Hey Jude และความเป็นสุภาพบุรุษของ Paul McCartney

The Beatles คือหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

นักแต่งเพลงและนักร้องนำหลักของวงคือ จอห์น เลนนอน และ พอล แม็กคาร์ตนีย์

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้ภาพจำของสองคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เลยอยากนำมาเล่าให้ทุกคนฟัง

แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ The Beatles แต่ก็มีเพลงหนึ่งที่ผมชอบเอามากๆ

เพลงนั้นชื่อว่า Hey Jude

Hey Jude, don’t make it bad.
Take a sad song and make it better.
Remember to let her into your heart,
Then you can start to make it better.

Hey Jude, don’t be afraid.
You were made to go out and get her.
The minute you let her under your skin,
Then you begin to make it better.

เพลงนี้แต่งและร้องนำโดยพอล แม็กคาร์ตนีย์

ตอนแรกผมนึกว่าพอลแต่งเพลงนี้ให้เพื่อน เชียร์เพื่อนให้บอกความรู้สึกกับสาวคนนั้นที่เราแอบชอบเขาอยู่

แต่จริงๆ แล้วเพลงนี้มีที่มาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเสียอีก

ตอนแรกพอลตั้งชื่อเพลงนี้ว่า “Hey Jules”

Jules เป็นชื่อเล่นของ Julian Lennon ลูกชายของ John Lennon กับ Cynthia Lennon ที่เกิดเมื่อปี 1963

ปลายปี 1966 John Lennon ได้เจอกับ Yoko Ono และตกหลุมรักโอโนะแบบหัวปักหัวปำ จึงทิ้งซินเธียและจูลส์เพื่อจะได้ไปอยู่กับโยโกะ

เมื่อพอลทราบข่าวว่าซินเธียต้องอยู่กับลูกเพียงลำพัง พอลจึงขับรถไปหาซินเธีย ระหว่างทางก็คิดว่าจะปลอบประโลมซินเธียอย่างไรดี จึงแต่งเนื้อร้องและทำนอง “Hey Jules” ระหว่างที่ขับรถ

ต่อมาชื่อเพลงจึงถูกปรับเป็น Hey Jude เพื่อให้ร้องเข้าปากมากขึ้น และถูกปล่อยออกมาในเดือนสิงหาคม 1968

And anytime you feel the pain, hey Jude, refrain,
Don’t carry the world upon your shoulders.
For well you know that it’s a fool who plays it cool
By making his world a little colder.

อีกสามเดือนถัดมา จอห์นก็หย่ากับซินเธีย และแต่งงานกับโยโกะตอนต้นปี 1969

มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่แม้ว่าจะไม่ได้รับการยืนยัน แต่ก็กลายเป็นตำนานที่แสดงถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างพอลกับซินเธีย

หลังจากหย่ากัน จอห์นไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูให้ซินเธียกับจูลส์มากนัก วันเวลาผ่านไป ซินเธียเริ่มขัดสนทางการเงิน จึงตัดสินใจเอา “สมบัติ” ของเธอออกมาประมูลขาย ไม่ว่าจะเป็นจดหมายรักที่จอห์นเคยเขียนหาเธอ รวมถึงรูปภาพที่จอห์นเคยวาดให้เธอ

และแล้วก็มีคนยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อภาพวาดและจดหมายเหล่านั้นไป

ไม่กี่วันถัดมา พัสดุชิ้นหนึ่งก็ถูกส่งมาที่บ้านของซินเธีย เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นจดหมายและภาพวาดที่ถูกใส่กรอบไว้เป็นอย่างดี

ในนั้นมีกระดาษโน้ตพร้อมข้อความสั้นๆ

Never sell your memories.

Love,
Paul McCartney

เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความเป็นสุภาพบุรุษของพอล แม็กคาร์ตนีย์ ซึ่งยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เพลง Hey Jude ยังคงสร้างความอบอุ่นใจให้กับทุกคนที่ได้ฟัง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Shiv Tandon’s post and Bill Freeman’s comment

มุมมองของนักคิด 3 คนผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า

Atheism อ่านว่า เอ-ธี-อิซึม แปลว่าอเทวนิยม หรือทัศนะที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า

Atheist อ่านว่า เอ-ธี-อิสท แปลว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

ช่วงนี้คนที่ผมติดตามผลงานหลายคนมักจะประกาศตัวเป็น atheist และบางมุมมองก็น่าสนใจและอยากเอามาแชร์เอาไว้ในบล็อกนี้

บางท่านได้อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วอาจอารมณ์เสียและไม่เห็นด้วย ซึ่งผมต้องขออภัยล่วงหน้า

บางข้อความอ่านแล้วคุณอาจจะไม่ชอบ แต่ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ลืมครับ

.

1. Naval Ravikant

นาวาล รวิกานต์ เป็นเจ้าของ AngelList ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพอย่าง Twitter และ Uber เคยให้สัมภาษณ์ต่อคำถามที่ว่า “ความหมายของชีวิตคืออะไร?

“ชีวิตไม่มีความหมาย ชีวิตไม่มีจุดประสงค์ โอโช กล่าวว่า “มันเหมือนกับการเขียนลงบนน้ำ หรือการสร้างปราสาททราย”

ความจริงก็คือ เราเคยไร้ชีวิตมาตลอดประวัติศาสตร์ของจักรวาลหนึ่งหมื่นล้านปีหรือมากกว่านั้น และเราจะไร้ชีวิตไปอีกประมาณเจ็ดหมื่นล้านปีจนกว่าจะถึงการสิ้นสุดของจักรวาล

“The reality is you’ve been dead for the history of the Universe, 10 billion years or more. You will be dead for the next 70 billion years or so, until the heat death of the Universe.”

ทุกสิ่งที่เราทำจะเลือนหายไป มันจะหายไปเช่นเดียวกับที่มนุษยชาติจะหายไปและโลกนี้จะหายไป แม้แต่กลุ่มคนที่ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารก็จะหายไป จะไม่เหลือใครที่จดจำเราได้หลังจากผ่านไปหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าเราจะเป็นศิลปิน กวี ผู้พิชิต คนยากจน หรือใครก็ตาม ไม่มีความหมายใดๆ เลย

เราจึงต้องสร้างความหมายของตัวเองขึ้นมา เพราะไม่มีความหมายที่เป็นจุดประสงค์อย่างแท้จริงและเป็นแก่นแท้ของจักรวาล

ผมไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอันเป็นนิรันดร์ ผมว่ามันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะทำให้ผมเชื่อว่าวิธีที่เราใช้ชีวิตเจ็ดสิบปีบนโลกนี้จะส่งผลกับโลกหลังความตายที่ยาวนานชั่วกัลปาวสาน พระเจ้าแบบไหนกันที่ตัดสินคุณไปชั่วนิจนิรันดร์โดยอิงจากช่วงเวลาเพียงสั้นๆ บนโลกใบนี้?

ผมคิดว่าหลังจากชีวิตนี้จบลงแล้วมันก็คงจะเหมือนกับก่อนที่เราจะเกิดมา คุณจำอะไรได้ไหมล่ะ? ชีวิตหลังความตายมันก็จะเป็นแบบนั้นแหละ

ก่อนที่เราเกิด เราไม่เคยแคร์อะไรหรือใครเลย ทั้งคนที่เรารัก ทั้งตัวเราเอง รวมถึงมนุษยชาติ รวมถึงว่าเราจะไปดาวอังคารหรือจะอยู่บนโลก หลังความตายเราก็ไม่แคร์อะไรเลยเช่นกัน”


2. Mark Manson

มาร์ค แมนสัน เป็นผู้เขียนหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a F* และ หนังสือ Everything Is F*: A Book About Hope

Manson กล่าวเอาไว้ในหนังสือ Everything is F* (หน้า 85 & 120) ว่า

“มันมีเหตุผลอยู่นะที่ศาสนาใหญ่ๆ มักจะส่งมิชชันนารีไปยังสถานที่ที่ยากจนและไร้ความหวังที่สุด ผู้คนที่หิวโหยย่อมพร้อมเชื่ออะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาอิ่มท้อง

ผู้นำทางศาสนาจะเทศนาให้กับคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ และบอกพวกเขาว่าพวกเขาควรได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ — โดยพื้นฐานแล้วมันก็คือการ “สู้กลับ” กับชนชั้นสูงในสมัยนั้นนั่นเอง

นักปรัชญาธรรมชาติ (natural philosophers) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกนักวิทยาศาสตร์ในยุคของไอแซค นิวตัน ได้ตัดสินใจว่า สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดคือสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด หลักฐานกลายมาเป็นคุณค่าสูงสุด และหากมีความเชื่อใดที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานอีกต่อไป ความเชื่อนั้นต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงใหม่ที่สังเกตเห็นได้

สิ่งนี้ได้สร้างศาสนาใหม่ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์”

วิทยาศาสตร์อาจเป็นศาสนาที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะมันเป็นศาสนาแรกที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงตัวเองได้ มันเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ยึดติดกับหนังสือหรือคำสอนเพียงเล่มเดียว ไม่ผูกพันกับดินแดนหรือชนชาติใด ไม่ยึดติดกับจิตวิญญาณเหนือธรรมชาติที่การมีอยู่ของมันไม่สามารถพิสูจน์หรือหักล้างได้ (proven or disproven) มันเป็นองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงโลกมากกว่าสิ่งใดๆ มันยกระดับมนุษย์หลายพันล้านคนให้พ้นจากโรคภัยและความยากจน และปรับปรุงทุกด้านของชีวิต

แต่วิทยาศาสตร์ได้ทำสิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่า: มันได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การเติบโต” มาสู่โลก สำหรับประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ “การเติบโต” นั้นแทบไม่เคยมีอยู่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แทบทุกคนเกิดมามีฐานะอย่างไร ก็จบชีวิตลงไปด้วยฐานะเดียวกันนั้น

เมื่อสองพันปีที่แล้ว ผู้คนใช้ชีวิตไปทั้งชีวิตโดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย – ไม่มีการพัฒนาใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้คนเกิดแก่เจ็บตายบนผืนดินแห่งเดิม ท่ามกลางคนกลุ่มเดิม และใช้เครื่องมือเดิมๆ โดยไม่มีอะไรดีขึ้น อันที่จริงแล้วโรคระบาด ความอดอยาก สงคราม และผู้ปกครองที่โหดเหี้ยมมักทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำ มันเป็นการดำรงอยู่ที่เนิ่นช้า เจ็บปวด และทุกข์ทรมาน

และเมื่อไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงหรือมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาตินี้ ผู้คนจึงยึดถือความหวังจากคำสัญญาของศาสนาว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาติหน้า”


3. Yuval Noah Harari

ยูวาล โนอา ฮารารี ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind เคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน Natalie Portman and Yuval Noah Harari in Conversation ดังนี้

“ศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ เอาไว้แน่นอน ทั้งด้านศีลธรรม ด้านมนุษยธรรม ด้านศิลปะ และการทำให้ผู้คนวางใจและร่วมมือกันก็เป็นผลจากศาสนา แต่ศาสนาก็ได้สร้างความเสียหายเอาไว้เช่นกัน สุดท้ายแล้วผมคิดว่าศาสนาไม่ได้มีความจำเป็นต่อการมีศีลธรรมหรือการร่วมมือกันอีกต่อไป

จริงๆ แล้วศีลธรรม (morality) ก็คือการพยายามลดความทุกข์ร้อนบนโลกใบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้นเพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่คุณต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก (suffering)

สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าการมีศาสนา (religion) เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

ส่วน Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือเวลาที่คุณมีคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และคุณก็เริ่มออกเดินทางไปแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคุณก็มีความกล้าและความพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ตามที่คำถามจะพาคุณไปเพราะว่ามันสำคัญสำหรับคุณมาก

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ มันคือการที่มีคนเดินมาบอกคุณว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรกหรือไม่เราก็จะจับคุณเผาเสียเอง ผมมองว่าวิธีคิดแบบนี้มันเป็นคนละขั้วกับ spirituality เลย

ผมคิดว่าศาสนาได้ทำสิ่งดีๆ และสิ่งแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว และมันกำลังสูญเสียบทบาทของมันไป ในสมัยก่อนนั้นถ้าคุณป่วยคุณก็ไปหานักบวช ถ้าฝนไม่ตกคุณก็เข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์อ้อนวอน แต่โจทย์เหล่านี้กลับถูกแก้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรและคุณหมอไปแล้ว”


ผมเองไม่ได้เห็นด้วยกับทุกข้อความที่กล่าวมา แต่ผมชอบเพราะว่ามันกระตุกต่อมคิดและทำให้เราเห็นที่มาที่ไปของศาสนาได้ชัดเจนขึ้น

ยูวาล ฮารารีเคยบอกไว้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะได้ทำนายอนาคต เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน

ผมคัดสรรข้อความเหล่านี้มาให้อ่าน โดยหวังว่าเราจะเปิดใจและเกิดคำถามว่าสิ่งที่เรารู้และเชื่อมั่นอาจไม่ใช่ความจริงแท้ทั้งหมด

และหากเรานำสิ่งเหล่านี้ไปคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เราอาจแน่นแฟ้นในศรัทธาของเรามากกว่าเดิมก็เป็นได้ครับ

ความงดงามของการหลอมรวมกับอะไรบางอย่าง

ถ้ามองย้อนกลับไปในชีวิต ประสบการณ์ที่ตราตรึงที่สุดของผมมักจะเป็นตอนที่ผมได้เป็น “หนึ่งเดียว” กับกิจกรรมที่กระทำอยู่

อาจจะเป็นตอนเล่นดนตรี ตอนเล่นฟุตบอล ตอนดูหนัง ตอนเขียนบทความ ตอนนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก ตอนได้นั่งคุยกันยาวนานโดยไม่มีอะไรมากางกั้น

จังหวะแบบนี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เวลาเหมือนหยุดเดิน ตัวตนของเราสลายไป และเราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า

ภาษาฝรั่งอาจเรียกมันว่า Flow ภาษาของพระเรียกว่าการอยู่กับปัจจุบัน ส่วนผมขอเรียกมันว่าการหลอมรวม

การหลอมรวมไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ตั้งใจจะทำให้เกิดก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงเพิ่มความน่าจะเป็นด้วยการพาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่เรารัก – หรือจำได้ว่าเคยรัก – ให้บ่อยเข้าไว้

ถ้าให้เดาว่าอะไรน่าจะเป็นปัจจัยให้เกิดการหลอมรวม ก็คงเป็นการได้ใช้เวลากับผู้คน การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และการได้สัมผัสกับตัวตนที่อยู่ด้านใน

การหลอมรวมน่าจะเกิดได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะวิถีชีวิตพาให้เราอยู่ท่ามกลางผู้คนน้อยลง อยู่ท่ามกลางอุปกรณ์มากขึ้น เราได้รับความเพลิดเพลิน แต่มันก็ผิวเผินและไม่ทิ้งร่องรอยแห่งความประทับใจเอาไว้มากนัก

Jimmy Carr นักแสดงตลกชาวอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า เราอาจไม่ได้ต้องการชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เราต้องการมีความทรงจำมากขึ้นต่างหาก

“We don’t want to live longer. We want more memories.”

ถ้ามองย้อนกลับไปหนึ่งเดือนหรือหนึ่งปีที่ผ่านมา แล้วไม่มีเรื่องให้จดจำเท่าไหร่นัก เราอาจต้องกลับมาพิจารณาดูว่าควรปรับเปลี่ยนอะไรดูบ้างมั้ย

พาตัวเองออกจากห้อง ออกไปเจอผู้คนและสิ่งมีชีวิตชีวา แล้วปล่อยให้มันเป็นไป

เพราะความทรงจำที่งดงามจะก่อเกิดเมื่อเราหลอมรวมกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าครับ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเร็วไม่พอ ปัญหาอยู่ที่เราชะลอไม่เป็น

วันนี้เป็นวันแรกของการกลับมาทำงาน หลังจากได้หยุดกันฉ่ำๆ มาหลายวัน

ช่วงสงกรานต์ผมอยู่กรุงเทพ ขับรถไปไหนก็สบาย วันไหนเปิดแอร์นอนอยู่บ้านก็รู้สึกว่ามีเวลาว่างมากมายจนรู้สึกไม่ค่อยชิน

เมื่อได้อยู่เฉยๆ ก็เริ่มมองเห็นว่า บางทีปัญหาของใครหลายคน คือเราหลงลืมไปแล้วว่าการหยุดพักคืออะไร

เหตุการณ์ Crystal Pub ก่อนสงกรานต์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว พนักงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยต้องทำงานที่บ้าน 100%

ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว ออกไปไหนก็ไม่ได้ เลยอยู่แต่หน้าจอคอม สายตาจับจ้องกับข้อความที่เด้งเข้ามาและรู้สึกว่าต้องตอบทันที

ถ้าเราเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหาร ตารางจะแน่นมาก ต้องวิ่งจากประชุมหนึ่งไปสู่อีกประชุมหนึ่งแทบทั้งวัน เวลากินข้าวเข้าห้องน้ำยังแทบจะหาไม่ได้

มนุษย์เราไม่ได้ถูกวิวัฒนาการเพื่อให้มานั่งหน้าจอคอมทั้งวัน การที่เราต้องมาเจอสภาพแบบนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น


ในหนังสือ Outlive ของ Peter Attia สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำมาก ก็คือการฝึกกล้ามเนื้อทั้งสองฝั่ง

Concentric loading หมายถึงการฝึกตอนกล้ามเนื้อหดตัว

Eccentric loading หมายถึงการฝึกตอนกล้ามเนื้อยืดตัว

เวลาเราออกกำลังกาย เรามักจะใส่ใจแต่ตอน concentric loading หรือตอนที่กล้ามเนื้อหดตัว และเราต้องออกแรง

เช่นถ้าเราวิดพื้น เราก็จะใส่ใจกับการดันตัวขึ้น ถ้าเราโหนบาร์เพื่อ pull up เราจะใส่ใจแต่ตอนดึงตัวขึ้นมา

แต่ eccentric loading ก็สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือขากลับที่เรา “ผ่อนแรง” ตอนวิดพื้นก็คือตอนที่เราค่อยๆ งอข้อศอกให้อกลงไปชิดพื้น ตอนโหนบาร์ก็คือตอนขาลง

ถ้าเดินขึ้นบันไดคือ concentric loading การเดินลงบันไดก็คือ eccentric loading

ถ้า Concentric loading คือการเหยียบคันเร่ง

Eccentric loading ก็คือการเหยียบเบรคนั่นเอง

ถ้าขาของเรามีกล้ามเนื้อเบรคที่แข็งแรง มันจะช่วยเราตอนเจอเหตุไม่คาดฝัน เช่นตอนเดินลงพื้นต่างระดับโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของ “การล้ม” ของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เรากลัวกันนัก

วิธีการฝึกกล้ามเนื้อเบรค ก็คือให้ใส่ใจกับจังหวะ “ขาลง” ให้มากขึ้น

เช่นตอนเดินลงบันได ให้ก้าวลงด้วยท่าปกติ แต่จงใจทำให้ช้าลง ให้เท้าลอยอยู่ในอากาศแบบ slow motion แล้วนับในใจ 1-2-3 ก่อนจะที่เท้าจะสัมผัสพื้น

พอลองทำแล้วจะรู้เลยว่ายากกว่าที่คิด เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เราไม่เคยให้ความสำคัญ


โอกาสในการฝึกกล้ามเนื้อเบรคทางใจของเรานั้นมีทั้งวัน

ตอนเช้า ถ้าตื่นไปวิ่ง เตือนตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว แต่วิ่งสบายๆ เพื่อที่เราจะได้รักการวิ่งและรู้สึกกอยากกลับมาวิ่งอีกในวันรุ่งขึ้น

ตอนกลางวัน แทนที่จะไล่ตอบข้อความในไลน์หรือในสแล็ค ก็ให้จัดเวลาได้พักเที่ยง กินข้าวแบบได้พูดคุยกับผู้คนและไม่เล่นมือถือ จะได้รับรู้รสชาติอาหารได้ดีกว่าที่เคย

ตอนกลางคืน เวลาดูซีรี่ส์ในเน็ตฟลิกซ์จบหนึ่งตอน แทนที่เราจะปล่อยให้ Play next episode ลองกลั้นใจกดปุ่มปิดทีวี

ตลอดทั้งวัน แทนที่จะตะโกนในใจว่า go go go!

เราควรกระซิบบอกตัวเองบ่อยๆ ว่า you can slow down.

เพราะหลายต่อหลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเร็วไม่พอ

ปัญหาอยู่ที่เราชะลอไม่เป็นครับ

Outlive ตอนที่ 8 – กินน้อย / ทำ IF แล้วสุขภาพดีจริงหรือ

สำหรับหนังสือ Outlive ที่เขียนโดย Peter Attia ถ้าจะมีหัวข้อไหนที่น่าจะโดนวิจารณ์เยอะที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน เพราะ Dr.Attia มองว่ามันไม่ได้สำคัญมากเท่ากับการออกกำลังกาย

Dr.Attia มองว่า หลายคนยึดติดเรื่อง “วิธีกินที่ถูกต้อง” มากเกินไป จนกลายเป็นกลุ่มเป็นก๊ก หรือแม้กระทั่งจนแทบจะกลายเป็นลัทธิ เช่น vegan, keto, low-carb, Atkins, IF (Intermittent Fasting) ต่างฝ่ายต่างก็มองว่าวิธีของกลุ่มตัวเองนั้นดีที่สุด

ตัว Dr.Attia นั้นก็เคยลองกินอาหารมาหลายวิธีแล้ว ตอนที่เขาเคยอ้วนมากๆ ก็ใช้วิธี Keto diet แล้วได้ผล เวลาอดอาหารก็อดจริงจัง เช่นดื่มน้ำอย่างเดียวเป็นเวลา 10 วัน และเขาก็เคยเชื่อว่าอาหารการกินนั้นสำคัญที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เชื่อแบบนั้นแล้ว

หลังจากที่ได้ทำงานกับคนไข้มานับร้อยนับพันคน เขาก็ได้ค้นพบว่า มันไม่มี one size fits all เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้นตอบสนองอาหารแต่ละประเภทต่างกันไป คนบางคนสามารถกินไขมันอิ่มตัวได้มากมายโดยที่ค่า LDL แทบจะไม่กระดิก ขณะที่คนบางคนกินเบคอนไม่เท่าไหร่ LDL ก็พุ่งกระฉูด

สิ่งที่ Dr.Attia เน้นย้ำมากที่สุด คือเราต้องกินโปรตีนให้พอ โดยเฉพาะตอนที่เราอายุเยอะขึ้น เพราะโปรตีนคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการสร้างมวลกล้ามเนื้อ และอย่างที่เคยกล่าวไปในบทก่อนๆ ว่า เมื่อเราแก่ตัวลงไป มวลกล้ามเนื้อเราจะหดหายลงไปมาก เมื่อไม่มีกล้ามเนื้อ เราก็จะบาดเจ็บได้ง่าย ล้มได้ง่าย ซึ่งทำให้เราไม่สามารถกลับมาออกกำลังกายได้ และนั่นจะเป็นวงจรอุบาทว์ที่พาให้สุขภาพเราเสื่อมทรุดลงเรื่อยๆ

มีหลายประเด็นที่ Dr.Attia กล่าวถึงแล้วน่าสนใจ และอาจจะทำให้เราต้องกลับมา ทบทวนความคิดใหม่สำหรับเรื่องความเชื่อด้านอาหารการกิน ผมขอหยิบยกมาแค่เพียงบางประเด็นที่น่าจะสอดคล้องกับบริบทคนไทยเป็นพิเศษนะครับ

======

ต้นกำเนิด Fasting แบบ 16/8

การควบคุมอาหารนั้นทำได้สามแบบ:

CR – Caloric Restriction ลดปริมาณให้น้อยลง

DR – Dietary Restrictions กินประเภทให้น้อยลง (เช่นไม่กินเนื้อ ไม่กินนม ไม่กินแป้ง)

TR – Time Restrictions กินภายใต้เวลาที่น้อยลง เช่นตั้งเป้าว่าวันนี้กินได้ช่วงกี่โมงถึงกี่โมง

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เรื่อง Intermittent Fasting หรือ IF ไอเอฟ นั้นเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยขึ้นอย่างมาก

และการทำ IF ที่เราได้ยินกันประจำคือ 16/8 หมายความว่า ไม่กิน 16 ชั่วโมง และกินเพียง 8 ชั่วโมง เช่นตอนเช้าไม่กินข้าว แล้วเริ่มกินมื้อแรกตอนเที่ยง กินอีกมื้อตอนหนึ่งทุ่ม ดังนั้นช่วงเวลาที่เรากินข้าวคือ 12:00-20:00 (8 ชั่วโมง) แล้วตั้งแต่ 20:00 ถึงเที่ยงวันถัดไป 16 ชั่วโมงเราไม่กินอะไรเลย

หรือบางคนอาจจะกินข้าวเช้าตอน 8 โมง กินมื้อที่สองตอนบ่าย 3 แล้วไม่กินข้าวเย็น ดังนั้นช่วง 4 โมงเย็นถึง 8 โมงเช้า ก็เป็นช่วงที่ไม่ได้กินอะไรเป็นเวลา 16 ชั่วโมงเช่นกัน

ว่าแต่ว่าตัวเลข 16/8 มาจากไหนกัน?

จุดตั้งต้นของความเชื่อเรื่อง 16/8 Fasting มากจากการทดลองที่ทำกับหนู ที่พบว่าหนูที่ได้กินแค่ 8 ชั่วโมงจะมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่า และมีน้ำหนักน้อยกว่าหนูที่ได้กินตลอดทั้งวัน แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะกินอาหารชนิดเดียวกันในปริมาณเท่ากันในแต่ละวันก็ตาม

Reference ใน Outlive ชี้ไปที่งานวิจัยสองชิ้นนี้

The time-restricted mice gained less weight: Hatori et al. (2012)

A sixteen-hour fast for a mouse: Jensen et al. (2013)

งานวิจัยนี้จึงทำให้เกิดความเชื่อเรื่องการกินเพียงวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่ง Dr.Attia เรียกว่าเป็น “fad” หรือแฟชั่นสมัยนิยมที่ไม่ยั่งยืน

คำวิจารณ์หลักของ Dr.Attia ก็คือ หนูทดลองนั้นมีอายุแค่ 2-3 ปี และถ้ามันขาดอาหารเพียงแค่ 48 ชั่วโมงมันก็เสียชีวิตแล้ว ดังนั้น การอดอาหาร 16 ชั่วโมงของหนูจึงมีค่าเท่ากับการอดอาหารหลายวันของมนุษย์

การเห็นว่าหนูอดอาหาร 16 ชั่วโมงแล้วมีประโยชน์ แล้วหยิบ 16 ชั่วโมงมาใช้โต้งๆ กับมนุษย์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเพราะมันเทียบกันตรงๆ แบบนั้นไม่ได้

ในการทดลองของ Ethan Weiss ในปี 2020 ก็พบว่า เมื่อนำอาสาสมัคร 116 คน มาทำ 16/8 IF ก็ไม่พบประโยชน์เรื่องการลดน้ำหนักหรือตัววัดผลด้านสุขภาพอื่นๆ แต่อย่างใด

=======

กินน้อยลงแล้วอายุยืนจริงหรือ

อีกความเชื่อหนึ่งที่ Dr.Attia วิจารณ์ ก็คือกินน้อยลงแล้วจะอายุยืน

มีการทดลองครั้งใหญ่สองครั้งที่ทั้งคอนเฟิร์มและสร้างความสับสนให้กับชุดความคิดนี้

การทดลองแรกถูกตีพิมพ์ในปี 2009 ในวารสาร Journal

นักวิจัยที่ University of Wisconsin-Madison ติดตาม “ลิงวอก” หรือ Rhesus monkey 76 ตัวเป็นเวลา 20 ปี และพบว่า ลิงที่ได้รับอนุญาตให้กินน้อยกว่านั้นมีอายุที่ยืนยาวกว่าลิงที่กินได้ไม่จำกัด

ผลงานวิจัยนี้โด่งดังมาก The New York Times ถึงกับเอาข่าวนี้ขึ้นหน้าหนึ่ง โดยโปรยหัวว่า “Dieting Monkeys Offer Hope for Living Monkeys” ภาพประกอบเป็นลิง 2 ตัวชื่อ Cando กับ Owen

Canto อายุ 27 ปีแต่ยังดูหนุ่มแน่นแข็งแรงดี ขณะที่ Owen ที่แก่กว่าเพียงสองปีนั้นหย่อนยานและแก่หง่อม

Owen นั้นอยู่ใน control group คืออยากกินอะไรก็กินไปเลย

ส่วน Canto นั้น อยู่ในกลุ่มที่ “ลดอาหาร” คือได้กินอาหารน้อยกว่ากลุ่มคอนโทรลประมาณ 25%

กลุ่มที่ลดอาหารนั้นสุขภาพแข็งแรงกว่าอย่างชัดเจน นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า “ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการลดปริมาณอาหาร (caloric restriction) นั้นช่วยชะลอวัยในสัตว์ตระกูลไพรเมต (primate species หรือสัตว์ตระกูลวานร) ได้

อีกเพียง 3 ปีถัดมา ในปี 2012 The New York Times ก็ตีพิมพ์งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง

แต่พาดหัวคราวนี้ต่างออกไป – “Severe Diet Doesn’t Prolong Life, at Least in Monkeys”

งานวิจัยนี้จัดทำโดย National Institute on Aging ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ National Institute of Health (NIH)

โดยงานวิจัยเริ่มตั้งแต่ช่วงปี 1980s และกระบวนการวิจัยก็คล้ายคลึงกับงานวิจัยของ Wisonsin มาก คือให้ลิงวอกกลุ่มนึงกินอาหารน้อยกว่าอีกกลุ่มนึงประมาณ 25% แต่ผลปรากฎว่าสุขภาพของลิงที่กินจุกับลิงที่กินน้อยกลับไม่ต่างกันเลย

เมื่อนักข่าวลองนำงานวิจัยสองชิ้นนี้มาเปรียบเทียบดูก็พบข้อแตกต่างที่สำคัญ นั่นคือ “อาหาร” ที่ลิงกิน

ที่ Wisconsin ลิงได้กินอาหารกล่องที่ผ่านกระบวนการมา (highly processed food) ขณะที่ลิงของ NIH นั้น อาหารจะมีคุณภาพกว่าและมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า โดยมีน้ำตาลแค่ 4% ในขณะที่อาหารของลิง Wisconsin มีน้ำตาลถึง 28.5%

ถ้าจะเทียบเคียงให้เห็นภาพ ลิง Wisconsin เหมือนได้กินแต่อาหาร junk food ขณะที่ลิงของ NIH นั้นกินแต่สลัดบาร์

ดังนั้น ถ้าคุณกินแต่ junk food การกินให้น้อยลงย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่าอยู่แล้ว

แต่นักวิจัยของ Wisconsin ก็ออกมาแก้ต่างว่า อาหารที่พวกเขาให้ลิงกินนั้น มีความคล้ายคลึงกับอาหารที่ชาวอเมริกันกินเป็นประจำหรือที่เรียกว่า SAD – Standard American Diet นั่นคืออาหารที่เป็น processed food

แต่ถ้าคุณกินอาหารที่ดีอยู่แล้ว การอดอาหารกลับไม่ได้มีผลเท่าต่ออายุที่ยืนยาวเท่าไหร่ ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวคือการลดปริมาณอาหารลงนิดหน่อยอาจมีส่วนช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งได้ ในกลุ่มลิงที่กินน้อย ไม่ว่าจะที่ Wisconsin หรือของ NIH ต่างก็พบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยลง

Dr.Attia จึงสรุปว่า หากกินอาหารที่คุณภาพดีอยู่แล้ว การอดอาหารหรือหรือลดปริมาณอาหารอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น

และ Dr.Attia ก็มองด้วยว่าประโยชน์ที่ได้จากการลดสารอาหาร อาจจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป นั่นคือมวลกล้ามเนื้อที่น้อยลง และระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง

ลิงในการทดลองถูกเลี้ยงอยู่ในพื้นที่ที่สะอาดและได้รับการฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่มนุษย์อย่างเราไม่ได้อยู่ในห้องปลอดเชื้อ เราต้องเจอเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย ดังนั้นการรับประทานสารอาหารให้พอเพียงจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพื่อต่อกรกับเชื้อโรคต่างๆ

=====

อาหารที่กินแล้วอายุยืน อาหารที่กินแล้วอายุสั้น

Dr.Attia บอกว่า ถ้าเห็นข่าวหรืองานวิจัยชิ้นไหนเคลมว่า อาหารชนิดนี้กินแล้วอายุยืน หรืออาหารชนิดไหนก่อโรค ให้ตั้งแง่ไว้ก่อน

เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองอาหารแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราไม่สามารถบอกได้โดยแน่ว่าอะไรจะดีหรือแย่กับเราบ้าง

งานวิจัยหลายชิ้น มักจะให้อาสาสมัครทำ food frequency questionnaire ที่ให้ระบุว่า กินอาหารแต่ละชนิดบ่อยแค่ไหนในเดือนที่ผ่านมา (ลองกูเกิ้ลตัว questionnaire ดูแล้วจะเห็นภาพ)

ซึ่งวิธีวิจัยแบบนี้มีจุดอ่อนมากมาย เพราะคนส่วนใหญ่จำไม่ได้หรอกว่าตัวเองกินอะไรไปบ้าง เอาแค่สามวันที่แล้วกินอะไรยังลำบาก แต่นี่กลับจะให้กรอกข้อมูลของพฤติกรรมการกินทั้งเดือน

ต่อมาก็คืองานวิจัยหลายชิ้นไม่ได้มีการคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง

เราอาจเคยเห็นข่าวว่า การดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอ็ท (ไร้น้ำตาล) นั้นมีความเชื่อมโยงกับไขมันในช่องท้อง ภาวะดื้ออินซูลิน และการเป็นโรคหัวใจ ข้อสรุปของงานวิจัยกลุ่มนี้คือบอกให้เลิกกินน้ำอัดลมไร้น้ำตาล

แต่สิ่งที่งานวิจัยลืมถามก็คือ คนกลุ่มไหนที่มีแนวโน้มจะดื่มน้ำอัดลมไร้น้ำตาล?

คำตอบก็คือคนที่อ้วนอยู่แล้วหรือน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วนั่นเอง เพราะพวกเขากังวลเรื่องเหล่านี้ เขาจึงหันมาดื่มน้ำอัดลมไร้น้ำตาล

ดังนั้นน้ำอัดลมไร้น้ำตาลจึงไม่ใช่ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันในช่องท้อง เพียงแต่คนที่มีไขมันในช่องท้องนั้นมีโอกาสมากกว่าคนปกติที่จะเลือกดื่มน้ำอัดลมไร้น้ำตาลต่างหาก

หรือเราคงเคยได้ยินว่า การดื่มแอลกอฮอลหรือดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้อายุยืน

งานวิจัยแบบนี้ก็ตกเป็นเหยื่อของ healthy user bias คือคนที่อายุเยอะแล้ว แต่ยังดื่มเหล้าดื่มไวน์ไหวนั้นดื่มได้เพราะพวกเขายังแข็งแรงอยู่

เขาดื่มไวน์เพราะว่าเขาแข็งแรง ไม่ใช่แข็งแรงเพราะดื่ม ไวน์ ในขณะที่คนที่อายุเยอะแล้วและไม่ได้ดื่มแอลกฮอลก็อาจเป็นเพราะว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ทำให้ต้องเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้ หรือคนที่ไม่แข็งแรงบางคนก็เสียชีวิตไปนานแล้ว เลยไม่ได้อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง

หากเรานำงานวิจัยเหล่านี้มากางใหม่ แล้วตัดปัจจัยที่เกี่ยวข้องออก เช่นค่า BMI ฐานะทางการเงิน และการไม่สูบบุหรี่ เราก็จะพบว่าประโยชน์ที่ได้จากการดื่มแอลกอฮอลนั้นอันตรธานหายไปหมดเช่นกัน

ดังนั้น การบริโภคแอลกอฮอล ไม่ว่าจะในปริมาณแค่ไหน ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าดีต่อสุขภาพ

ในบทนี้เหมือนจะมีแค่อาหารชนิดเดียวที่ Dr.Attia ยอมรับว่าช่วยสร้างความแตกต่างได้จริงๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจ นั่นก็คือ Mediteranean diet โดยคนที่บริโภคน้ำมันมะกอกและถั่วนั้นจะมีโอกาสหัวใจวายน้อยลง 28%-31%

=====

บทสรุปเรื่องการกินอาหาร

หนังสือ Outlive ไม่ค่อยเน้นมากนักว่าเราควรกินอะไร หรือไม่ควรกินอะไร หรือการ fasting ดีหรือไม่ดี คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราประสบสภาวะแบบไหนอยู่ และร่างกายของเราตอบสนองต่ออาหารต่างๆ แบบไหน

ถ้าเราเป็นคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง Dr.Attia แนะนำให้ทดลองใช้ Continuous Glucose Monitor (CGM) ซึ่งจะสามารถรายงานผลเป็นรายชั่วโมงได้เลยว่า อาหารที่เรากินเข้าไปมีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือดอย่างไรบ้าง เราจะได้เลือกอาหารที่เหมาะกับเรา

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพ การกินอาหารที่คุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสมนั้นก็เพียงพอแล้ว แค่ต้องเมคชัวร์ว่าเราได้โปรตีนมากเพียงพอ โดย Dr.Attia แนะนำว่าแต่ละวันควรบริโภคโปรตีน 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณหนัก 60 กิโล ก็ควรบริโภคโปรตีนให้ 96 กรัมเป็นต้น

ส่วนอะไรที่เป็นแฟชั่น เช่นการ fasting / keto diet ก็ทดลองทำได้ แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมันมากนัก มันอาจจะช่วยให้เราแก้ปัญหาสุขภาพบางอย่างได้ แต่หากสุขภาพเรากลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่มันทรมานสังขารเกินความจำเป็นครับ


Outlive ตอนที่ 1: โรคเบาหวานและเหตุผลที่ Outlive เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023

Outlive ตอนที่ 2: โรคหัวใจและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

Outlive ตอนที่ 3: ความหวังของการรักษามะเร็งให้หายขาด

Outlive ตอนที่ 4: โรคอัลไซเมอร์

Outlive ตอนที่ 5: KPI ที่สำคัญที่สุดสำหรับอายุที่ยืนยาว

Outlive ตอนที่ 6: VO2 Max และความสับสนเกี่ยวกับ Zone 2 Training

Outlive ตอนที่ 7: Strength และ Stability มิติที่คนออกกำลังกายมองข้าม

Outlive ตอนที่ 8: กินน้อย / ทำ IF แล้วสุขภาพดีจริงหรือ

Outlive ตอนที่ 9: การนอนหลับและสุขภาพทางอารมณ์