3 โรคเรื้อรังของคนไทย

 

20161007_chronic

1.โรคขี้บ่น
2.โรคทำไปก็เท่านั้น
3.โรคช่างมันเถอะ

สามโรคนี้มักจะเกิดขึ้นกันเป็นทอดๆ

พอเจอสถานการณ์น่าเบื่อ เราจะบ่นให้เพื่อนๆ ฟังทั้งด้วยวาจาและบนเฟซบุ๊ค

แต่บ่นเสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไร เพราะเราจะคิดว่า ทำไปก็เท่านั้น

พอรู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น ก็เลยปลอยใจตัวเองว่า ช่างมันเถอะ

ผมเองก็เคยเป็นโรคนี้ แต่ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะได้ประสบกับตัวเองว่า เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรช่างมัน เพราะเราทำอะไรกับมันได้ เพื่อว่าวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องมาเจอสถานการณ์เดิมให้เบื่อให้บ่นกันอีก

วันนี้ผมขอยกสองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนะครับ

สถานการณ์แรก – แท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร
ฮีโร่ – กรมการขนส่งทางบก 

เมื่อก่อน เวลาเจอแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ผมก็จะก่นด่าในใจ และจำได้ว่าครั้งนึงเคยโพสต์ลงเฟซบุ๊คด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น คิด(เอาเอง)ว่าถึงจะแจ้งทางการไปก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้นก็ช่างมันเถอะ แล้วมองหาแท๊กซี่คันถัดไป

เดี๋ยวนี้ เวลาเจอแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ผมจะถ่ายรูปแท๊กซี่และทะเบียนเอาไว้ จดเอาไว้ในมือถือว่าเรียกตอนกี่โมงวันที่เท่าไหร่ จากที่ไหน จะไปที่ไหน และถ้าจำหน้าคนขับแท๊กซี่ได้ก็จะจดเอาไว้ด้วยเช่นอายุประมาณเท่าไหร่ ผิวขาวหรือผิวคล้ำเป็นต้น

เมื่อกลับถึงบ้านหรือเข้าออฟฟิศวันถัดมา ผมจะกูเกิ้ล “ร้องเรียนรถแท๊กซี่” ซึ่งลิงค์แรกจะพาเราเข้าไปที่เว็บกรมการขนส่งทางบก จากนั้นจึงคลิ้กเมนูด้านมุมซ้ายบน แล้วกรอกรายละเอียดลงไป โดยพยายามจะกรอกให้ครบถ้วนเพื่อให้ทางการแน่ใจว่าการร้องเรียนนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเล่นสนุก

ที่สำคัญ สองข้อสุดท้ายจะมีให้ระบุว่าต้องการให้ติดต่อกลับเรื่องผลการร้องเรียนหรือไม่ พร้อมทั้งให้แจ้งเบอร์มือถือสำหรับส่ง SMS

ผมร้องเรียนมาทั้งหมดสี่ครั้ง และทุกครั้งก็จะได้ SMS ส่งกลับมาภายในเวลา 2-4 สัปดาห์ครับ

screenshot_20161007-083353

ต้องขอขอบคุณกรมการขนส่งทางบกที่ทำหน้าที่ได้อย่างขยันขันแข็ง ขอเป็นกำลังใจให้ และจะดียิ่งกว่านี้ถ้าเว็บร้องเรียนสามารถใช้งานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะผมเคยลองแล้วมันระบุวันที่เกิดเหตุไม่ได้ ต้องกรอกผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น


สถานการณ์ที่สอง – โดนหลอกซื้อของออนไลน์
ฮีโร่ – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 

พอพูดถึงชื่อสคบ. หลายคนคงจะเบือนหน้าหนี เพราะขึ้นชื่อว่าร้องเรียนไปก็ไม่ได้ผลอะไรขึ้นมา

แต่ผมอยากให้ปรับความเชื่อกันใหม่นะครับ

แม่ผมโดนหลอกซื้อของออนไลน์ไปหกชิ้น ขายชิ้นละ 700 กว่าบาท แต่พอได้ของมาก็เห็นชัดๆ ว่าเป็นของจีนแดง พอเอาของอย่างเดียวกันนี้ไปเซิร์ชในเว็บอื่นๆ เขาก็ขายกันแค่ร้อยกว่าบาทเท่านั้น

พอโทร.ไปตามเบอร์ที่เขาให้มาในใบเสร็จ ก็ไม่มีคนรับสาย ผมลองสืบเสาะหาข้อมูลของบริษัทผู้ขาย จึงเห็นว่าเป็นเครือข่ายเดียวกับธุรกิจของชาวรัสเซียในพัทยาซึ่งเคยโดนตำรวจบุกจับไปแล้ว

ใจหนึ่งก็อยากยอมแพ้ แต่ก็รู้สึกเจ็บใจที่แม่โดนหลอกซื้อของ ก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองร้องเรียนสคบ.ดูแล้วกัน

ผมก็เลยกูเกิ้ลคำว่า สคบ. แล้วลิงค์แรกก็จะพาเราไปที่เว็บของเขา จากนั้นก็คลิ้กปุ่ม “ร้องเรียนออนไลน์” ปุ่มเล็กๆ ด้านขวาบน ซึ่งจะพาเราไปที่ http://complain.ocpb.go.th/ (แต่ ณ วันที่เขียนบทความนี้มันขึ้น Error อยู่นะครับ) จากนั้นก็กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน โดยแนบรูปสินค้าและใบเสร็จไปให้ด้วย

อีกไม่กี่วันถัดมาผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่สคบ.ชื่อคุณรัศมี เพื่อคอนเฟิร์มเรื่องที่ร้องเรียนไป

แล้วผมก็ได้รู้ซึ้งถึงพลังของหน่วยงานราชการอย่างสคบ. เพราะวางหูจากคุณรัศมีไปไม่ถึงสิบนาที เจ้าหน้าที่จากบริษัทที่ขายของให้แม่ผมก็โทร.มาหา บอกว่าได้คุยกับเจ้าหน้าที่สคบ.แล้ว และจะรีบดำเนินเรื่องให้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้ง add LINE กันไว้เพื่อคุยต่อ

แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะครับ เพราะผมต้องส่งของกลับไปให้เขาก่อน แล้วบริษัทก็เงียบไปอีกจนผมต้องตามทางไลน์ไปอีกหลายหน

อยู่มาวันหนึ่งผมก็หาไลน์ของบริษัทเขาไม่เจอ (จริงๆ แล้วเขาเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์ แต่ช่วงนั้นผมเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือพอดีเลยค้นหาข้อความเก่าไม่ได้) ผมเลยโทร.หาคุณรัศมีอีกครั้ง ซึ่งเธอก็รับปากว่าจะช่วยตามเรื่องให้ พอผ่านไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ได้เงินเข้าบัญชีสี่พันกว่าบาทครบถ้วนตามที่เสียไปครับ


นิทานสองเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  • อย่าเอาภาพจำที่เรามีกับแบรนด์ต่างๆ (เช่น สคบ.) มาเป็นข้ออ้างให้เราไม่คิดจะติดต่อเขา
  • เพราะคนทำงานส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก หรือเจ้าหน้าที่สคบ. เขาก็ย่อมอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้มันดีกันทั้งนั้น
  • เราเองก็มี “หน้าที่” ในฐานะประชาชนและผู้บริโภค ที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ และร้องเรียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเช่นกัน – If you are not part of the solution, you are part of the problem.

บทความนี้ผมเขียนขึ้นก็เพื่อจะให้กำลังใจกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งรู้สึกขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ และขอโทษที่ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิดคิดไปเองว่า “ร้องเรียนไปก็เท่านั้น”

อีกจุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อเชียร์คนอ่านหันให้ลองมาใช้สิทธิ์ของเราดู

เผื่อสังคมไทยจะหายจากโรคเรื้อรังนี้ได้ซักวันครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานขโมยกลับใจ

20161006_thief

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาจารย์บันไก ได้เปิดสอนวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดของท่าน

เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์เซ็นที่มีชื่อเสียง จึงมีนักศึกษามาจากทั่วสารทิศในประเทศญี่ปุ่น

ในจำนวนนักศึกษาที่มาศึกษานั้น มีผู้หนึ่งชอบประพฤติตัวเป็นขโมย ชอบขโมยทรัพย์สินของนักศึกษาด้วยกัน

วันหนึ่งถูกจับได้ พวกนักศึกษาโกรธแค้นมาก จึงนำเรื่องไปฟ้องร้องท่านอาจารย์บันไก แต่ท่านก็กลับนิ่งเฉย

ต่อมา นักศึกษาผู้นั้นก็ทำการขโมยของ และถูกจับได้อีก

พวกนักศึกษาจึงพากันไปกล่าวโทษอีก แต่ท่านอาจารย์กลับทำเป็นไม่สนใจ

คราวนี้พวกนักศึกษาโกรธมาก จึงยื่นคำขาดกับท่านอาจารย์บันไกว่า หากท่านอาจารย์ยังไม่ยอมชำระโทษหัวขโมยให้อีก พวกตนจะพากันออกจากสำนักทั้งหมด

เมื่อท่านอาจารย์บันไกได้อ่านคำฟ้องแล้ว ท่านก็ให้เรียกประชุมบรรดานักศึกษาทั้งหลาย และกล่าวว่า

“พวกเธอทั้งหลายที่ลงชื่อในหนังสือฟ้องร้องนี้ นับว่าเป็นคนฉลาดมาก เพราะเธอต่างก็รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำอะไรควรละเว้น หากพวกเธอประสงค์จะออกจากสำนักฉันไปศึกษาต่อที่อื่นฉันก็ยินดีให้เธอไปได้ตามแต่ใจปรารถนา แต่เจ้าเพื่อนขี้ขโมยที่น่าสงสารของเธอคนนี้ เขายังโง่เขลามาก ยังไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าหากฉันไม่สอนเขาแล้ว ใครล่ะจะเป็นผู้สอน เธอทั้งหลายจงเห็นใจเถิดที่ฉันต้องให้เขาอยู่กับฉันต่อไป”

พอท่านอาจารย์กล่าวจบลง นักศึกษาหัวขโมยก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็กลับตัวเป็นคนดีไม่มีนิสัยชอบขโมยของอีกเลย


ขอบคุณนิทานจากเว็ประตูสู่ธรรม : ขโมยกลับใจ โพสท์ในเวปกองทัพพลังจิต โดยคุณ Kamen rider เมื่อ 10-01-2005

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ต้นทุนที่เรามีกันทุกคน

20161005_endowments

Stephen R. Covey ผู้โด่งดังจากหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนต่างเกิดมาพร้อมต้นทุน 4 อย่างที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

1. ความตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness)
2. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (conscience)
3. จินตนาการ (imagination)
4. ความมุ่งมั่น (independent will)

ความตระหนักรู้ในตนเองจะทำให้เราสามารถ “ถอยหลัง” ออกมาเพื่อสังเกตความคิดหรือการกระทำของเราว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ ความตระหนักรู้ในตนเองยังช่วยสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา” กับ “สิ่งที่เราจะตอบสนองออกไป” เมื่อใดก็ตามที่เรามองเห็นช่องว่างนั้น เราก็จะเลือกได้ว่าจะเลือกตอบสนองด้วยวิธีไหน

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ คนเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดคือถูก สิ่งใดคือผิด เหลือเพียงแต่ว่าเราจะฟังเสียงข้างในตนเองหรือจะกลบเสียงนั้นด้วยข้ออ้างต่างๆ นาๆ หรือเปล่าเท่านั้น

จินตนาการ จะช่วยให้เราสร้างภาพของสิ่งที่ยังไม่มี ทำให้เรามองเห็นอนาคตด้วยความหวังและทัศนคติในทางบวก เพื่อที่จะมุ่งไปยังภาพที่เราได้จินตนาการเอาไว้

ความมุ่งมั่น คือแรงขับดันจากภายในที่จะลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ โดยใช้จินตนาการเป็นจุดหมาย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเครื่องนำทาง และความตระหนักรู้เป็นเครื่องตรวจสอบตนเองตลอดเส้นทางที่เราเดิน

ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด ต้นทุนทั้งสี่ข้อนี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

และที่สำคัญ คือไม่มีใครสามารถเอามันไปจากเราได้

มีของดีอยู่กับตัวขนาดนี้แล้ว ใช้มันให้คุ้มค่านะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ First Things First by Stephen R. Covey

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เสียงที่ไร้คำพูด

20161004_wordsnovoice

“There is a voice that doesn’t use words. Listen.”

– Rumi

เสียงที่ไร้คำพูดอาจมาสู่เราได้หลายรูปแบบ

เสียงที่ไร้คำพูดของคู่สนทนาเรานั้น อาจจะออกมาจากแววตา อากัปกิริยา หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เขาเว้นวรรคไว้

ผมเชื่อว่าการฟังให้ได้ยินเสียงเหล่านั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นดีขึ้น

ในทางกลับกัน ร่างกายของเราก็ส่งเสียงที่ไร้คำพูดเช่นกัน และถ้าเราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเราเอง เราก็ควรฟังเสียงนั้นให้ดีๆ

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มันบอกกับเราว่าไปนอนได้แล้วนะ

หรือหยุดกินได้แล้วนะ

หรือลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำได้แล้วนะ

เรามักไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้เพราะเรามัวแต่สนใจเรื่องอื่นอยู่ หรือถึงได้ยินเราก็เพิกเฉยเพราะเห็นว่านิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า

แล้วพอร่างกายมันพังให้ดูต่อหน้าต่อตา เราก็ค่อยมานั่งบ่นว่าไม่น่าเลย

“There is a voice that doesn’t use words. Listen.”

เสียงที่ไร้คำพูดจะไม่เคยตะโกน ถ้าอยากจะได้ยินเสียงเหล่านี้ ต้องหัดสังเกตสังกาและรู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ

จะได้เปลี่ยนแปลง ก่อนที่อะไรจะสายเกินไปครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อผิดก็จงยอมรับ

20161003_admit

เมื่อถูกก็ไม่ต้องพูดมาก

Admit when you are wrong. Shut up when you are right.
– John Gottman

คนเราส่วนใหญ่มักจะทำตรงกันข้าม

เวลาผิดจะเงียบเป็นเป่าสาก เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราผิด

ส่วนเวลา(ที่คิดว่าเรา)ถูกนี่เราจะเถียงคำไม่ตกฟากเลย โดยเฉพาะยิ่งถ้าเชื่อว่าอีกฝ่ายนึงผิดด้วยแล้ว เราจะพูดยังไงก็ได้ให้เขารู้ตัวว่าเขาผิดนะ

ผมว่าไอ้ความอยากพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องนี่น่าจะเป็นความต้องการ (need) อันดับต้นๆ ของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ เราถึงยอมเสียเวลาทะเลาะกับคนที่ไม่รู้จักบนเว็บบอร์ดและเฟซบุ๊ค และเผลอทำร้ายความรู้สึกของคนใกล้ชิดเพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเรานี่แหละที่เป็นคนถูก

ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่คุ้มกันเท่าไหร่เลย

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราถูก ก็ไม่เห็นต้องพูดอะไรมาก ยอมให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาถูกดีกว่า

เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะได้เป็น”คนถูก” บนซากปรักหักพักของความสัมพันธ์?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com