ประชุมอย่างไรให้ได้เรื่องได้ราว

20160406_Meeting

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งจัดงาน Connect Day ที่บริษัทไป

งาน Connect Day เป็นงานที่พนักงานในออฟฟิศต่างๆ ทั่วโลกมาคุยกันถึงเป้าหมายหลักขององค์กรในปีนี้ เพื่อให้ เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำมัน connect กับทิศทางของบริษัทอย่างไรบ้าง

งานที่เราจัดที่ออฟฟิศกรุงเทพมีคนมาร่วมงานหลายร้อยคน ภาพงานที่กรุงเทพถูกเลือกไปอยู่บน homepage ของ intranet ของบริษัท (ซึ่งมีพนักงานทั่วโลกห้าหมื่นกว่าคน) แสดงว่าผลงานของคนไทยมีดีพอตัวเลย

การจัดงานของเราประสบความสำเร็จขนาดนี้ โดยมีทีมงานหลักแค่ 6 คน และที่ผมคิดว่าเจ๋งมากก็คือ เราจัดงานนี้ด้วยการประชุมกันแค่สามครั้ง ครั้งละ 30 นาทีเท่านั้น

วันนี้ก็เลยอยากมาแชร์ว่า เราประชุมกันอย่างไรเพื่อให้ได้เนื้อได้หนัง ได้เรื่องได้ราวครับ

อย่าประชุมเกิน 1 ชั่วโมง
เพราะคนเราไม่สามารถโฟกัสอะไรได้นานไปกว่านั้นอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องประชุมนานกว่าหนึ่งชั่วโมงจริงๆ ก็ควรจะมีเวลาให้พักเบรค เพื่อเป็นการชาร์จแบตก่อนจะมาลุยกันใหม่

ให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันก่อน
ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำคืออะไร ข้อมูลสำคัญๆ มีอะไรบ้าง และเนื้องานมีด้านไหนบ้าง อย่างงานของผม ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับการจัดเตรียมสถานที่ การเตรียมอาร์ทเวิร์ค การสื่อสารให้พนักงานในองค์กรรับทราบ การหาและบรี๊ฟตากล้อง ฯลฯ

ให้แต่ละคนเลือกงานที่ตัวเองถนัด
ในกรณีนี้ งานที่เราทำมันเป็นงานอาสา คือเป็นทีมงานที่รวมกันเฉพาะกิจเพื่อมาจัดงาน Connect Day พอทุกคนรู้แล้วว่างานที่ต้องทำมีอะไรบ้าง ก็ให้เขาได้เลือกงานที่ตัวเองถนัดและอยากทำ อย่างพี่ใหญ่ก็จะดูแลเรื่อง sourcing ทั้งหมด (เตรียมงบ สั่งอาหาร สั่งเสื้อ) ส่วนผมดูแลเรื่องการสื่อสารทั้งหมด เป็นต้น

ให้คนที่รับผิดชอบงานนั้นมีดาบกายสิทธิ์
ในความหมายที่ว่า เมื่อเขารับผิดชอบงานนั้นแล้ว เขาควรจะมีอิสระพอสมควรที่จะเลือกว่าอยากจะทำออกมาแบบไหน เช่นโอ๋กับไตเติ้ลดูเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ ผมก็ให้เขาคิดเองเลยว่าอยากจะจัดออกมาในรูปแบบไหน และถ้าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเรา (เช่นคำพูดหรือ wording ที่จะใช้ในฉาก) เราก็คอยช่วยเติมเต็มตรงนั้น ส่วนน้องอีกคนชื่อเดียร์ที่ดูแลด้านอาร์ทเวิร์ค ผมก็แค่บอกเขาไปว่าไอเดียหลักๆ เป็นอย่างไร จะไปเอาโปรแกรมทำภาพฟรีได้ที่ไหน ที่เหลือก็ให้เขาโซโลตามที่เห็นว่าเหมาะ และส่งงานมาให้เราดูเป็นระยะๆ

เวลาประชุม ให้ทุกคนได้พูด
ข้อดีของการที่ทุกคนมีหน้าที่ที่ชัดเจน (และมีดาบกายสิทธิ์) ก็คือ ทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทและส่วนร่วมในการประชุมนั้น เวลาประชุมก็จะง่าย เพราะแต่ละคนก็จะผลัดกันพูดถึงงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งถ้าเราคิดงานให้ละเอียดและแจกจ่ายงานได้ครบถ้วนแล้วล่ะก็ การประชุมจะไหลลื่นมาก

ทุกคนมี Action ชัดเจนหลังประชุมเสร็จ
เป้าหมายหลักของการประชุมมีอยู่สามอย่างเท่านั้น คือแชร์ข้อมูลที่สำคัญ ตัดสินใจร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายไปทำงานที่ได้รับมอบหมายมา (อ่านเพิ่มเติมได้ที่เขียนรายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่) ดังนั้น การประชุมที่ดี คือการประชุมที่ทุกคนรู้ว่า ตัวเองต้องทำอะไรบ้างเมื่อเดินออกจากห้องนี้ไปแล้ว

ทีมงานรองไม่จำเป็นต้องเข้าประชุม
นอกจากทีมงาน 6 คนแล้ว เรายังได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ (ซึ่งผมขอเรียกว่าทีมงานรอง) อย่างน้อยอีกสิบคน แต่เราไม่ได้เชิญคนเหล่านี้เข้าประชุม เพราะเราถือว่าให้เจ้าของงานไปขอความช่วยเหลือและคุยเองได้เลย ซึ่งทำให้คล่องตัวกว่าและไม่ไปรบกวนเวลาคนเหล่านั้นมากเกินไปด้วย

การประชุมนั้นเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่อสารและในการผลักให้งานเดินหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้มันให้เป็นด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วการประชุมจะเป็นเพียงข้ออ้างที่ทำให้เรา “ยุ่ง” จนไม่ได้ทำงานที่สำคัญจริงๆ ครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เมื่อต้องผิดหวัง

20160404_NothingGood

ให้บอกกับตัวเองว่า Nothing good gets away – สิ่งที่ดีกับเราอย่างแท้จริงจะไม่หลุดมือเราไปหรอก

ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินลดราคาที่เราจองไม่ทัน

หรือตำแหน่งที่เราสัมภาษณ์แล้วเขาไม่เอาเรา

หรือแม้จะเป็นคนๆ นั้นที่เราทุ่มเทให้แต่เขาไม่สนใจ

การที่เราจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไร มันมีเหตุผลที่เหมาะสมของมันอยู่แล้ว เหลือแค่ว่าเราจะยอมรับความจริงได้แค่ไหน

บางคนอาจค่อนแคะว่า Nothing good gets away ดูจะเป็นการปลอบใจสไตล์โลกสวยหรือหลอกตัวเอง

โลกสวยก็ช่างปะไร ถ้าใช้แล้วมันเวิร์ค และผลักให้เราก้าวต่อไป ไม่จมจ่อมอยู่กับความผิดหวัง

เพราะโอกาสที่ดีนั้นมีมากมายเหลือเฟือ เหมือนประตูหลายบานที่เปิดรอเราอยู่ แต่เราไม่เคยเห็น เพราะมัวแต่มุ่งความสนใจไปที่ประตูที่แง้มอยู่บานนั้นเพียงบานเดียว

การที่ประตูบานนั้นปิดไป จึงไม่ใช่คำปฏิเสธ

แต่เป็นการเชื้อเชิญให้เราหันไปมองประตูอื่นๆ บ้างต่างหาก

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เวลาที่ดีที่สุดในการขอขึ้นเงินเดือน

20160403_AskForARaise

คือเวลาที่เรามั่นใจว่า ผลงานของเรา รวมถึงความสามารถของเรานั้น เกินเงินเดือนที่เขาให้มาแล้วอย่างน้อยๆ 50%

ถ้าเราในวันนี้ ไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างจากปีที่แล้ว การจะให้องค์กรมาขึ้นเงินเดือนเราก็คงไม่ค่อยเมคเซ้นส์เท่าไหร่

คำถามง่ายๆ ที่จะช่วยประเมินว่าเราควรขอขึ้นเงินเดือนรึเปล่าก็คือ

1. ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัท จะยอมจ่ายเงินเดือนมากกว่าที่เราได้อยู่ตอนนี้หรือไม่?

2. ด้วยเงินเดือนที่เท่ากัน เจ้านายจะหาคนที่ทำงานได้ดีกว่าเรารึเปล่า?

ถ้าข้อหนึ่งตอบว่ายอมจ่าย และข้อสองตอบว่าหาไม่ได้ ก็ไม่เสียหายที่จะลองคุยกับเจ้านายดู

แต่ถ้าข้อหนึ่งตอบว่าไม่ยอมจ่าย และข้อสองตอบว่าหาได้ไม่ยากเลย

ก็ถึงเวลาที่ต้องขยันและขวนขวายกว่านี้แล้วล่ะ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

วิ่งจงกรม

20160402_Run

เมื่อวานผมได้ไปวิ่งรอบหมู่บ้านมาห้ากิโล หลังจากไม่ได้ออกกำลังกายมาร่วมสัปดาห์

ความแตกต่างคราวนี้ คือผมไม่ได้ใส่นาฬิกา

ปกติ เวลาออกวิ่งผมจะจับเวลาด้วย เพื่อจะคอยเตือนตัวเองว่า เอ้อ วิ่งช้าไปแล้วนะ ควรเร่งฝีเท้าหน่อยนะ

แต่เมื่อวาน ผมลองวิ่งโดยไม่จับเวลาเลย แต่หันมา “จับร่างกาย” และ “จับใจ” ดู

วิ่งไปได้ซักสองกิโล ก็เริ่มรู้สึกว่า การวิ่งนี่ก็ถือเป็นการฝึกสติที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

เพราะการวิ่งคือการ “เข้าสู่โลกส่วนตัว” แทบจะโดยสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีใครชวนคุย ไม่ต้องกังวลเรื่องโทรศัพท์มือถือ

มีแค่เรา เสื้อผ้า และรองเท้าเท่านั้น

การวิ่งทางไกลนั้นเป็นกีฬาที่แปลก เพราะเราไม่ได้แข่งกับใคร นอกจากแข่งกับตัวเอง ว่าจะวิ่งได้ดี วิ่งได้เร็วกว่าเดิมหรือไม่

แต่พอไม่ได้จับเวลา และไม่ได้คาดหวังว่าต้องวิ่งให้เร็วขึ้น จึงหมกมุ่นกับตัวเองน้อยลง และมีโอกาสได้ดูตัวเองมากขึ้น

วิ่งไป ก็ดูความรู้สึกของกายไป ว่าแขวนกำลังแกว่ง เท้าซ้ายกับเท้าขวาก็สลับกันส่งร่างกายให้ไปต่อ ดูลมหายใจเข้า-ออกเป็นจังหวะแรงๆ และดูใจของเราที่วกไปคิดเรื่องโน้นที เรื่องนี้ที

ยิ่งวิ่งไปมากเท่าไหร่ “ตัวเรา” ก็ยิ่งหายไป เห็นแต่ร่างกายที่กำลังขยับเขยื้อนเคลื่อนไปเหมือนหุ่นยนต์ และมีใจคอยดูอยู่ห่างๆ

หรือจริงๆ แล้วจุดประสงค์ของการวิ่ง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะตัวเอง

แต่เพื่อลดความเป็นตัวตน จนไม่เหลือใครให้ชนะแล้วต่างหาก

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ตัวอย่าง

20160401_Example

“Example is not the main thing in influencing others. It is the only thing.”

“การทำให้ดูเป็นตัวอย่างไม่ใช่วิธีหลักในการโน้มน้าวคนอื่น มันคือวิธีเดียวเลยต่างหาก”

– Albert Schweitzer

ผู้นำที่แท้ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ

พ่อแม่ที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องสั่งสอนลูกให้มากคำ

เพราะต่อให้เราพูดให้ปากเปียกปากแฉะอย่างไร ถ้าการกระทำของเราไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด เด็กมันก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

ทำให้ผมนึกถึงอีก Quote ที่เคยอ่านมาจากที่ไหนซักที่ว่า

Your children don’t grow up to be what you teach them – they grow up to be who you are

ลูกของคุณจะไม่โตมาเป็นอย่างที่คุณสอนเขาหรอก เขาจะโตมาเป็นอย่างที่คุณเป็นนี่แหละ

นี่คือเหตุผลที่เราควรจะพูดเพราะๆ กับแม่เราเอง เพื่อลูกจะได้พูดเพราะๆ กับเราด้วยเช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่เราควรจะขยันทำงาน เพื่อที่ลูกเราจะได้ตั้งใจเรียนหนังสือ

และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะมีเวลาเล่นกับลูก เพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia