อย่าถามช่างตัดผมว่าเราควรตัดผมดีมั้ย

20200405

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมสั่งซื้อทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ วันถัดมาทีวีก็มาส่งถึงที่บ้านอย่างรวดเร็ว

ผมตั้งใจจะวางจอทีวีไว้บนตู้ในห้องนั่งเล่นที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ พอช่างมาเห็นก็ถามว่า ไม่ติดผนังเหรอครับ ติดผนังสวยกว่านะ ผมตอบไปว่าไม่ล่ะครับ ไม่อยากให้กำแพงเป็นรอย

ผู้หญิงที่มาพร้อมกับช่างช่วยเซ็ตอัพทีวีและต่อกับเครื่องเล่น DVD และเครื่องเกมให้ เขาถามผมว่ามีสาย HDMI รึเปล่า ถ้าไม่มีเขามีขายนะ ผมวิ่งขึ้นไปบนบ้าน หาสาย HDMI มาให้ได้ เขาบอกว่าอันนี้เป็นสายรุ่นเก่า ภาพที่ออกมาจะไม่คมชัดเท่าสายรุ่นใหม่ ผมเลยบอกว่างั้นก็ขอลองดูก่อนแล้วกัน

ซึ่งพอลองเล่นกับเครื่องเกมดูก็เห็นว่าภาพมันดีเลย์หน่อยนึงจริงๆ แล้วพอเอาสาย HDMI รุ่นใหม่ที่เขามีลองเสียบดู ภาพก็คมชัดขึ้นจริง ผมเลยตัดสินใจซื้อสาย HDMI เส้นใหม่ราคาเกือบพันบาท

สักพักช่างคนเดิมก็เปรยอีกครั้งว่า ไม่ติดทีวีบนผนังจริงๆ เหรอ ลูกค้าที่เขาเอาทีวีไปส่งส่วนใหญ่จะติดผนังนะ ผมก็ย้ำไปอีกว่าไม่เอาครับ ติดผนังแล้วเวลาต้องเสียบสายอะไรใหม่ๆ มันลำบาก ช่างก็บอกว่าช่องเสียบมันอยู่ด้านข้างนะครับ ผมก็ตอบว่ารู้แล้ว แต่มันก็เอามือสอดเข้าไปลำบากอยู่ดี ทีวีทั้งสองเครื่องที่ชั้นสองผมก็ติดผนังทั้งคู่ เลยไม่อยากติดผนังแล้ว ช่างก็เลยหยุดคะยั้นคะยอ

ทั้งช่างและผู้หญิงที่มาด้วยกันเป็น outsource ของเว็บขายของออนไลน์ มีหน้าที่ไปรับของที่โกดังแล้วเอามาส่งตามบ้านลูกค้า ผมเลยเดาว่า หากมีโอกาสที่จะ upsell หรือขายอะไรเพิ่มได้ ก็น่าจะเป็นรายได้เสริมให้กับเขา ไม่ว่าจะเป็นสาย HDMI หรือขาแขวนทีวี

นั่นคือเหตุผลที่เขาเชียร์ให้ผมติดทีวีที่ฝาผนัง ทั้งๆ ที่ตอนสั่งซื้อทีวีผมไม่ได้สั่งซื้อขาแขวนทีวีซักหน่อย

เวลาเราเจอคนที่แนะนำให้เราทำหรือไม่ทำอะไร อย่าลืมมองให้ออกด้วยว่า อะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนคำแนะนำนั้น

ถ้าเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราก็ย่อมให้น้ำหนักกับคำแนะนั้นได้มากหน่อย แต่ถ้าเขามีอะไรที่จะได้จากการที่เรา say yes เราก็อาจจะต้องหนักแน่นและคิดให้มากหน่อยเช่นกัน

“Don’t ask the barber whether you need a haircut.”
-Warrent Buffett

ถ้าถามช่างตัดผมว่าเราควรตัดผมดีมั้ย เขาจะตอบว่าอะไรย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจใช่มั้ยครับ

—–

สัปดาห์นี้เมืองไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์แล้ว ผมเองก็ว่าจะไปตัดผมอยู่เหมือนกันครับ (ช่างไม่ได้บอก) ขอฝากทุกคนว่าอย่าลืมใส่หน้ากาก ทำ social distancing และล้างมือบ่อยๆ นะครับ พอ Work from home แล้วผมทำสามสิ่งนี้น้อยลงไปเยอะเลย

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เป้าหมายไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเรา

20200503

สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ คือไลฟ์สไตล์

เพราะถ้าไลฟ์สไตล์ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย ก็ไม่มีทางไปถึงเป้าหมายได้

และถ้าถึงเป้าหมายแล้วไม่รักษาไลฟ์สไตล์เอาไว้ เราก็จะกลับเข้าสู่วงจรเก่าหรือที่เราเรียกกันว่าโยโย่

เป้าหมายที่จะลดน้ำหนัก 5 กิโล จึงไม่สำคัญเท่าการกินข้าววันละ 2 มื้อ

เป้าหมายที่จะมีเงินล้าน จึงไม่สำคัญเท่านิสัยใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้

เป้าหมายที่จะไปมาราธอน จึงไม่สำคัญเท่าการวิ่งสัปดาห์ละสามครั้ง

“Goals don’t change your life. Lifestyles do.”
-James Clear

เป้าหมายมีวันหมดอายุ แต่ไลฟ์สไตล์อยู่กับเราไปได้ทั้งชีวิตครับ

The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้

20200501_blackswan2

ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรก ขอเชิญอ่านได้ Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า ก่อนนะครับ

เนื้อหาต่อไปนี้ ส่วนไหนที่ผมขยายความเอง ไม่ได้เอามาจากในหนังสือ ผมจะใส่เครื่องหมาย [ ] กำกับไว้นะครับ

 

จงเลือกอาชีพที่ Scalable

สมัยที่ Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เรียนอยู่ที่ Wharton นักศึกษาคนหนึ่งเคยให้คำแนะนำ Taleb เอาไว้ว่า

“จงเลือกอาชีพที่ scalable”

[Scalable เป็นศัพท์ที่คนในวงการสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีคุ้นเคยกันดี มันแปลว่า “สามารถขยายตัวและเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด” ยกตัวอย่างเช่นเฟซบุ๊คที่สามารถมีผู้ใช้งาน 1,000 คนก็ได้ หรือจะขยายให้รองรับผู้ใช้งาน 1 ล้านคน หรือ 1,000 ล้านคนได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยที่ต้นทุนไม่ได้โตเป็นล้านเท่าตามไปด้วย ซึ่งต่างจากร้านอาหารที่ถ้าต้องการรับลูกค้ามากขึ้น 1,000 เท่าในเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ Facebook จึง scalable ในขณะที่ร้านอาหารนั้นไม่ scalable]

อาชีพบางอาชีพนั้นไม่ scalable ยกตัวอย่างเช่นหมอฟัน ที่ปรึกษา หรือหมอนวด ค่าตอบแทนที่คุณได้นั้นขึ้นอยู่กับแรงที่คุณลงไป ทำงาน 8 ชั่วโมงก็จะได้ค่าตอบแทน 8 ชั่วโมง ถ้าอยากได้ค่าตอบแทนสองเท่าก็ต้องทำงาน 16 ชั่วโมง ไม่ว่าค่าตัวหรือเงินเดือนของคุณจะสูงแค่ไหนคุณก็ยังอยู่ภายใต้กฎแรงโน้มถ่วงทางรายได้อยู่ดี

ที่สำคัญ งานแบบนี้มักจะคาดการณ์ได้อยู่แล้ว อาจจะมีขึ้นๆ ลงๆ บ้างในแต่ละวัน แต่เป็นไม่ได้ที่จะมีวันไหนที่รายได้ของคุณพุ่งทะยานจนสูงกว่ารายได้วันอื่นๆ เป็นร้อยเป็นพันเท่า

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อาชีพเหล่านี้ไม่มี Black Swans นั่นเอง

ส่วนอาชีพที่ scalable นั้น จะเปิดทางให้คุณทำรายได้มากขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเท่าได้แม้จะลงแรงเท่าเดิม ถ้าคุณเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง คุณอัดอัลบั้มแค่ครั้งเดียวก็ขายได้ยาวๆ แล้ว [ปี 2007 ที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ นักดนตรีฝรั่งยังขาย CD ได้เป็นกอบเป็นกำอยู่]

หรือถ้าคุณเป็น J.K.Rowling คุณก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งเขียน Harry Potter ใหม่ทุกครั้งเวลามีคนอยากซื้อหนังสือคุณเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเล่ม ซึ่งผิดกับคนทำเบเกอรี่ที่ต้องอบขนมใหม่เองทุกชิ้น

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “idea person” กับ “labor person”

คนที่เป็น idea person นั้น scalable บริษัทอย่าง Nike ไม่ได้ร่ำรวยจากการผลิตรองเท้า แต่รวยจากการดีไซน์รองเท้า ส่วนงานการผลิตและงานอื่นๆ ที่ต้องลงแรงนั้นเขาจะ outsource ไปยังประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า

Taleb เองก็เลือกที่จะเป็น idea person ด้วยการเลือกอาชีพ quantitative trader [ใช้คอมพิวเตอร์ในการซื้อ-ขายหุ้นปริมาณมากๆ] ไม่ว่าจะขายหุ้น 1,000 หุ้น หรือ 1,000 ล้านหุ้นก็ต้องออกแรงเท่ากัน ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาทำงานน้อยแต่ได้รับผลตอบแทนมาก จนมีเวลาเหลือเฟือไว้อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เขาชอบ

 

จงอย่าเลือกอาชีพที่ Scalable

แต่ Taleb บอกว่า ถ้าเขาต้องให้คำแนะนำนักศึกษา เขาจะบอกให้เลือกอาชีพที่ไม่ scalable จะดีกว่า

เพราะแม้ตัว Taleb เองจะประสบความสำเร็จกับอาชีพนี้ แต่นั่นเป็นเพราะเขา “โชคดี” ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา

อาชีพที่ scalable นั้นจะเป็นช้อยส์ที่ดีก็ต่อเมื่อคุณประสบความสำเร็จเท่านั้น เพราะอาชีพเหล่านี้มีการแข่งขันสูง ความเหลื่อมล้ำสูง คนชนะจะกวาดผลประโยชน์ไปเรียบ ส่วนคนแพ้ก็แทบไม่เหลืออะไรเป็นผลตอบแทนสำหรับเรี่ยวแรงที่ลงไป

อาชีพที่ scalable จึงมีเพียง “ยักษ์ใหญ่” ไม่กี่ตัว และ “คนแคระ” นับไม่ถ้วน

ส่วนอาชีพที่ไม่ scalable นั้นเต็มไปด้วยคนไซส์ปกติ คงไม่มีนักบัญชีคนไหนเป็นเศรษฐีพันล้าน แต่ในทางกลับกันก็ไม่มีนักบัญชีคนไหนเป็น “นักบัญชีไส้แห้ง” เช่นกัน

 

จุดกำเนิดของ Scalability

ก่อนจะมีเครื่องอัดเสียง ถ้าคุณเป็นนักร้องโอเปร่าอยู่ในเมืองเล็กๆ ก็อุ่นใจได้ว่าคุณจะหาอยู่หากินกับอาชีพนี้ได้ เพราะแม้จะมีนักร้องชื่อดังจากเมืองใหญ่ๆ เขาก็คงไม่ดั้นด้นมาแสดงถึงเมืองเล็กๆ เพื่อแย่งลูกค้าของคุณแน่นอน

แต่พอเครื่องอัดเสียงถือกำเนิด แม้แต่คนในเมืองเล็กๆ ย่อมจะยอมจ่ายเงิน $10 เพื่อซื้อ CD ของนักร้องชื่อดังระดับประเทศมาฟัง มากกว่าจะจ่ายเงินก้อนเดียวกันเพื่อฟังนักร้องในเมืองของตัวเอง แม้ว่านักร้องทั้งสองคนจะเสียงเพราะพอๆ กันก็ตาม

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด scalability ก็คือเทคโนโลยีการพิมพ์ คุณสามารถผลิตหนังสือได้เป็นพันเป็นหมื่นเล่มโดยที่ไม่ต้องรบกวนเวลาคนเขียนหนังสือเพิ่มขึ้นแม้แต่นิดเดียว ไอเดียของคนหนึ่งคนจึงสามารถแพร่กระจายไปได้กว้างไกลและ “เอาชนะ” ไอเดียของคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสดีแบบนั้น

โลกที่ scalable แบบนี้จึงสร้างปรากฏการณ์ Winners take all ผู้ชนะจะได้ครอบครองทุกสิ่ง ส่วนผู้แพ้จะแทบไม่เหลืออะไรติดมือกลับบ้าน

 

ดินแดนมีดิโอคริสถาน

[Mediocre อ่านว่า “มีดิโอ๊เขอะ” แปลว่า ครึ่งๆ กลางๆ เรียบๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น ส่วนคำว่า “สถาน” ก็เอาไว้ต่อท้ายชื่อประเทศเช่นปากีสถาน อัฟกานิสถาน คาซัคสถาน ดังนั้น Mediocristan – มีดิโอคริสถาน จึงเป็นชื่อที่ Taleb ตั้งขึ้นเพื่อเรียกดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องเบสิค ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนั่นเอง]

สมมติว่าคุณสุ่มเอาคนจากทั่วโลกมาซัก 1000 คน จะเป็นเพศใด อาชีพใด เชื้อชาติใดก็ได้

จากนั้นให้คุณนึกถึงคนที่อ้วนที่สุดเท่าที่คุณนึกออก แล้วใส่เขาลงไปในกลุ่มตัวอย่างนี้ ต่อให้เขาหนักกว่าคนปกติ 3 เท่า แต่เจ้าอ้วนคนนี้ก็คิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.5% ของน้ำหนักรวมของคนทั้งกลุ่มเท่านั้น

ในมีดิโอคริสถาน ถ้ากลุ่มตัวอย่างของคุณใหญ่ระดับหนึ่ง จะไม่มีใครที่จะสร้างผลกระทบต่อองค์รวมได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าเขาจะพิเศษขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วเขาแทบไม่มีความหมายอะไรต่อภาพใหญ่

ปริมาณอาหารที่คุณกินทั้งปีรวมแล้วประมาณ 800,000 แคลอรี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในมีดิโอคริสถาน ต่อให้วันนี้คุณจะพยายามกินเยอะแค่ไหน กินให้ตายยังไง มันก็จะเป็นเพียงสัดส่วนเล็กๆ ของปริมาณอาหารที่คุณกินทั้งปีเท่านั้น

 

ดินแดนเอ็กซ์ตรีมมิสถาน

[Extreme = สุดโต่ง, Extremistan = ดินแดนสุดโต่ง]

ลองสุ่มคนมาอีก 1000 คนทั่วโลก แล้วดูว่าแต่ละคนมี net worth เท่าไหร่

[Net worth หรือความมั่งคั่งสุทธิ คือสินทรัพย์ทั้งหมดของคนๆ นั้น ลบด้วยหนี้สินทั้งหมดของเขา ถ้าผมมีทรัพย์สิน 3 ล้านบาท มีหนี้สิน 2.5 ล้านบาท แสดงว่า net worth ของผมคือ 5 แสนบาท]

คราวนี้ลองเอา Bill Gates ที่มี net worth 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใส่ลงไปในกลุ่มตัวอย่างนี้

Net Worth ของบิลเกตส์จะคิดเป็นสัดส่วน 99.99% ของ total net worth ของทุกคน!

ส่วน net worth ของอีก 1,000 คนที่เหลือเอามารวมกันแล้วก็เป็นได้เพียงเม็ดทรายในมหาสมุทรความมั่งคั่งของบิลเกตส์เท่านั้นเอง

หรือคุณอาจลองสุ่มนักเขียนมาซัก 1000 คน แล้วดูว่าแต่ละคนขายหนังสือได้กี่เล่ม คราวนี้หยอด J.K.Rowling ลงไป (Harry Potter ขายไปแล้วหลายร้อยล้านเล่ม) ยอดขายรวมของนักเขียนทั้ง 1000 คนนั้นยังห่างไกลกับของ J.K.Rowling เพียงคนเดียวนับร้อยนับพันเท่า

ในดินแดนแห่งเอ็กซ์ตรีมมิสถาน ความเหลื่อมล้ำนั้นมหาศาลเสียจนตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียวสามารถอิมแพ็คกลุ่มตัวอย่างที่เหลือทั้งหมดแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

 

หงส์ดำมักจะอยู่ในเอ็กซ์ตรีมมิสถาน

น้ำหนัก ส่วนสูง จำนวนแคลอรีที่รับประทาน อยู่ใน Mediocristan แต่ความมั่งคั่งนั้นอยู่ใน Extremistan

สิ่งที่เป็น physical มักจะอยู่ใน Mediocristan เพราะมันมีข้อจำกัดทางกายภาพ แต่สิ่งที่เป็น social มักจะอยู่ใน Extremistan

ก่อนหน้านี้ สงครามอยู่ใน Mediocristan เพราะมันเป็นการปะทะกันระหว่างคนกับคน ดาบกับดาบ คุณจะเป็นรบที่เก่งแค่ไหนก็ฆ่าฟันศัตรูได้ไม่กี่สิบคนหรอก

แต่สมัยนี้ สงครามอยู่ใน Extremistan เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แค่มีผู้นำโง่ๆ หนึ่งคนกับปุ่มสั่งการ ก็สามารถฆ่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนได้ในพริบตา

Extremistan คือที่ก่อกำเนิดของ Black Swans ซึ่งมันก็ได้ให้กำเนิดหงส์ดำมาแล้วหลายตัวในประวัติศาสตร์และส่งผลกระทบต่อชีวิตเราจนถึงทุกวันนี้

 

ความเปราะบางของความรู้

ใน Mediocristan นั้น เราไม่ค่อยมี surprise และถึงจะมีบ้าง มันก็ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งที่เราวัดได้จากกลุ่มตัวอย่างก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้เราเข้าใจและเห็นภาพรวมทั้งหมด

แต่ใน Extremistan มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะ “ความผิดปกติ” แค่ครั้งเดียวมันจะส่งผลกระทบแบบสุดขอบต่อภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่เราได้วัดหรือได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจึงแทบไม่มีความหมายอะไร

ดังนั้น ถ้าเราอยู่ใน Extremistan เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษใน “ความรู้” ที่เรามี เพราะหากเจอ Black Swan เพียงตัวเดียว ความรู้ทั้งหมดที่เราเคยเชื่อว่ามันจริงก็อาจใช้การไม่ได้อีกต่อไป

 

ญาติของหงส์ดำ

ในดินแดน Mediocristan คุณต้องยอมจำนนต่อค่าเฉลี่ย ต้องยอมรับในการสั่งสมระยะยาว ต่อให้คุณพยายามแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักเป็นสองเท่าได้ในวันเดียว ต่อให้คุณเป็นหมอฟันที่เก่งแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถเป็นเศรษฐีได้ในวันเดียว แต่ถ้าคุณขยันและอดออมเป็นเวลา 20-30 ปี คุณก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร

ส่วนในดินแดน Extremistan นั้น ชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งคาดเดาไม่ได้ สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในดินแดนนี้คุณอาจกลายเป็นเศรษฐีหรือยาจกได้ในชั่วข้ามคืน

Extremistan ใช่ว่าจะต้องให้กำเนิดแต่ Black Swans แต่เพียงอย่างเดียว บางเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ยังพอจะคาดการณ์ได้ เหตุการณ์เหล่านี้ “เกือบจะ” เป็น Black Swans ผู้เขียนจึงขอเรียกมันว่า Grey Swans หรือหงส์เทา ซึ่งหากเราเข้าใจที่มาที่ไปของมัน เราก็จะเตรียมตัวรับมือกับหงส์เทาได้ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งใช้ประโยชน์จากมันได้ด้วยซ้ำไป

หงส์เทาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

นิทานผีเสื้อเสี่ยงทาย

20200427b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงจีนหนุ่มรูปหนึ่ง ขึ้นเขาไปตัดฟืน

ขากลับลงเขา พบเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่จับผีเสื้อตัวน้อยกำไว้ในมือ

พอเห็นพระแบกฟืนเดินมา เด็กหนุ่มอยากลองภูมิ เลยถามพระว่า:

“หลวงพี่ เรามาพนันกันสักครั้งมั้ย?”

“พนันอะไร?”

“หลวงพี่ลองทายดูซิว่า ผีเสื้อในมือผมตายหรือยัง? หากหลวงพี่ทายผิด ไม้ฟืนหาบนี้ต้องเป็นของผมนะ”

พระหนุ่มนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า

“ผีเสื้อในมือประสกตายแล้ว”

เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงดัง พลันแบมือออก ผีเสื้อน้อยก็โบยบินจากไปทันที

พระหนุ่มยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า

“เอ้า ฟืนหาบนี้เป็นของประสก”

พูดจบพระหนุ่มวางฟืนลง พร้อมกับเดินลงเขาไปอย่างเบิกบานใจ

เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมพระไม่เสียดายฟืนเลย แต่เขาก็ไม่คิดมาก หาบฟืนกลับบ้านไปอย่างดีใจ

เมื่อบิดาของเด็กหนุ่มถามถึงที่มาของไม้ฟืน เด็กหนุ่มจึงเล่าให้ฟังอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่อบิดาฟังจบจึงพูดว่า

“เจ้าคิดว่าเจ้าชนะหรือ? เจ้าแพ้แท้ๆ เจ้ายังไม่รู้ตัวอีก”

บิดาสั่งให้เด็กหนุ่มหาบฟืนไปคืนที่วัดพร้อมกัน พอพบพระหนุ่มรูปนั้น ผู้เป็นบิดาก็เอ่ยปากขอโทษ

“หลวงพี่ ลูกชายผมทำผิดกับหลวงพี่มาก ขอจงอภัยให้เขาเถอะนะ”

หลวงพี่ผงกหัวยิ้มรับอย่างมีเมตตาและไม่พูดอะไรเลย

จนแล้วจนรอด เด็กหนุ่มก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน บิดาจึงอธิบาย

“ถ้าหลวงพี่บอกว่าผีเสื้อตายแล้ว เจ้าก็จะปล่อยผีเสื้อไปเพื่อจะได้ชนะพนัน ในทางกลับกัน ถ้าหลวงพี่บอกว่าผีเสื้อยังมีชีวิตอยู่ เจ้าคิดว่าหลวงพี่จะไม่รู้หรือว่าเจ้าจะทำอะไร?”

—–

ขอบคุณนิทานที่ส่งต่อมาทางไลน์

ถ้าตอบไม่ได้ว่ากลัวอะไร ก็ทำไปเถอะ

20200429b

เพราะหลายครั้งความกลัวก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

พอกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราก็มักเลือกที่จะไม่ไปต่อ เลือกที่จะอยู่เฉยๆ เลือกที่จะประวิงเวลา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ส่วนเพื่อนซี้ของคำว่ากลัวก็คือคำว่า “เกรงใจ” เกรงใจหัวหน้า เกรงใจลูกน้อง เกรงใจเพื่อน ทั้งๆ ที่ถ้าใครจะขอเรื่องเดียวกันนี้กับเรา เรากลับไม่เห็นรู้สึกว่าจะต้องมาเกรงใจเลย

ที่เราบอกว่าเกรงใจๆ นั้นจริงๆ แล้วเราแค่กลัวว่าเค้าจะมองเรายังไงต่างหาก

ถ้าจับตัวได้ว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนเรื่องอะไรบางอย่าง ด้วยเหตุผล “กลัวแต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร” หรือ “เกรงใจแต่ไม่รู้จะเกรงใจไปทำไม” ลองใช้มันเป็นป้ายบอกทางให้เราลงมือนะครับ

ลงมือด้วยการยกหูโทรไปคุย ลงมือด้วยการเอ่ยปากถาม ลงมือด้วยการเดินหน้า

เลิกกลัวและเลิกเกรงใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชีวิตจะได้ไปต่อได้ครับ