบคอบ ซึ่งคุณลักษณะนี้จะอยู่กับเราไปอย่างยาวนานและไม่มีใครเอามันไปจากเราได้

วันไหนที่ไร้โชค ให้กล่าวขอบคุณโชคชะตาที่เรากำลังจะเก่งกว่าเดิม หรือถ้าฮึกเหิมหน่อยก็อาจกระซิบประโยคนี้เบาๆ – “พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ย

เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่พอ จะโชคดีจะโชคร้ายเราก็ใช้ประโยชน์จากมันได้ทั้งนั้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Derek Sivers