The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่

20200509

ไก่งวงตัวหนึ่งถูกประคบประหงมเป็นอย่างดี ทุกวันที่มีคนเอาอาหารมาให้มันกินย่อมเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ามนุษย์นั้นใจบุญและหวังดีกับมัน

จนกระทั่งคืนก่อนวันขอบคุณพระเจ้า สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับไก่งวง และทำให้ความเชื่อของมันต้องเปลี่ยนไป

[Thanksgiving = วันขอบคุณพระเจ้า เป็นเทศกาลสำคัญในอเมริกาที่มีขึ้นในวันพฤหัสฯ ที่สี่ของเดือนพฤศจิกายน ครอบครัวจะมากินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาโดยมีไก่งวงเป็นอาหารจานหลัก ทุกปีจะมีไก่งวงกว่า 40 ล้านตัวถูกเชือดเพื่อเทศกาลนี้]

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น ในบางครั้งนอกจากจะไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว ยังเป็นโทษอีกด้วย

ยิ่งไก่งวงได้รับอาหารมากเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นในสมมติฐานที่ว่ามนุษย์รักและเอ็นดูมันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

แถม “ความรู้สึกปลอดภัย” ของไก่งวงตัวนี้ก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันที่จริงๆ แล้วมันมีความเสี่ยงมากที่สุด (วันที่มันจะโดนเชือด)

นี่คือข้อจำกัดของความรู้ เราเรียนรู้จาก 1000 วันแรกแล้วเราก็มักจะใช้ความรู้ชุดนั้นในการคาดเดาอนาคต 1000 วันหรือแม้กระทั่ง 5000 วันข้างหน้า

แต่พอถึงวันที่ 1001 ก็เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง ทุกสิ่งทุกอย่างพลิกแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า และประสบการณ์จากอดีตไม่ได้ช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับความเปลี่ยนแปลงนี้เลย

ในมุมมองของไก่งวง การถูกเชือดในวันที่ 1001 เป็น Black Swan แต่ในมุมของคนเลี้ยงไก่งวงแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ Black Swan แม้แต่น้อย

Black Swan จึงเป็นปัญหาของคนโง่ (Black Swan is a sucker’s problem) มันจะเกิดหรือไม่เกิดย่อมขึ้นอยู่กับว่าเราคาดหวังอะไรเอาไว้

Nicolas Taleb ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่า เป้าหมายของเขาในการเขียน The Black Swan มีเพียงอย่างเดียว คือจะทำอย่างไรเราถึงจะไม่ต้องเป็น “ไก่งวงหน้าโง่” ในเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต

ธนาคารหน้าหนา

เวลาเราเห็นธนาคารทำกำไรดี เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าธนาคารนั้น perform ได้ดีจริงรึเปล่า แม้ว่ามันจะทำกำไรมาหลายไตรมาส หลายปี หรือแม้กระทั่งนับร้อยปี!

ในฤดูร้อนของปี 1982 ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาสูญเสียกำไรสะสมเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา

สาเหตุก็เพราะธนาคารเหล่านี้ได้ให้เงินกู้กับประเทศในอเมริกาใต้ และในปีนั้นประเทศลูกหนี้เหล่านี้ก็ชักดาบยกแผง

นายธนาคารอาจจะป่าวประกาศว่าเขาทำธุรกิจอย่าง conservative แต่จริงๆ แล้วธนาคารเหล่านี้ไม่ได้ conservative เลยสักนิด พวกเขาแค่เก่งในการหลอกตัวเองด้วยการซุกความเสี่ยงที่จะส่งผลอย่างมหาศาลเอาไว้ใต้พรมเท่านั้นเอง

อีกสิบปีต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันอีก เมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ล้ม ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาอุ้มธนาคาร ใช้เงินภาษีไปถึง 500,000 ล้านดอลลาร์

เวลาธนาคารทำกำไร นายธนาคารได้โบนัสก้อนโต แต่พอธนาคารตกที่นั่งลำบาก คนที่จ่ายค่าเสียหายกลับกลายเป็นประชาชน

 

5 ปัจจัยที่ทำให้เรามองไม่เห็นหงส์ดำ

1. Error of Confirmation – เราเลือกเฉพาะสิ่งที่เราเห็นและชอบ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปให้กับสิ่งที่เรามองไม่เห็น

2. Narrative Fallacy เราหลอกตัวเองด้วยเรื่องราวที่ฟังดูสมเหตุสมผลและสอดรับกับ “แพทเทิร์น” ที่เราเห็น (แม้ว่าแพทเทิร์นนั้นจะไม่มีอยู่จริงเราก็ยังมโนมันขึ้นมาอยู่ดี)

3. สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับมือกับ Black Swans เราจึงทำตัวราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง

4. The Distortion of Silent Evidence – สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด ประวัติศาสตร์มักจะซุกซ่อน Black Swans เอาไว้และทำให้เราประเมิน Black Swans ต่ำเกินไป

5. เรา “มองแคบ” (tunnel) จนมักจะใส่ใจแต่ที่มาของความไม่แน่นอนที่จับต้องและเข้าใจได้ง่ายจนมองข้ามความเป็นไปได้อื่นๆ

 

ตรรกะวิบัติเพราะสับสน

ถ้าใครติดตามดูชีวิตของไก่งวงในช่วง 1000 วันแรก เขาย่อมจะได้ข้อสรุปว่า “ไม่มีหลักฐานว่าจะมีโอกาสเกิด Black Swan” – There is no evidence of possible Black Swans

แต่ถ้าเราไม่ระวัง เราอาจจะจำสับสนกับข้อความที่ว่า There is evidence of no possible Black Swans – มีหลักฐานว่าหงส์ดำไม่อาจเกิดขึ้นได้

There is no evidence of possible Black Swans
There is evidence of no possible Black Swans

รูปประโยคต่างกันนิดเดียว แต่ความหมายต่างกันมหาศาล และ Taleb เรียกอาการสับสนของประโยคสองอย่างนี้ว่า round-trip fallacy

อีกหนึ่งตัวอย่าง หลายคนมักจะสับสนระหว่าง

Almost all terrorists are Moslems กับ
Almosts all Moslems are terrorists

สมมติว่าประโยคแรกนั้นเป็นความจริง และ 99% ของผู้ก่อการร้ายเป็นมุสลิม นั่นหมายความว่าแค่ 0.001% ของมุสลิมเท่านั้นที่เป็นผู้ก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายอาจจะมี 10,000 คน แต่คนมุสลิมมีถึง 1 พันล้านคน

เมื่อเราจำสับสน จึงเกิดความลำเอียง (โดยไม่รู้ตัว) และทำให้เวลาเราเห็นคนมุสลิม เรามักประเมินโอกาสที่เขาจะเป็นผู้ก่อการร้ายสูงกว่าข้อเท็จจริงไปหลายร้อยหลายพันเท่า

ในการตรวจค้นหามะเร็งก็เช่นกัน เราไม่สามารถจะสแกนเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ได้ ทำได้เพียงสแกนกลุ่มตัวอย่างเพียงบางส่วนและหมอก็ต้องประเมินว่าเราเป็นมะเร็งหรือไม่

การที่เราสแกนไม่เจอมะเร็ง ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเราไม่ได้เป็นมะเร็ง แค่ยังไม่มีหลักฐานว่าเราเป็นมะเร็งเท่านั้นเอง – No Evidence of Disease ไม่ใช่ Evidence of No Disease

 

ข้อมูลเพียงหนึ่งอาจมีค่ามากกว่าข้อมูลนับพัน

เป็นเรื่องยากมากที่เราจะบอกว่าอะไรเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะบอกว่าอะไรเป็นเรื่องเท็จ

การเห็นหงส์ขาวตัวที่ร้อย ตัวที่พัน หรือตัวที่หมื่น ไม่สามารถช่วยให้เรายืนยันได้ว่าโลกนี้มีแต่หงส์ขาว

แต่การเห็นหงส์ดำเพียงตัวเดียวก็เพียงพอที่เราจะมั่นใจแล้วว่าหงส์ทุกตัวในโลกนี้ไม่ได้มีแต่สีขาว

ถ้าผมเห็นบางคนฆ่าใครตาย ผมสามารถยืนยันได้ว่าเขาเป็นอาชญากร

แต่การที่ผมไม่เคยเห็นคนๆ นี้ฆ่าใคร ไม่สามารถทำให้ผมมั่นใจได้ว่าคนๆ นี้เป็นคนดี

การตรวจไม่พบเซลล์มะเร็งไม่สามารถยืนยันได้ว่าเราแข็งแรงดี

แต่การตรวจพบเซลล์มะเร็งเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอให้เรามั่นใจได้ว่าเราเป็นมะเร็ง

นี่คือตัวอย่างของ Negative Empiricism หรือการเข้าถึงข้อเท็จจริงด้วยการใช้ “หลักฐานเชิงลบ”

วิธีการนี้มีประโยชน์มาก เพราะมันจะช่วยให้เรารู้ว่าเราจะเลือกเล่นเกมไหน ถ้าเราต้องการพิสูจน์ว่าคนคนหนึ่งเป็นมะเร็งรึเปล่า การใช้ negative inference ย่อมช่วยได้ ในขณะที่เราไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่าคนๆ หนึ่งแข็งแรงดีรึเปล่า

ในบางทีข้อมูลมากมายก็ไร้ค่า และในบางสถานการณ์ข้อมูลเพียงชิ้นเดียวก็มีความหมาย

ข้อมูล 1000 วันแรกไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าคุณถูก แต่ข้อมูลใน 1 วันสุดท้ายก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่าคุณผิด

เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่าเราผิด มากกว่าที่เราจะมั่นใจได้ว่าเราถูก – you know what is wrong with a lot more confidence than you know what is right.

 

กล้าซักค้านตัวเองรึเปล่า

คนเราส่วนใหญ่มักจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของ confirmation bias หรือการมองหาแต่หลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว

นักจิตวิทยาชื่อ P.C.Wason เคยทำการทดลองด้วยการอ่านเลข 2, 4, 6 ให้คนฟัง และให้คนๆ นั้นลองเดาว่า เขาใช้กฎอะไรในการสร้างเลขชุดนี้ขึ้นมา

โดยผู้เข้าร่วมทดลองสามารถที่จะพูดตัวเลข 3 ตัวเขาคิดว่าน่าจะอยู่ในกฎเดียวกันนี้ แล้ว Wason จะช่วยตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” โดยจะพูดตัวเลขสามตัวกี่ครั้งก็ได้ เมื่อทดสอบสมมติฐานของตัวเองจนพอใจแล้ว ค่อยทายว่าตัวเลขชุดนี้ใช้กฎอะไรกำกับ

ปรากฎว่ามีคนทายผิดเยอะมาก กฎสำหรับเลขชุดนี้คือ “ตัวเลขที่มากขึ้นเรื่อยๆ” แต่ที่ทายกันไม่ถูกเพราะว่าคนส่วนใหญ่มักจะบอกเลข 3 ตัวที่สอดคล้องกับกฎที่เขามีไว้ในใจไว้อยู่แล้ว เช่นบวกสองไปเรื่อยๆ หรือ x1, x2, x3

การจะค้นพบว่ากฎของเลขชุดนี้คือ “ตัวเลขที่มากขึ้นเรื่อยๆ” คนทายจำเป็นต้องบอกเลขสามตัวที่น้อยลงเรื่อยๆ เพื่อให้ได้คำตอบว่า “ไม่ใช่” และทำลายสมมติฐานเดิมที่เขามีอยู่

แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะพูดเลขสามตัวเพียงเพื่อคอนเฟิร์มกฎที่ตัวเองคิดเองเออเองตั้งแต่แรก ซึ่งคำตอบว่า “ใช่” หลายต่อหลายที่ได้มาล้วนทำให้เขายิ่งมั่นใจมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใกล้กฎขึ้นเลยสักนิดเดียว

 

ต้องดูกันยาวๆ

โลกแห่งความจริงนั้นเป็น Extremistan มันอาจจะส่งหงส์ดำมาให้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหลังจากที่ส่งหงส์ขาวมาให้เรานับพันนับหมื่นตัว

เราจึงต้อง “รีรอ” ให้มากก่อนจะตัดสินว่าอะไรเป็นอะไร

การจะตัดสินว่านักเขียนคนหนึ่งไร้พรสวรรค์ ตลาดหุ้นจะไม่พัง สงครามจะไม่เกิด ประเทศนี้เป็นพันธมิตร หรือบริษัทนี้จะไม่เจ๊ง ล้วนแต่ต้อง “ดูกันยาวๆ” กว่าที่เราคิด

เพราะการด่วนสรุปโดยใช้ประสบการณ์เพียง 1,000 วันที่ผ่านมา อาจนำมาซึ่งความเสียหายเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มากนัก

ติดตาม Black Swan ตอนต่อไปสัปดาห์หน้าครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า

Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

นิทานทำความดี

20200508

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ครูผู้หญิงบอกเหล่าเด็กผู้ชายว่า “พวกเธอควรจะทำความดีอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง”

เด็กชายคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า “ช่วยยกตัวอย่างของการทำความดีด้วยครับ พวกผมไม่รู้ว่าความดีคืออะไร”

หล่อนจึงบอกว่า “เมื่อมีหญิงตาบอดต้องการข้ามถนน พวกเธอก็จะช่วยหล่อนข้ามถนน”

นี่คือการทำความดี นี่คือการมีคุณธรรม

สัปดาห์ต่อมาครูคนนั้นก็ถามว่า “มีใครได้ทำตามที่ครูบอกไว้ไหมจ๊ะ”

เด็กสามคนยกมือขึ้น เธอจึงกล่าวว่า “ใช้ไม่ได้เลยนะ ไม่ได้ทำตามที่ครูบอกกันทุกคนหรอกหรือ แต่ก็ยังดีที่มีคนทำความดีตั้งสามคน”

หล่อนถามเด็กคนแรกว่า “เธอทำความดีอะไรมาจ๊ะ”

เขาตอบว่า “เหมือนที่ครูบอกเลยครับ ผมเจอหญิงตาบอดคนหนึ่ง ผมจึงช่วยพาหล่อนข้ามถนนครับ”

ครูจึงกล่าว “ดีมากจ้ะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเธอ” แล้วครูก็ถามเด็กคนที่สองว่า “เธอทำความดีอะไรมาจ๊ะ”

เขาตอบว่า “เหมือนกันครับ ผมช่วยหญิงตาบอดข้ามถนนครับ”

ครูเริ่มงงนิดๆ ว่าพวกเขาไปเจอหญิงตาบอดที่ไหนกัน แต่ก็คิดว่าในเมืองใหญ่อาจจะมีหญิงตาบอดหลายคน

แล้วพอครูถามเด็กคนที่สาม เขาก็ตอบว่า “ผมทำเหมือนกับพวกเขาเลยครับ ผมก็ช่วยหญิงตาบอดข้ามถนนครับ”

ครูเอ่ยขึ้นมาว่า “ว่าแต่พวกเธอไปเจอหญิงตาบอดสามคนที่ไหนกันบ้างล่ะ”

พวกเขาจึงบอกว่า “ครูไม่เข้าใจครับ ไม่ได้มีหญิงตาบอดสามคนนะครับ มีหญิงตาบอดแค่คนเดียวต่างหาก และการช่วยเธอข้ามถนนก็ช่างลำบากลำบนจริงๆ เธอทั้งทุบตีพวกเราและส่งเสียงกรีดร้อง เพราะเธอไม่ได้ต้องการข้ามถนน แต่เราตั้งใจที่จะทำความดี มีผู้คนมามุงดูและตะโกนว่าเรา แต่เราบอกพวกเขาว่า ‘อย่ากังวลเลย เรากำลังพาเธอข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง’ แต่เธอไม่เคยต้องการจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งเลยน่ะสิ”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Intimacy: สนิทใจ สุดทางแห่งความหวาดระแวง โดย OSHO แปลโดยภัทริณี เจริญจินดา สำนักพิมพ์ Freemind

อุปสรรคของคนยุคใหม่คือการรุกรานของ AI

20200507

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้กลับไปดูการแข่งขันระหว่าง Manchester United รุ่น 1999 Reunion กับทีม Bayern Munich รุ่นเก๋า ฉลองครบรอบ 20 ปีสามแชมป์ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 เพื่อระดมทุนให้กับ Manchester United Foundation

หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดในสนามคือ David Beckham ในวัย 44 ปี ที่ยังเปิดบอลแม่นราวจับวาง จนแฟนแมนยูหลายๆ คนรวมทั้งผมอดเปรียบเทียบกับกองกลางยุคปัจจุบันของแมนยูไม่ได้

ตอนท้ายเกมเบ็คแฮมยังเลี้ยงหลบกองหลังและยิงประตูเข้าอีกด้วย เจ้าตัวดีใจสุดๆ ดังภาพที่เห็น

ผมอ่านเจอในคอมเมนท์สักที่ว่า “Passion ในเกมกระชับมิตรของเบ็คแฮมยังเข้มข้นว่า passion ตอนแข่งขันจริงของนักเตะแมนยูชุดปัจจุบันที่เอาแต่เล่นอินสตาแกรม”

—–

ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อุปสรรคอย่างหนึ่งที่คนรุ่นพวกผมไม่มีคือโซเชียลมีเดีย

ความพลุ่งพล่าน ความดุดัน ความอัดอั้น จึงถูกระบายผ่านการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็น physical

นักเตะยุค Class of 92 อย่างเบ็คแฮม กิ๊กส์ สโคลส์ เนวิลล์ บัตต์ ก็เติบโตในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต พวกเขาจึงมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

อาจจะมีเบ็คแฮมที่หลังจากแต่งงานกับวิคตอเรียที่มีเรื่องชื่อเสียงและชีวิตดารามาเกี่ยวบ้าง แต่มันก็ยังเป็นสื่อแบบเก่า เหตุเกิดวันนี้ เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์วันรุ่งขึ้น ไม่ได้มี Twitter หรือ Facebook Live ให้เป็นข่าวแบบ real-time อย่างทุกวันนี้

ตัวผมเองไปโตที่นิวซีแลนด์ สิ่งล่อตาล่อใจน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย รายการทีวีรายการเดียวที่ติดตามดูคือซิทคอมเรื่อง Friends เวลานอกเหนือไปจากนั้นก็คือไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน เล่นกีตาร์ เตะบอล อ่านหนังสือตามเรื่องตามราว เวลาที่เสียไปกับการกังวลว่าจะมีใครมากดไลค์รูปของเราหรือไม่เท่ากับศูนย์เพราะตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ค

เด็กที่โตมาในยุคสมัยนี้จึงทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคดีที่ทุกอย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก อยากจะทำรายงานทีก็เข้ากูเกิ้ล (สมัยผมต้องไปค้นที่ห้องสมุด) อยากมีรายได้ก็เป็น Youtuber (สมัยผมต้องรับจ้างส่งนมสด-แบกฟืน) อยากจีบสาวก็ทัก LINE (สมัยผมต้องโทรไปที่บ้านเขา ต้องลุ้นอีกว่าใครจะรับสาย)

ส่วนโชคร้ายก็คือ เมื่อ Facebook, Youtube, Instagram, Netflix, Tiktok และอะไรต่อมิอะไรล้วนใช้ AI และ Algorithm มาดึงเวลาและดึงความสนใจของเราไป พลังงานที่เราจะเหลือให้กับสิ่งที่สร้างคุณค่าในระยะยาวย่อมลดน้อยลงอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อความสนใจของเราถูกซอยถูกหั่นจนบางนิดเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะรู้สึกว่านักเตะยุคนี้มี passion ไม่เท่ากับนักเตะยุคก่อน

AI จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องนับว่ามันจะมาแย่งงานเราทำ แค่มันรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ก็เพียงพอแล้วที่จะพาให้เราหลงอยู่ในเขาวงกตมหึมาที่ยากจะหาทางออกครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

โกรธคือลงโทษตัวเอง

20200505b

แถมเป็นการลงโทษตัวเองเพราะความผิดของคนอื่นด้วย

ทุกครั้งที่เราโกรธ ความดันเราจะสูงขึ้น หน้าจะร้อนๆ สมองส่วน prefrontal cortex ที่กำกับเรื่องการคิดเป็นเหตุเป็นผลจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเรามักจะตัดสินใจหรือทำอะไรที่ไม่ฉลาดซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

พูดง่ายๆ คือโกรธแล้วหาข้อดีอะไรแทบไม่ได้เลย อย่างเดียวที่ผมพอจะคิดออกคืออาจจะทำให้อีกฝ่ายเกรงใจเราขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่ได้มาก็ไม่คุ้มกับสุขภาพจิตและกายที่เราเสียไปอยู่ดี

เขาเป็นคนผิดแท้ๆ แต่เรากลับทำร้ายตัวเอง ไม่ฉลาดเลย

แน่นอนว่าพูดง่ายกว่าทำ ถ้าเลือกได้เราก็คงไม่อยากเป็นคนโกรธง่ายหรอก

แต่คนที่โกรธง่ายก็เพราะว่าเราเคยชิน เราซ้อมโกรธมานับครั้งไม่ถ้วนก็เลยโกรธเก่งเป็นพิเศษ แต่เราไม่จำเป็นต้องให้ตัวเราในอดีตมากำหนดตัวเราในอนาคตเสียหน่อย

ขอแค่ให้มีสติเพิ่มอีกสักนิดว่าโกรธทีไรขาดทุนทุกที เราก็จะโกรธสั้นลงเรื่อยๆ นิสัยมักโกรธก็จะน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

สร้างชีวิตที่ไม่ต้องหนีไปไหน

20200505

เพราะแต่ก่อนเรามีที่ให้หนีมากมาย

อกหักก็หนีไปกินเหล้า

เซ็งๆ ก็หนีไปช็อปปิ้ง

ทำงานเหนื่อย มีเงินเก็บ ก็หนีไปเที่ยวต่างประเทศ

ช่วงนี้ไม่มีที่ให้หนีแล้ว มีเงินก็เที่ยวไม่ได้ รถแพงแค่ไหนก็ต้องจอดอยู่บ้าน

จริงๆ สิ่งที่เราหนีอาจไม่ใช่ความรัก ความเซ็ง ความเหนื่อยก็ได้

สิ่งที่เราหนี คือการอยู่กับตัวเอง

ดังนั้น อาจต้องฝึกให้ชอบกับการอยู่กับตัวเองเสียก่อน เมื่ออยู่กับตัวเองก็อยู่กับบ้านได้ แล้วค่อยขยับมาเรื่องงานและมิติอื่นๆ ของชีวิต

จะได้สร้างชีวิตที่เราไม่รู้สึกว่าต้องหนีไปไหนครับ