ข้อดี(ที่คุณอาจคิดไม่ถึง)ของการเลี้ยงลูกสองภาษา

2016102_bilingual

วันนี้มีเนื้อหาน่าสนใจจากเว็บ Big Think มาฝากกันอีกแล้วครับ

นักวิจัยจากมหาวิทยาวอชิงตันได้ทำการทดลองที่ให้ข้อสรุปว่า เด็กที่โตมาในบ้านที่พูดสองภาษาจะได้พัฒนาทักษะสำคัญอย่างการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาก่อนที่เด็กเหล่านี้จะพูดได้เสียอีก!

นักวิจัยทำการทดลองนี้กับเด็กอายุ 11 เดือนจำนวน 16 คน โดยครึ่งหนึ่งมีพ่อแม่ที่พูดภาษาอ้งกฤษทั้งบ้าน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมีพ่อแม่ที่พูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

ในการทดลอง เด็กแต่ละคนจะได้ฟังคำพูดที่มาจากทั้งสองภาษา พร้อมกับถูกวัดคลื่นสมองด้วยเทคโนโลยี Magnetoencephalography (MEG)  ซึ่งจะระบุได้เลยว่าส่วนใดของสมองบ้างที่แอ๊คทีฟเวลาฟังคำแต่ละคำ

จากการทดลองเห็นได้ชัดว่า เด็กจากบ้านที่พูดสองภาษานั้นจะมีความเคลื่อนไหวในสมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) ค่อนข้างสูง ซึ่งสมองส่วนนี้จะควบคุมกลไกเกี่ยวกับการบริหาร (executive function) อย่างการตัดสินใจ (decision-making) และการแก้ปัญหา (problem-solving) จึงถือได้ว่าเด็กกลุ่มนี้ได้ออกกำลังสมองส่วน executiveตั้งแต่ยังแบเบาะเลยทีเดียว

มีงานวิจัยอีกหลายฉบับที่พบว่า ผู้ใหญ่ที่พูดได้สองภาษานั้นจะสวมบทบาทของนักบริหารได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่พูดได้ภาษาเดียว โดยผู้ใหญ่ที่พูดได้สองภาษาจะสามารถสลับการทำงาน (switch  task) ระลึกข้อมูลเก่าๆ (recall  memories) และวางแผนหรือแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่พูดได้ภาษาเดียว ส่วนเด็กที่พูดได้สองภาษาก็มีทักษะด้านนี้เหนือกว่าเด็กที่พูดได้ภาษาเดียวเช่นกัน

ที่สำคัญ เจ้าตัว executive brain function ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการเรียนหน้งสือให้สำเร็จและการมีความสุขกับชีวิต แถมการเรียนรู้ภาษาที่สองยังช่วยยืดสมองให้พ้นจากโรคร้ายที่มากับความชราอย่างโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์อีกด้วย

การเรียนภาษาที่สองจึงไม่มีผลเสียอะไรเลย และยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

ข่าวดีก็คือคุณสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษาได้ แม้ว่าคุณพูดได้แค่ภาษาเดียวก็ตาม โดยสมาคมภาษา (Linguistic Society) ให้คำแนะนำไว้สามข้อได้แก่

1. ถ้าที่บ้านสามารถพูดสองภาษาได้อยู่แล้ว จงให้พ่อพูดหนึ่งภาษา และให้แม่พูดอีกหนึ่งภาษา โดยต้องเคลียร์กับลูกให้ชัดเจนก่อนว่าคนไหนจะพูดภาษาอะไร เด็กจะได้รับมือและพูดจาโต้ตอบได้โดยไม่สับสน

2. แต่ถ้าภาษาอังกฤษคุณไม่กระดิกก็ไม่ต้องถอดใจนะครับ เพราะบ้านเรามีภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ สอดแทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันตลอดอยู่แล้ว สิ่งที่เราควรทำคือชี้ให้ลูกเห็นว่า คำๆ นี้มาจากภาษาอื่นนะ หรือไม่ก็นั่งดูรายการสองภาษาต่างประเทศด้วยกันทั้งครอบครัว ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็กได้ซึมซับภาษาที่สองอย่างสม่ำเสมอ เด็กก็จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

3. ใช้บริการเว็บแลกเปลี่ยนทางภาษา (Language Exchange Community) ซึ่งจะเป็นที่ที่เราและลูกจะมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของภาษาจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการที่ลัดสั้นและทรงประสิทธิภาพที่สุด

จริงๆ ผมเองก็พูดกับลูกสาวเป็นภาษาอังกฤษมาซักพักแล้ว (แถมตอนนี้ปรายฝนอายุ 11 เดือนเหมือนในการทดลองเป๊ะเลย) แต่ช่วงเดือนสองเดือนหลังหย่อนยานไปหน่อยเพราะเห็นว่าพูดไปก็ไม่เห็นเขาจะมีปฏิกิริยาตอบรับ และถึงยังไงพูดภาษาไทยก็ได้อรรถรสกว่า

แต่พอได้มารู้ข้อดีของการให้ลูกได้ฟังภาษาที่สองเพิ่มเติมอย่างนี้ ผมคงต้องเข้มงวดกับตัวเองและพูดอังกฤษกับลูกให้บ่อยขึ้นแล้วครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Big Think: The sooner you expose a baby to a second language, the smarter they’ll be

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สำรวจสำเร็จ

20161001_after40

“คำสอนของคนจีนคำหนึ่งคือ ให้สำเร็จหลังอายุ 40 แล้วจะยั่งยืน เพราะถ้าสำเร็จก่อน 40 หรือ 30 ต้นๆ คุณก็จะห้ามใจไม่ได้ที่จะมีอีโก้ เพราะประสบการณ์ในชีวิตไม่พอ การสำเร็จในวัยที่อายุน้อย ส่วนใหญ่จะควบคุมอีโก้และความหยิ่งผยองไม่ได้ แล้วมันจะนำไปสู่ความล้มเหลว”

– ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
a day BULLETIN issue 133, 4-10 February 2010
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


ช่วงนี้กระแส Startup หรือบริษัทที่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดดกำลังมาแรงมากในเมืองไทย

เห็นได้จากการประกวด Startup ที่มีจัดกันแทบทุกเดือน รวมถึงธุรกิจ Fintech (Financial Technology) ที่ธนาคารใหญ่ๆ ต่างลงมาร่วมเล่นด้วย

Startup ตัวพ่อคงหนีไม่พ้น Facebook ที่ทำให้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังไม่ขึ้นเลขสาม

มาร์คจึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หลายๆ คน รวมถึงนักเขียนแนว “นักล่าฝัน” ที่หยิบยกความสำเร็จของมาร์คและเฟซบุ๊คมาเป็นตัวอย่าง

จึงกลายมาเป็นค่านิยมของเด็กที่จบใหม่สมัยนี้ว่าต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องโตไวๆ รวยไวๆ จะได้รีไทร์ก่อนอายุ 30

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะค่านิยมก็คือแฟชันอย่างหนึ่งที่เข้ามาและจากไปเป็นวัฏจักร

เพียงแต่ค่านิยมโตเร็วรวยเร็วมันอาจทำให้คนที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนอายุ 30 กว่าๆ (อย่างผม) แอบรู้สึกตกกระแสอยู่เหมือนกัน

พอได้อ่านคำพูดของคุณก่อศักดิ์ CEO ของ 7-Eleven ก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

“คำสอนของคนจีนคำหนึ่งคือ ให้สำเร็จหลังอายุ 40 แล้วจะยั่งยืน”

โอเคล่ะ คำสอนนี้คงมีมาตั้งแต่ก่อนที่โลกจะมีอินเตอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ค และสมาร์ทโฟน จึงอาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสมัยนี้มากเท่าสมัยก่อน

แต่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเร็วเพียงใด จิตใจคนก็ไม่ได้พัฒนาตามไปด้วยซักหน่อย

คนส่วนใหญ่ก็ยังคงมีรักโลภโกรธหลง ไม่ต่างจากสิบปี ร้อยปี หรือพันปีที่แล้ว

ดังนั้นประโยคนี้จึงยังน่าฟังและเก็บไว้เตือนสติตัวเอง

“การสำเร็จในวัยที่อายุน้อย ส่วนใหญ่จะควบคุมอีโก้และความหยิ่งผยองไม่ได้”

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราก้าวหน้ากว่าคนอื่น มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเห็นว่าคนอื่นด้อยหรือฉลาดน้อยกว่าเรา

ที่ผมกล้ายืนยันเพราะบางทีผมก็เคยรู้สึกอย่างนี้ ซึ่งไม่น่ารักเอาซะเลย

เราแต่ละคนมีนิยามของความสำเร็จไม่เหมือนกัน และบางคนก็เป็นม้าตีนต้นส่วนบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

เราจึงไม่ควรลำพองเมื่อเห็นว่าตัวเองก้าวหน้ากว่าคนอื่น หรือรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อเห็นว่าคนอื่นล้ำหน้ากว่าเรา

สิ่งที่สำคัญกว่า คือการสำรวจตัวเองว่า เราพอใจกับสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นอยู่หรือยัง

ถ้าคำตอบคือพอใจก็ดีไป

แต่ถ้าคำตอบคือไม่พอใจ ก็ควรสำรวจให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งว่าความไม่พอใจนั้นเกิดจากอะไร

ถ้าเกิดจากความจริงที่ว่า เรารู้ว่าเราทำได้ดีกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาเราไม่กล้าหรือขี้เกียจเกินไป ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

แต่ถ้าความไม่พอใจนั้นเกิดจากการเอา “ค่านิยมในสังคม” มาวัด ก็ต้องคิดดูดีๆ ว่าค่านิยมนั้นมันเหมาะกับเราจริงรึเปล่า

ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยกับการวิ่งตามแฟชั่นที่ถูกสร้างโดยใครก็ไม่รู้

จนลืมไปว่าเราเป็นใคร

และจริงๆ แล้วต้องการอะไรครับ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 133, 4-10 February 2010

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเกลือเค็ม

20160930_salt

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาจารย์เซนผู้หนึ่งมีศิษย์ที่ชอบร้องทุกข์คร่ำครวญอยู่คนหนึ่ง

และเนื่องจากทัศนคติที่คับแคบนี้เอง ทำให้ศิษย์ผู้นี้มักจะมีแต่ความทุกข์กังวล จิตใจไม่เป็นสุข

วันหนึ่ง อาจารย์เซนสั่งให้ศิษย์คนดังกล่าวไปตลาดซื้อเกลือมาถุงหนึ่ง เมื่อศิษย์กลับมา จึงสั่งให้นำเกลือมาหยิบมือหนึ่ง จากนั้นจึงโปรยลงไปในแก้วน้ำ แล้วให้ศิษย์ดื่ม พลางกล่าวถามว่า

“รสชาติของน้ำเป็นอย่างไร?”

“เค็มจนขม” ศิษย์ตอบด้วยใบหน้าเหยเก

จากนั้น อาจารย์เซนได้พาศิษย์ไปยังริมทะเลสาบ สั่งให้นำเกลือที่เหลือ โปรยลงไปในทะเลสาบจนหมดสิ้น แล้วกล่าวว่า

“ลองดื่มน้ำจากทะเลสาบดูสิ”

ศิษย์จึงก้มตัวลงไปวักน้ำจากทะเลสาบขึ้นมาดื่ม

อาจารย์เซนถามอีกว่า “คราวนี้รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”

ศิษย์ตอบว่า “รสชาติหวานสะอาด บริสุทธิ์ยิ่ง”

“ยังมีรสเค็มหรือไม่?” อาจารย์ถามต่อ

“ไม่มี” ศิษย์ตอบ

อาจารย์เซนได้ฟัง จึงผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มพลางเอ่ยต่อไปว่า

“ความทุกข์ในชีวิตคนเราก็เป็นดั่งเกลือ มันจะมีรสเค็มหรือรสจืด ล้วนขึ้นอยู่กับภาชนะที่รองรับ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเป็นน้ำหนึ่งแก้ว หรือเป็นลำน้ำสายหนึ่ง”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน: รสชาติของเกลือ 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กุญแจดอกสุดท้าย

20162928_lastkey

Don’t give up. Normally it is the last key on the ring which opens the door.

– Paulo Coelho

ผมไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้มานานแล้ว

สถานการณ์ที่คิดงานไม่ออก

ผมปลุกปั้นกับมันมาตลอดสัปดาห์ แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน อาจเป็นเพราะว่าไม่คุ้นเคยกับงานชิ้นนี้ ทำอะไรก็เลยพลอยขาดความมั่นใจและออกนอกทะเลตลอด

เหมือนผมกำลังจะเข้าประตูบานหลังใหม่ กุญแจหลายต่อหลายดอกที่ผมเคยใช้ประจำเลยไร้ประโยชน์

วันศุกร์นี้ต้องส่งงานแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะเสร็จทันรึเปล่า

โชคดีที่ได้เพื่อนร่วมทีมช่วยชี้ทางให้บ้าง ทำให้ดูไม่สิ้นหวังเกินไปนัก

และประโยคนี้ก็ช่วยให้มีกำลังใจมากขึ้น

Don’t give up. Normally it is the last key on the ring which opens the door.

คงต้องลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอกุญแจที่ไขประตูบานนี้ได้ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

แรงขับเคลื่อนของเราในวันนี้

20160927_momentum

บางอย่างมันหมดอายุไปแล้วหรือยัง?

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แฟนบ่นกับผมว่าอยากกินข้าวหน้าปลาไหล ผมก็เลยบอกกับเธอว่าไว้วันอาทิตย์กลับจากพัทยาถ้ามีจังหวะเราไปกินกันมั้ย

แต่สุดท้ายวันอาทิตย์เราก็ไม่ได้ไปกิน แฟนเองก็ไม่ได้เอ่ยถึง ไม่แน่ใจว่าเพราะลืม เพราะเหนื่อย หรือเพราะว่าไม่ได้รู้สึกอยากกินแล้ว

ผมว่าหลายคนก็น่าจะเคยเจออารมณ์นี้นะ อารมณ์ที่อยากกินอะไรบางอย่างมากๆ แต่พอผ่านไปซักสองสามวันกลับรู้สึกเฉยๆ แล้ว

ความอยากก็เหมือนขนมปังปอนด์ ทุกก้อนมีวันหมดอายุของมัน

ความอยากบางชนิดก็อายุสั้น ความอยากบางชนิดก็อยู่ได้ยาวหน่อย แต่สุดท้ายก็ต้องหมดอายุอยู่ดี

ปัญหาก็คือ บางทีเราก็เผลอคิดไปว่าเรายังอยากอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้อยากแล้ว

ผู้หญิงที่เราตามจีบมาแรมปี จริงๆ แล้วเรายังชอบเขาอยู่ หรือเราทำไปเพราะความเคยชินและไม่อยากยอมแพ้?

รถคันนั้นที่เก็บตังค์ซื้อมาหลายเดือน ตอนนี้เรายังอยากได้มันจริงๆ หรือเปล่า?

ความฝันบางอย่างที่บอกว่าอยากทำมานาน ตอนนี้มันยังเป็นความฝันของเราอยู่หรือไม่?

ผมไม่ได้จะมาบอกให้ล้มเลิกความฝันหรือยอมแพ้อะไรง่ายๆ นะครับ

เพียงแต่คิดว่าเราควรคอยสำรวจตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าไอ้ความอยากที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้มันยังสอดคล้องกับตัวตนของเราในวันนี้รึเปล่า

เพราะความอยากมันเป็นก้อนเดิม แต่ตัวเราเองโตขึ้นทุกวัน

การทำให้สมอยากนั้นต้องใช้แรงและเวลา จึงไม่ควรเสียมันไปกับเรื่องที่เราไม่ได้อยากทำจริงๆ ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com