เราได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองปั่นบ้างรึเปล่า

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมกับแฟนพาลูกๆ ไปเที่ยวที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งที่มีของเล่นหลากหลาย ทั้งไม้กระดก สะพานเชือก รอก ชิงช้า สไลเดอร์ ปีนหน้าผา ฯลฯ

เมื่อเล่นเสร็จแล้วก็มากินข้าวเย็นกัน แฟนรู้ใจ สั่ง Mango Smoothie มาให้กิน รสชาติโอเคดับกระหายได้เป็นอย่างดี แต่เสียอารมณ์นิดหน่อยตรงที่ปั่นไม่ละเอียด มีน้ำแข็งขนาดก้อนกรวดเต็มไปหมด

อันนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิค เมื่อเครื่องปั่นน้ำผลไม้ใช้ไปนานๆ ใบมีดก็อาจจะหายคม สมูธตี้จึงไม่ค่อยมีความสมูธเท่าไหร่นัก

แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า แม่ครัว/พ่อครัวนั้นเขาได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองทำบ้างรึเปล่า

ผมเดาว่าอาจจะไม่ได้กิน พอไม่ได้กินก็เลยไม่รู้ และดูด้วยตาเปล่าก็เลยไม่อาจมองเห็นปัญหา

ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างผม คือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าจะเดินไปบอกให้รู้ตัว

ในการทำงานหลายๆ อย่างก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่ได้ใช้ “โปรดักท์” ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ก็เป็นการยากที่จะสร้างของที่มีคุณภาพได้

ยกตัวเองอย่างง่ายๆ แบบฟอร์มบางใบที่ต้องกรอกด้วยมือมีพื้นที่ว่างสำหรับบางหัวข้อน้อยเกินไป แม้จะเขียนตัวเล็กๆ แล้วก็ยังไม่วายไปเกยข้อความส่วนอื่นอยู่ดี ถ้าคนที่ออกแบบฟอร์มพวกนี้ได้ลองกรอกด้วยตัวเองเสียก่อน ปัญหาขั้นพื้นฐานเหล่านี้จะไม่เกิดเลย

หรือการออกแบบไฟล์ Excel บางไฟล์จากส่วนกลางเช่นแผนกบัญชีหรือแผนก HR ก็ไม่ได้ให้คนในทีมได้ทดลองกรอกเองเสียก่อน ทำให้ข้อมูลที่แต่ละทีมกรอกกลับมานั้นสับสนและอาจเป็นคนละฟอร์แมตกัน ลำบากคนที่ต้องมานั่งรวมไฟล์ทีหลังอีก

ช่วงนี้เห็นคุณชัชชาติ ว่าที่ผู้ว่ากทม.คนใหม่ขยันลงพื้นที่ ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะถี่ไปนิดนึง แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ลงพื้นที่เลย เพราะดูจากปัญหาที่หมักหมมในกทม. มันชวนให้คิดได้ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้มีบ้านอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น ถึงเขาจะไม่แก้ปัญหา ตัวเขาและครอบครัวเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มันคือการขาด skin in the game ในภาษาของ Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan

ดังนั้น ในฐานะคนทำงาน ถ้าเราอยากให้งานออกมาดีและให้คนชื่นชม (หรืออย่างน้อยก็คือให้คนด่าน้อยที่สุด) เราต้อง put skin in the game บ้าง ด้วยการลงพื้นที่ ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบจากผลงานตัวเอง

อย่าเป็นคนขายสมูธตี้ที่ไม่เคยรู้ตัวว่าน้ำแข็งของตัวเองนั้นปั่นไม่ละเอียดครับ

การเตรียมตัวของ Man Utd ในยุค Sir Alex Ferguson

เมื่อคืนผมได้ดู UEFA Champions League รอบชิงชนะเลิศระหว่าง Liverpool และ Real Madrid

แม้ลิเวอร์พูลจะโอกาสยิงมากกว่า แต่ Thibaut Courtois นายทวารเรอัลมาดริดเหนียวมาก สุดท้ายเรอัลมาดริดจึงเฉือนเอาชนะไป 1-0

แม้รูปเกมจะเป็นรอง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการ์โล อันเชลอตตี ผู้จัดการทีมของเรอัลมาดริดเตรียมตัวมาดี วางแผนมาแบบรัดกุม และใช้โอกาสอย่างคุ้มค่าที่สุด

ผมเองเชียร์แมนยูมาตั้งแต่สมัยคันโตน่า หลังจากเฟอร์กี้วางมือแมนยูก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และฤดูกาลที่ผ่านมาน่าจะถือเป็นฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุด ยิงประตูกับเสียประตูเท่ากัน เจอทีมท้ายตารางก็ยังแพ้ได้ เจอทีมหัวตารางก็โดนยำเละไปไม่น้อย มีแค่เดเคอากับโรนัลโด้ที่เป็นเดอะแบกของทีม

วันนี้เผอิญเหลือบไปเห็นหนังสือชื่อ Leading: Learning from Life and My Years at Manchester United ที่ เฟอร์กี้เขียนร่วมกับ Michael Moritz ที่ผมซื้อมาเมื่อนานมาแล้ว เลยหยิบมาพลิกดูเล่นๆ

เฟอร์กี้เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของการเตรียมตัวก่อนเกม อ่านแล้วน่าสนใจดีเลยนำมาฝากแฟนผีที่น่าจะกำลังรู้สึกเหมือนคนแก่เพราะได้แต่ระลึกถึงความรุ่งเรืองในอดีตครับ

  • ก่อนจะมาเริ่มงานคุมแมนยู เฟอร์กี้ขอให้ทีมงานทำรายงานของทีมทุกทีมและผู้เล่นทุกคนในลีกมาให้เฟอร์กี้อ่านเพื่อจะทำความรู้จักและทำความเข้าใจของความเป็นไปในลีกนี้
  • เฟอร์กี้บอกว่า เขาโดนข้อครหาว่ากรรมการเข้าข้างมานับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องต่อเวลานานเป็นพิเศษจนทีมแมนยูได้ยิงประตูในนาทีท้ายๆ แต่เฟอร์กี้ก็ยืนยันว่าแน่นอนว่าหลายครั้งเขาก็โชคดี แต่จริงๆ แล้วการเตรียมตัวมาอย่างดีนั้นส่งผลกว่ามาก
  • ก่อนเกม เฟอร์กูสันจะเอาเทปการแข่งของทีมคู่แข่งมาให้ลูกทีมดู โดยจะไม่เน้นว่าฝั่งตรงข้ามมีจุดแข็งอะไรบ้าง เพราะถ้าดูจุดแข็งเยอะๆ นักเตะอาจจะกังวลและเกิดกลัวขึ้นมาได้ เขาจะเน้นว่าคู่แข่งมีจุดอ่อนอะไรบ้าง จะได้วางแผนว่าจะเจาะจุดอ่อนได้ยังไง
  • ช่วงที่ Carlos Queiroz เข้ามาคุมการฝึกใหม่ๆ นักเตะบ่นกันระนาว บอกว่าการซ้อม drill ซ้ำๆ นี้มันน่าเบื่อเกินไป เฟอร์กี้ก็เลยตอบกลับไปว่า ถ้าสมัยเขายังเป็นนักฟุตบอลอยู่ เขาอยากได้โค้ชแบบเควรอซ เพราะการซ้อม drill อย่างนี้มันจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้เราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องในเกมได้โดยไม่ต้องคิด
  • ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศกับบาเยิร์นมิวนิคในปี 1999 ทีมทำการบ้านมาจนรู้ว่าบาเยิร์นมักจะเปลี่ยนตัวจ่ายบอลขั้นเทพอย่าง Alexander Zickler และ Mario Basler ในครึ่งหลัง ซึ่งในเกมนัดชิงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซิคเลอร์ถูกเปลี่ยนตัวนาทีที่ 71 และบาสเลอร์ถูกเปลี่ยนตัวนาทีที่ 87 พอสองคนนี้ออก ก็ทำให้ประสิทธิภาพการทะลุทะลวงของบาเยิร์นลดลง เฟอร์กี้จึงไม่กลัวที่จะสั่งให้นักเตะบุกขึ้นทั้งแผง
  • ก่อนนัดรองชนะเลิศกับบาร์ซาในปี 2008 เควรอซวางเสื่อไว้ตรงสนามบอลเพื่อระบุว่านักเตะควรจะยืนอยู่ตรงไหนในสนาม โดยเสื่อของสโคลส์กับคาริคแทบจะซ้อนกันเพราะต้องการป้องกันการบุกของบาร์ซาในแดนกลาง ผลก็คือบาร์ซายิงแมนยูไม่ได้ทั้งเหย้าแหละเยือน
  • ในวันที่มีการแข่งขัน นอกจากจะกำชับเรื่องแทคติกที่จะใช้แล้ว ยังมีอีกสองอย่างที่เฟอร์กี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หนึ่งคือเฟอร์กี้จะดูว่าฝั่งตรงข้ามนั้นมีใครที่เพิ่งได้มาเตะที่โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นครั้งแรกรึเปล่า ถ้ามีเฟอร์กี้ก็จะระบุให้ “รับน้อง” นักเตะเหล่านี้เป็นพิเศษ
  • อีกประเด็นที่เฟอร์กี้ให้ความสำคัญ คือดูว่าทีมคู่แข่งมีนักเตะที่ “ไม่ค่อยขยัน” อยู่รึเปล่า เนื่องจากตลอดเกมนักเตะจำพวกนี้ไม่ค่อยได้วิ่ง ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายจึงมักจะมีแรงเหลือมากกว่านักเตะส่วนใหญ่ในสนาม ตัวอย่างนักเตะแบบนี้ก็คือ Matthew Le Tissier ที่เหมือนลงมาเดินเล่น แต่มักจะมีทีเด็ดช่วงท้ายเกมเสมอ เฟอร์กี้จึงจะเน้นย้ำว่าหากในทีมคู่แข่งมีนักเตะแบบนี้ ต้องห้ามประมาทและมีสมาธิจนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีด
  • หลายคนมองว่าลูกยิงจากครึ่งสนามของเบ็คแฮมในปี 1996 ที่ยิงวิมเบิลดันนั้นเป็นช็อตปาฏิหาริย์ เฟอร์กี้บอกว่าเปล่าเลย เบ็คแฮมต้องได้ฝึกยิงจากครึ่งสนามมาแล้วเป็นร้อยครั้ง และพอสถานการณ์เป็นใจเบ็คแฮมก็แค่คว้าโอกาสไว้เท่านั้นเอง
  • ในทีมแมนยูนั้น นักเตะที่เก่งที่สุดมักจะเป็นนักเตะที่ซ้อมหนักที่สุด เบ็คแฮม กิ๊กส์ โรนัลโด หรือรูนีย์นั้นจะอยู่ต่อหลังซ้อมเสร็จเพื่อจะได้ซ้อมลูกฟรีคิก พวกเขาไม่เหมือนนักเตะคนอื่นๆ ที่จะไปนอนแช่อ่างหรือเข้าห้องนวด หรือหนักกว่านั้นคือรีบออกจากสนามซ้อมเพื่อไปเอารถที่จองไว้กับโชว์รูม ทั้งสี่คนนี้จะเคร่งครัดกับการซ้อมเพิ่มอีกอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อซ้อมยิงลูกไซด์โค้งอ้อมหุ่นแผงกองหลัง

“นั่นคือเหตุผลที่เบ็คแฮมเป็นเจ้าพ่อฟรีคิกระยะ 25-30 หลา กิ๊กส์จะถนัดระยะ 18-23 หลา รูนีย์จะเชี่ยวระยะที่ใกล้กับกรอบเขตโทษ ส่วนโรนัลโดก็สามารถฟรีคิกเข้าประตูได้ต่อให้ยิงจากหลังดวงจันทร์ก็ตาม” (“As for Ronaldo, he’d be able to score from free kicks if he took them from behind the moon.”)


ขอบคุณข้อมูลจาก Leading: Learning from Life and My Years at Manchester United by Alex Ferguson and Michael Moritz

นิทานทายปัญหา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวและทนายหนุ่มได้ที่นั่งติดกันระหว่างบินจาก LA ไปนิวยอร์ค

ทนายถามหญิงสาวว่าอยากเล่นเกมสนุกๆ แก้เบื่อมั้ย หญิงสาวตอบปฏิเสธอย่างสุภาพเพราะเธอเหนื่อยมาทั้งวันและอยากงีบมากกว่า

ทนายไม่ยอมแพ้ “เกมง่ายมากเลยนะ ฝ่ายหนึ่งถามคำถาม ถ้าอีกฝ่ายตอบไม่ได้ก็จ่าย $5”

หญิงสาวยืนกรานว่าไม่อยากเล่น แต่ทนายก็ยังตื๊อไม่เลิก

“เอางี้ ถ้าคุณไม่รู้คำตอบ คุณจ่ายผม $5 ถ้าผมไม่รู้คำตอบ ผมจ่ายคุณ $50”

หญิงสาวคิดว่าถ้าไม่ยอมเล่นก็คงโดนก่อกวนไม่จบไม่สิ้น จึงตอบตกลง ทนายหนุ่มระริกระรี้

“ระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์คือเท่าไหร่ครับ?”

หญิงสาวตอบไม่ได้ เลยหยิบแบงค์ $5 ให้กับทนายหนุ่ม

“คำตอบคือ 239,000 ไมล์ครับ ตาคุณละ”

“ตัวอะไรที่เดินขึ้นเขามีสามขา แล้วเดินลงมามีสี่ขา?”

ทนายหนุ่มอึ้ง รีบเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาต่อเน็ตของเครื่องบินแล้วเสิร์ชข้อมูล จากนั้นก็ส่งข้อความไปถามเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครตอบได้เลย

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงทนายก็ยังไม่รู้คำตอบ ด้วยความหงุดหงิด ทนายจึงปลุกหญิงสาวขึ้นมาและยื่นเงิน $50 ให้ หญิงสาวงัวเงียรับเงิน กล่าวขอบคุณแล้วหันไปนอนต่อ

ทนายหนุ่มยังคาใจ “เฉลยด้วยสิครับคุณ”

หญิงสาวไม่พูดอะไร หยิบแบงค์ $5 ยื่นให้ทนายหนุ่มแล้วกลับไปนอนต่อ


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Human mind readers

ไม่ยกยอ-ไม่ต่อว่า

Kim Scott ผู้เขียนหนังสือ Radical Candor และอดีตผู้บริหารของ Google และ Apple เคยเล่าไว้ว่า สมัยที่เธอออกมาตั้งธุรกิจของตัวเองและอยู่ในช่วงที่กำลังย่ำแย่ มีคนที่พูดข้อความนี้กับเธอ

“There is a fine line between success and failure. When you’re succeeding, never think you’re as good as everyone is telling you that you are. And when you’re failing, never think you’re as bad as everyone is telling you that you are.”

เวลาที่ชีวิตไปได้สวย เรามักจะอวยตัวเอง ความมั่นใจพุ่งทะยาน จะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อดคิดไม่ได้ว่าเรานี่ฉลาดและเก่งกว่าคนอื่น

ทั้งที่จริงแล้ว ความสำเร็จไม่เคยเกิดจากเราคนเดียว มันมีปัจจัยรายล้อมมากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่เรามองไม่เห็น เราอาจจะเรียกสิ่งมองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ว่าเป็น จังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า แต่เราไม่ค่อยมองเรื่องเหล่านี้ เราจะเข้าข้างตัวเองว่าเป็นฝีมือของเราล้วนๆ

ซึ่งความคิดเช่นนี้มันอันตรายตรงที่มันจะทำให้เราคิดว่าเราเก่งกว่าความเป็นจริงเสมอ

เวลาที่คนล้มเหลวหรือพลาดพลั้ง ก็จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือโทษข้างนอกไว้ก่อน โทษว่าโดนคนอื่นหลอกลวง โทษตลาด โทษรัฐบาล เล่นบทเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้คนอื่นทำตัวดีขึ้นเสียหน่อย

ส่วนอีกกลุ่มคือโทษตัวเอง คิดย้อนกลับไปในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อต่อว่าตัวเองบ่อยๆ ก็พลอยหมดกำลังใจและหมดความมั่นใจไปเลย

ทั้งที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรผิด อาจจะทำอย่างเดียวกับตอนที่เราสำเร็จนั่นแหละ แต่เนื่องจากมีปัจจัยที่มองไม่เห็นอย่างจังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า(หมด) ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้

ดังนั้นอย่าทุบตีตัวเองจนเกินเลย เราไม่ได้ห่วยขนาดนั้นสักหน่อย

เมื่อบินสูงอย่าไปยกยอ เมื่อบินต่ำก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่า

แล้วเราจะสอดคล้องกับ “เส้นความจริงของชีวิต” มากกว่าเดิมครับ

จุดอ่อนของ Marshmallow Test

หลายคนคงเคยได้ยินการทดสอบจิตใจด้วยมาร์ชเมลโล่ ที่ทำขึ้นในปี 1972 โดยนักจิตวิทยานาม Watler Mischel และทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

การทดลองก็ง่ายๆ คือให้เด็กรุ่นเตรียมอนุบาลนั่งอยู่ตามลำพังกับขนมมาร์ชเมลโล่ โดยเลือกได้ว่าจะกินมันทันที หรือถ้ายอมอดทนรอ 15 นาที พี่ๆ นักทดลองก็จะเอามาร์ชเมลโล่มาเพิ่มให้อีก 1 ชิ้น

จากการทดลองพบว่า มีเด็กๆ 1 ใน 3 ที่รอจนครบ 15 นาที หลังจากผ่านไปประมาณ 20 ปี Mischel ก็กลับมาติดตามผลของเด็กๆ กลุ่มนี้ แล้วก็พบว่าเด็กที่อดทนรอได้มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับมือกับความเครียดได้ดี และสอบได้คะแนน SAT ได้สูงกว่าเด็กอีกกลุ่มที่รอไม่ได้

ข้อสรุปของ Marshmellow Test ก็คือ คนที่มี willpower และสามารถ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” (delayed gratification) จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า

งานวิจัยนี้โด่งดังและถูกนำมาเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่วันนี้อยากมาเล่าอีกมุมหนึ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนครับ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 ของ Tyler Watts, Greg Duncan และ Haonan Quan ระบุว่างานวิจัยของ Mischel นั้นทดลองกับเด็กเนอสเซอรี่เพียง 90 คนเท่านั้น และทุกคนล้วนมาจากโรงเรียน Bing ที่อยู่ในแคมปัสของสแตนฟอร์ด

ในการทดลองครั้งใหม่ Watts และเพื่อนๆ จึงได้ทำการทดลองนี้อีกครั้งกับเด็ก 900 คน และเมคชัวร์ว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย รวมถึงเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่ได้ดีมากนักด้วย

ผลที่ได้จากการทดลองก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวกับ willpower แต่เกี่ยวกับ money

เด็กที่ฐานะยากจนกว่านั้นมีแนวโน้มสูงที่จะกินมาร์ชเมลโล่ทันที เพราะประสบการณ์สอนให้เด็กกลุ่มนี้รู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่มีข้าวกิน และคำสัญญาของผู้ใหญ่บางคนนั้นเชื่อถือไม่ได้

ในขณะที่สำหรับเด็กที่มีฐานะดีกว่านั้นมันตรงกันข้าม เพราะเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ ที่บ้านของเด็กเหล่านี้อาหารไม่เคยขาดแคลน และผู้ใหญ่ก็เป็นคนรักษาคำพูด

ในการทดลองของ Watts จึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จ การสอนเขาเรื่องอดเปรี้ยวไว้กินหวานอาจไม่สำคัญเท่ากับการดูแลให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ What’s Your Problem by Thomas Wedell-Wedellsborg