นิทานขโมยกลับใจ

20161006_thief

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาจารย์บันไก ได้เปิดสอนวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดของท่าน

เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์เซ็นที่มีชื่อเสียง จึงมีนักศึกษามาจากทั่วสารทิศในประเทศญี่ปุ่น

ในจำนวนนักศึกษาที่มาศึกษานั้น มีผู้หนึ่งชอบประพฤติตัวเป็นขโมย ชอบขโมยทรัพย์สินของนักศึกษาด้วยกัน

วันหนึ่งถูกจับได้ พวกนักศึกษาโกรธแค้นมาก จึงนำเรื่องไปฟ้องร้องท่านอาจารย์บันไก แต่ท่านก็กลับนิ่งเฉย

ต่อมา นักศึกษาผู้นั้นก็ทำการขโมยของ และถูกจับได้อีก

พวกนักศึกษาจึงพากันไปกล่าวโทษอีก แต่ท่านอาจารย์กลับทำเป็นไม่สนใจ

คราวนี้พวกนักศึกษาโกรธมาก จึงยื่นคำขาดกับท่านอาจารย์บันไกว่า หากท่านอาจารย์ยังไม่ยอมชำระโทษหัวขโมยให้อีก พวกตนจะพากันออกจากสำนักทั้งหมด

เมื่อท่านอาจารย์บันไกได้อ่านคำฟ้องแล้ว ท่านก็ให้เรียกประชุมบรรดานักศึกษาทั้งหลาย และกล่าวว่า

“พวกเธอทั้งหลายที่ลงชื่อในหนังสือฟ้องร้องนี้ นับว่าเป็นคนฉลาดมาก เพราะเธอต่างก็รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำอะไรควรละเว้น หากพวกเธอประสงค์จะออกจากสำนักฉันไปศึกษาต่อที่อื่นฉันก็ยินดีให้เธอไปได้ตามแต่ใจปรารถนา แต่เจ้าเพื่อนขี้ขโมยที่น่าสงสารของเธอคนนี้ เขายังโง่เขลามาก ยังไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าหากฉันไม่สอนเขาแล้ว ใครล่ะจะเป็นผู้สอน เธอทั้งหลายจงเห็นใจเถิดที่ฉันต้องให้เขาอยู่กับฉันต่อไป”

พอท่านอาจารย์กล่าวจบลง นักศึกษาหัวขโมยก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็กลับตัวเป็นคนดีไม่มีนิสัยชอบขโมยของอีกเลย


ขอบคุณนิทานจากเว็ประตูสู่ธรรม : ขโมยกลับใจ โพสท์ในเวปกองทัพพลังจิต โดยคุณ Kamen rider เมื่อ 10-01-2005

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ต้นทุนที่เรามีกันทุกคน

20161005_endowments

Stephen R. Covey ผู้โด่งดังจากหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนต่างเกิดมาพร้อมต้นทุน 4 อย่างที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

1. ความตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness)
2. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (conscience)
3. จินตนาการ (imagination)
4. ความมุ่งมั่น (independent will)

ความตระหนักรู้ในตนเองจะทำให้เราสามารถ “ถอยหลัง” ออกมาเพื่อสังเกตความคิดหรือการกระทำของเราว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ ความตระหนักรู้ในตนเองยังช่วยสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา” กับ “สิ่งที่เราจะตอบสนองออกไป” เมื่อใดก็ตามที่เรามองเห็นช่องว่างนั้น เราก็จะเลือกได้ว่าจะเลือกตอบสนองด้วยวิธีไหน

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ คนเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดคือถูก สิ่งใดคือผิด เหลือเพียงแต่ว่าเราจะฟังเสียงข้างในตนเองหรือจะกลบเสียงนั้นด้วยข้ออ้างต่างๆ นาๆ หรือเปล่าเท่านั้น

จินตนาการ จะช่วยให้เราสร้างภาพของสิ่งที่ยังไม่มี ทำให้เรามองเห็นอนาคตด้วยความหวังและทัศนคติในทางบวก เพื่อที่จะมุ่งไปยังภาพที่เราได้จินตนาการเอาไว้

ความมุ่งมั่น คือแรงขับดันจากภายในที่จะลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ โดยใช้จินตนาการเป็นจุดหมาย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเครื่องนำทาง และความตระหนักรู้เป็นเครื่องตรวจสอบตนเองตลอดเส้นทางที่เราเดิน

ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด ต้นทุนทั้งสี่ข้อนี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

และที่สำคัญ คือไม่มีใครสามารถเอามันไปจากเราได้

มีของดีอยู่กับตัวขนาดนี้แล้ว ใช้มันให้คุ้มค่านะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ First Things First by Stephen R. Covey

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เสียงที่ไร้คำพูด

20161004_wordsnovoice

“There is a voice that doesn’t use words. Listen.”

– Rumi

เสียงที่ไร้คำพูดอาจมาสู่เราได้หลายรูปแบบ

เสียงที่ไร้คำพูดของคู่สนทนาเรานั้น อาจจะออกมาจากแววตา อากัปกิริยา หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เขาเว้นวรรคไว้

ผมเชื่อว่าการฟังให้ได้ยินเสียงเหล่านั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นดีขึ้น

ในทางกลับกัน ร่างกายของเราก็ส่งเสียงที่ไร้คำพูดเช่นกัน และถ้าเราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเราเอง เราก็ควรฟังเสียงนั้นให้ดีๆ

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มันบอกกับเราว่าไปนอนได้แล้วนะ

หรือหยุดกินได้แล้วนะ

หรือลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำได้แล้วนะ

เรามักไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้เพราะเรามัวแต่สนใจเรื่องอื่นอยู่ หรือถึงได้ยินเราก็เพิกเฉยเพราะเห็นว่านิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า

แล้วพอร่างกายมันพังให้ดูต่อหน้าต่อตา เราก็ค่อยมานั่งบ่นว่าไม่น่าเลย

“There is a voice that doesn’t use words. Listen.”

เสียงที่ไร้คำพูดจะไม่เคยตะโกน ถ้าอยากจะได้ยินเสียงเหล่านี้ ต้องหัดสังเกตสังกาและรู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ

จะได้เปลี่ยนแปลง ก่อนที่อะไรจะสายเกินไปครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อผิดก็จงยอมรับ

20161003_admit

เมื่อถูกก็ไม่ต้องพูดมาก

Admit when you are wrong. Shut up when you are right.
– John Gottman

คนเราส่วนใหญ่มักจะทำตรงกันข้าม

เวลาผิดจะเงียบเป็นเป่าสาก เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราผิด

ส่วนเวลา(ที่คิดว่าเรา)ถูกนี่เราจะเถียงคำไม่ตกฟากเลย โดยเฉพาะยิ่งถ้าเชื่อว่าอีกฝ่ายนึงผิดด้วยแล้ว เราจะพูดยังไงก็ได้ให้เขารู้ตัวว่าเขาผิดนะ

ผมว่าไอ้ความอยากพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องนี่น่าจะเป็นความต้องการ (need) อันดับต้นๆ ของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ เราถึงยอมเสียเวลาทะเลาะกับคนที่ไม่รู้จักบนเว็บบอร์ดและเฟซบุ๊ค และเผลอทำร้ายความรู้สึกของคนใกล้ชิดเพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเรานี่แหละที่เป็นคนถูก

ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่คุ้มกันเท่าไหร่เลย

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราถูก ก็ไม่เห็นต้องพูดอะไรมาก ยอมให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาถูกดีกว่า

เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะได้เป็น”คนถูก” บนซากปรักหักพักของความสัมพันธ์?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

20161002_sunshine

“When you can’t find the sunshine, be the sunshine.”
– Unknown

“เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” เป็นชื่อหนังสือของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนึ่งในนักสัมภาษณ์ที่ผมชอบมากที่สุด

โดยปกติ อารมณ์ของคนเรามักจะถูกขับเคลื่อนจากสิ่งภายนอก

ถ้าวันนี้อากาศดี เจ้านายชม ทำงานเสร็จ ได้กินอาหารอร่อย เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ดีชะมัด

แต่ถ้าวันนี้ฝนตก รถติด ไปทำงานสาย โดนเจ้านายด่า ชีวิตก็จะดูมืดมนหม่นหมองในทันใด

เรารอรับความสว่างไสวที่มาจากแหล่งอื่นๆ เสียจนเคย จนลืมไปว่าเราเองก็มีความเป็นดาวฤกษ์อยู่ในตัวเหมือนกัน

เรื่องราวภายนอกหม่นหมองเพียงใด เราอาจควบคุมไม่ได้

แต่เรื่องราวภายในที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง เราอาจจะพอควบคุมได้บ้าง

When you can’t find the sunshine, be the sunshine.

ในเมื่อพระอาทิตย์ไม่สาดส่อง ก็จงเป็นดวงอาทิตย์เองซะเลย

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

เพราะเราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเองครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่