Pic & Pause: ม้านั่งจากปี 2100

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีรูปมาให้ดูครับ

ผมโชว์รูปนี้ให้แฟนดู แล้วให้ลองเดาว่าทำไมม้านั่งต้องสูงขนาดนี้

แฟนตอบว่า เพื่อให้เด็กได้เห็นวิวเดียวกับผู้ใหญ่รึเปล่า?

อืมเป็นไอเดียที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ถูก…

คุณผู้อ่านลองหยุดคิดดูเล่นๆ นะครับว่าจะมีม้านั่งที่สูงขนาดนี้ไว้ทำไมกัน

ใบ้ให้นิดนึงว่ามีม้านั่งแบบนี้อยู่ 15 ตัว วางอยู่ทั่วโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ค

และโคเปนเฮเกนนั้นเป็นเมืองที่ติดทะเล



มาลองอ่านเฉลยกันดูนะครับ

ที่โคเปนเฮเกนนั้นมีม้านั่งอยู่ตามที่สาธารณะเพื่อให้คนมานั่งพักอยู่แล้ว แต่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สถานีทีวีช่อง 2 ของเดนมาร์ค ก็แทนที่ม้านั่งปกติด้วยม้านั่งที่สูงขึ้น 1 เมตรในหลายจุด

คนที่เดินผ่านไปมา หากสงสัยและหยุดดู ก็จะเห็นข้อความบนป้ายโลหะขนาดเล็กที่ติดอยู่บนพนักพิงหลัง

“น้ำท่วมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน จากการคาดการณ์ของ UN ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีก 1 เมตรภายในปี 2100 หากสถานการณ์โลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้”

พูดง่ายๆ ก็คือ หากพวกเรายังนิ่งเฉย วันหนึ่งจะมีแค่ม้านั่งแบบนี้เท่านั้นที่เราจะใช้ได้ เพราะม้านั่งตัวอื่นๆ ที่เหลือจะจมน้ำทะเลไปหมดแล้ว

“ม้านั่งจากปี 2100” จึงเป็นการรณรงค์ลดโลกร้อนที่เฉียบคมและทรงพลังอย่างยิ่งครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Famous Campaigns: The city of Copenhagen has elevated its public benches to raise awareness of rising sea levels.

Image credit: Maria Schumann & Kristian Vestergaard

หยุดต่อรองกับตัวเอง

James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เคยเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มีภาระหน้าที่มากมาย แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสือ

พอเจมส์ถามเขาว่าหาเวลาที่ไหนเขียนหนังสือ เพื่อนก็ตอบว่า

“ผมตื่นนอนตอนตี 5 ชงกาแฟ แล้วผมก็เริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่ตีห้าครึ่งถึงเจ็ดโมงเช้าทุกวัน ผมทำอย่างนี้มา 9 วันแล้ว และจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าหนังสือจะเสร็จ”

เจมส์รู้ทันทีว่าเพื่อนคนนี้จะเขียนหนังสือสำเร็จแน่ เพราะเขาได้ออกแบบไลฟ์สไตล์ของเขาเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้

วิธีการนี้มีอยู่สองส่วนด้วยกัน

หนึ่ง เราต้องออกแบบวันของเราเพื่อให้เราทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ

สอง เราต้องไม่ต่อรองกับตัวเอง

เพราะคนจำนวนไม่น้อยชอบพูดกับตัวเองว่า “ตอนนี้ยังไม่ค่อยอยากทำ ไว้เดี๋ยวค่อยทำก็แล้วกัน” เมื่อเราคิดอย่างนี้ก็เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

สัปดาห์ที่แล้วหลายคนคงเคยได้ยินอาจารย์ชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่าการวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมทุกเช้าคือหินก้อนใหญ่ เขาจึงทำมันทุกวันโดยไม่มีข้อแม้

“หินก้อนใหญ่” นั้นมาจากเรื่องราวในหนังสือ First Things First ของ Stephen Covey ที่บอกว่าโถแก้วของคนเรามีขนาดจำกัด ถ้าเราใส่ทรายลงไปก่อน เราจะไม่มีพื้นที่สำหรับใส่หินก้อนใหญ่เลย แต่ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อนเราจะมีพื้นที่ให้ใส่ทรายเสมอ

สูตรของคนสำเร็จคือการออกแบบชีวิตให้มีโอกาสได้ทำสิ่งสำคัญในทุกวัน

และเมื่อถึงเวลาทำสิ่งนั้นเราจะต้องไม่ต่อรองกับตัวเองครับ

Halo Effect vs Horn Effect

Halo (อ่านว่า เฮโล่) คือแสงสว่างเป็นวงกลมอยู่เหนือศีรษะของนักบุญในคริสต์ศาสนา การมี halo อยู่บนหัวจะทำให้คนๆ นั้นดูเป็นคนดีขึ้นมาทันที

Halo Effect ก็คือเมื่อเราชอบพอใครคนใดคนหนึ่งแล้ว อะไรที่เขาทำก็จะเข้าหูเข้าตาไปเสียหมด

คนหน้าตาดีมักจะได้รับอานิสงส์จาก Halo Effect เมื่อหล่อ-สวย คนอื่นก็จะมองในแง่ดีเอาไว้ก่อน

Halo Effect อาจส่งผลร้าย เมื่อเรามองเห็นแต่ข้อดีของคนคนหนึ่งจนมองไม่เห็น (หรือมองข้าม) ข้อเสียของเขาไป

เพราะคนที่ทำให้เราเจ็บมากที่สุด มักจะเป็นคนที่เรารักมากที่สุด

สิ่งที่ตรงข้ามกับ Halo Effect ก็คือ Horn Effect

Horn ในที่นี้คือเขาของปีศาจ ไม่ใช่เขาวัวเขาควาย

เมื่อเราไม่ชอบอะไรบางอย่างในตัวคนคนหนึ่ง เราก็จะติดเขาให้กับคนคนนั้น เราจะมีอคติ เขาทำอะไรก็ไม่เข้าหูเข้าตา ถ้าอาการหนักหน่อยแค่เขาอ้าปากจะพูดก็ผิดแล้ว

Halo Effect และ Horn Effect เห็นได้ชัดมากในสนามการเมือง ซึ่งมันนำไปสู่การเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตา รวมถึงการตีตราฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนชั่วช้าหรือโง่งมงาย

จะรักใครจะชังใครนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่หากจุดประสงค์ของเราคือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง ประเด็นจึงไม่ใช่การเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายเหนือกว่าในด้านศีลธรรม แต่เป็นการมองเห็นโลกให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

หากรู้ตัวว่าเรากำลังตกอยู่ใต้ Halo Effect หรือ Horn Effect อยู่ วิธีที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ

  1. มองให้เห็นข้อเสียของคนที่เราชอบ
  2. มองให้เห็นข้อดีของคนที่เราชัง

โดยเฉพาะข้อสอง เราต้องระวังที่จะไม่มองเห็นข้อดีแบบประชดประชัน

ไม่อย่างนั้นเราจะตกอยู่ใต้ Horn Effect เหมือนเดิมครับ

ไม้กระดกของคนทำงาน

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่พาลูกๆ ไปสนามเด็กเล่น หนึ่งในเครื่องเล่นที่ไม่ได้เห็นมานานแล้วคือไม้กระดก (ภาษาอังกฤษเรียกว่า seesaw)

วิธีเล่นนั้นง่ายมาก แค่ต่างฝ่ายต่างเข้าประจำที่คนละฝั่ง แล้วก็ผลัดกันถีบตัวขึ้นจากพื้น “ปรายฝน” ลูกสาววัยหกขวบครึ่งกับ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่ง เล่นกันอย่างหัวเราะชอบใจ

เล่นไปครู่นึงปรายฝนเกิดครึ้มอกครึ้มใจ พอถึงคราวที่ตัวเองขาแตะพื้นก็นั่งแช่อยู่อย่างนั้น ใกล้รุ่งเลยลอยอยู่กลางอากาศ พยายามจะขย่มตัวเองลงมาก็ไม่เป็นผลเพราะน้ำหนักห่างกับพี่สาวอยู่หลายกิโล

เมื่อค้างอยู่ได้หลายวินาที ใกล้รุ่งเริ่มไม่สนุก ก็เลยตัดพ้อกับเจ่เจ้ ผมเองก็เลยต้องบอกปรายฝนว่าปล่อยน้องให้ลงมาได้แล้ว

อดคิดไม่ได้ว่าพลวัตหรือ dynamics ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง หรือระหว่างผู้บริหารกับพนักงานก็มีความคล้ายคลึงกับไม้กระดก ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการกระดกขึ้นและลงเพื่อให้การกระดกไม้นี้ยังคงอยู่ต่อไป

แต่หากผู้บริหารครึ้มอกครึ้มใจ นั่งแช่ (“ยืนกราน”) ที่จะเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อีกฝ่ายนั้นแทบจะไม่มีกำลัง (powerless) ที่จะทำอะไรได้เลย เพราะน้ำหนักของคำพูดและน้ำหนักของอำนาจนั้นต่างกันอยู่หลายกิโล หากลูกน้องแข็งขืนก็คงได้แต่ลอยค้างอยู่อย่างนั้น

ดังนั้น ในฐานะ “ผู้ใหญ่ที่ตัวหนักกว่า” เราต้องมีน้ำใจนักกีฬา ต้องยอมถีบตัวเองให้ตัวเบา ลูกน้องของเราจะได้มีน้ำหนักบ้าง เกมการทำงานจะได้ดำเนินต่อไปได้

เพราะหากเราเคยชินกับการนั่งแช่ ปล่อยให้อีกฝ่ายค้างเติ่งบ่อยๆ

สุดท้ายจะไม่มีใครอยากเล่นไม้กระดกกับเราครับ

เราได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองปั่นบ้างรึเปล่า

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมกับแฟนพาลูกๆ ไปเที่ยวที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งที่มีของเล่นหลากหลาย ทั้งไม้กระดก สะพานเชือก รอก ชิงช้า สไลเดอร์ ปีนหน้าผา ฯลฯ

เมื่อเล่นเสร็จแล้วก็มากินข้าวเย็นกัน แฟนรู้ใจ สั่ง Mango Smoothie มาให้กิน รสชาติโอเคดับกระหายได้เป็นอย่างดี แต่เสียอารมณ์นิดหน่อยตรงที่ปั่นไม่ละเอียด มีน้ำแข็งขนาดก้อนกรวดเต็มไปหมด

อันนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิค เมื่อเครื่องปั่นน้ำผลไม้ใช้ไปนานๆ ใบมีดก็อาจจะหายคม สมูธตี้จึงไม่ค่อยมีความสมูธเท่าไหร่นัก

แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า แม่ครัว/พ่อครัวนั้นเขาได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองทำบ้างรึเปล่า

ผมเดาว่าอาจจะไม่ได้กิน พอไม่ได้กินก็เลยไม่รู้ และดูด้วยตาเปล่าก็เลยไม่อาจมองเห็นปัญหา

ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างผม คือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าจะเดินไปบอกให้รู้ตัว

ในการทำงานหลายๆ อย่างก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่ได้ใช้ “โปรดักท์” ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ก็เป็นการยากที่จะสร้างของที่มีคุณภาพได้

ยกตัวเองอย่างง่ายๆ แบบฟอร์มบางใบที่ต้องกรอกด้วยมือมีพื้นที่ว่างสำหรับบางหัวข้อน้อยเกินไป แม้จะเขียนตัวเล็กๆ แล้วก็ยังไม่วายไปเกยข้อความส่วนอื่นอยู่ดี ถ้าคนที่ออกแบบฟอร์มพวกนี้ได้ลองกรอกด้วยตัวเองเสียก่อน ปัญหาขั้นพื้นฐานเหล่านี้จะไม่เกิดเลย

หรือการออกแบบไฟล์ Excel บางไฟล์จากส่วนกลางเช่นแผนกบัญชีหรือแผนก HR ก็ไม่ได้ให้คนในทีมได้ทดลองกรอกเองเสียก่อน ทำให้ข้อมูลที่แต่ละทีมกรอกกลับมานั้นสับสนและอาจเป็นคนละฟอร์แมตกัน ลำบากคนที่ต้องมานั่งรวมไฟล์ทีหลังอีก

ช่วงนี้เห็นคุณชัชชาติ ว่าที่ผู้ว่ากทม.คนใหม่ขยันลงพื้นที่ ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะถี่ไปนิดนึง แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ลงพื้นที่เลย เพราะดูจากปัญหาที่หมักหมมในกทม. มันชวนให้คิดได้ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้มีบ้านอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น ถึงเขาจะไม่แก้ปัญหา ตัวเขาและครอบครัวเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มันคือการขาด skin in the game ในภาษาของ Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan

ดังนั้น ในฐานะคนทำงาน ถ้าเราอยากให้งานออกมาดีและให้คนชื่นชม (หรืออย่างน้อยก็คือให้คนด่าน้อยที่สุด) เราต้อง put skin in the game บ้าง ด้วยการลงพื้นที่ ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบจากผลงานตัวเอง

อย่าเป็นคนขายสมูธตี้ที่ไม่เคยรู้ตัวว่าน้ำแข็งของตัวเองนั้นปั่นไม่ละเอียดครับ