สภาพของสมองเมื่อเราไม่ได้ออกกำลังกาย

20161022_brain

เรารู้กันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายนั้นดีต่อร่างกาย หัวใจ แล้วก็สมอง

คนที่ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าหัวสมองปลอดโปร่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อหัวใจทำงานหนักขึ้น เลือดก็สูบฉีดไหลเวียนไปทั่วร่างกายมากขึ้น ซึ่งนั่นก็รวมถึงหัวสมองด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้วารสารวิชาการ Frontiers ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการทดลองกับผู้ช่ำชองด้านการการออกกำลังกาย (master athletes)

นักวิจัยได้ทำการสแกนสมองเพื่อดูการไหลเวียนของเลือด (cerebral blood flow (rCBF)) ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอายุระหว่าง 50-80* ปี และออกกำลังกายอย่างจริงจังมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

จากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างหยุดออกกำลังกายเป็นเวลา 10 วัน แล้วจับคนกลุ่มนี้มาสแกนสมองอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบก็คือ เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะส่วนของฮิปโปแคมปัส Hippocampus ซึ่งมีส่วนสำคัญเรื่องความจำ การเรียนรู้ และการจัดเก็บข้อมูล

bigthink-running-hippocampus3

นี่ขนาดไม่ออกกำลังกายแค่ 10 วัน เลือดยังไปหล่อเลี้ยงสมองน้อยลงขนาดนี้ คิดดูว่าสมองของคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายนานกว่านั้นจะเป็นอย่างไร

แม้กว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้แสดงอาการว่าการทำงานของสมองด้อยลง (cessation of exercise did not diminish cognitive function) แต่การทดลองนี้ก็เป็นช่วงเวลาแค่สั้นๆ ถ้าให้หยุดออกกำลังกายนานกว่านั้นเช่นหลายๆ เดือนหรือหลายๆ ปี ก็มีความเป็นไปได้ว่าสมองจะได้รับผลกระทบในทางลบ

วันนี้ผมคงต้องไปวิ่งจ๊อกกิ้งซะหน่อยละ


ขอบคุณเรื่องและภาพประกอบจาก Big Think: What Happens to Your Brain When You Stop Exercising?

* ผมเดาว่าที่ใช้คนอายุเยอะขนาดนี้เพราะว่านิตยสาร Frontiers นั้นเน้นศึกษาเรื่องสมองของคนสูงอายุครับ

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

เราเป็นสิ่งที่เราทำ

20161022_whatwedo

ไม่ใช่สิ่งที่เราบอกว่าจะทำ

“You are what you do, not what you say you’ll do.”

-Carl Gustav Jung


สิ่งหนึ่งที่มักจะคอยรบกวนใจผม คือการพูดแล้วไม่ได้ทำตามที่พูด

บางทีก็เป็นการพูดกับคนอื่น บางทีก็เป็นการพูดกับตนเอง

พอพูดแล้วไม่ทำ มันก็เลยเหมือนติดหนี้เขาอยู่

หนี้ทางวาจา ก็เหมือนหนี้ทางการเงินนั่นแหละ

เพราะมันจะหายไปได้ก็ต่อเมื่อเราใช้หนี้หมด หรือเจ้าหนี้ยกหนี้ให้

โดยส่วนตัว ผมติดหนี้ทางวาจากับคนอื่นอยู่สองสามเรื่อง

คิดว่าสุดสัปดาห์นี้จะใช้หนี้ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง

ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าหนี้จะเข้าใจที่จ่ายหนี้ช้า และจะไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Pic & Pause: Salar de Uyuni

20161021_salar

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่าให้ฟัง เลยขอเอารูปสวยๆ มาแชร์นะครับ

รูปนี้ดูแว้บแรกนึกว่าโดนโฟโต้ชอปมา

แต่นี่คือรูปที่ถ่ายจากสถานที่จริง มีชื่อว่า Salar de Uyuni (ซาลาร์ เดอ อูยูนี) ในประเทศโบลิเวียครับ (ประเทศนี้อยู่ระหว่างบราซิลและเปรู)

“เดอะ ซาลาร์” คือ Salt Flat หรือทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยอาณาเขตถึง 10,582 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 5 เท่า) และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3656 เมตร (ดอยอินทนนท์สูงจากระดับน้ำทะเล 2,565)

ในช่วงหน้าฝน (เดือนมกราคมถึงเมษายน) น้ำก็จะเจิ่งนองไปทั่วและสร้าง “กระจกแห่งสรวงสวรรค์” (mirror of the heavens) อย่างที่เห็นครับ

เห็นแล้วก็อยากออกเดินทางเสียจริงๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: John Li’s Answer to What are some of the best rare natural phenomena that occur on Earth?

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Wikipedia: Salar de Uyuni 

ถ้ารู้ว่าทำได้ดีกว่านี้

20161020_better

ทำไมไม่ทำให้ดีกว่านี้?

ถ้ารู้ว่าผิดอยู่ ทำไมไม่แก้?

ถ้ารู้ว่ากินข้าวหมดจานได้ ทำไมไม่ทานให้หมด?

ถ้ารู้ว่าถามแล้วจะได้คำตอบ ทำไมไม่ถาม?

ถ้ารู้ว่าจริงๆ จะลุกก็ได้ ทำไมถึงนอนต่อ?

คำถามพวกนี้วนอยู่ในหัวผมมาสองสามวันแล้ว

เพราะถ้าอยากจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์พร้อม เราจะมัวปล่อยให้ความง่วง ความขี้เกียจ ความผัดวันประกันพรุ่งมาเป็นข้ออ้างไม่ได้

ถ้ารู้ว่าลุกไหว ก็อย่านอนต่อ

ถ้ารู้ว่าผิด ก็แก้ไข

ถ้ารู้ว่าทำได้ดีกว่านี้ ก็จงทำ

ชีวิตอาจจะเหนื่อยขึ้นอีกนิด แต่ก็น่าจะซับซ้อนน้อยลง

และในระยะยาว น่าจะส่งผลดีกว่ากันเยอะเลย


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราตัดสินคนอื่นจากการกระทำ

20161019_judge

แต่เราตัดสินตัวเองจากเจตนา

“We judge ourselves by our intentions and others by their behaviour.”

-Stephen R. Covey

ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็นมนุษย์สองมาตรฐานอย่างเลี่ยงไม่ได้

เพราะการกระทำอย่างเดียวกัน ถ้าคนอื่นทำเราจะเห็นว่ามันผิด แต่ถ้าเราทำเราจะมีเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การกระทำของเราเสมอ

และนี่น่าจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่เราเลิกทะเลาะเรื่องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แล้วหันมาทะเลาะกันเรื่องเสื้อดำแทน

แล้วเราจะมีส่วนช่วยให้ปัญหาบรรเทาลงได้อย่างไรบ้าง?

1.อย่าตัดสินคนอื่น เป็นความเคยชินของใจเราอยู่แล้วที่จะตัดสินคนอื่นเวลาที่เขาทำอะไรไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็น ถ้ารู้ตัวว่าเรากำลังตัดสินคนอื่นเมื่อไหร่ ให้รู้ไว้เลยว่าเรากำลังติดกับดักของความเคยชินและกำลังถูกอีโก้เล่นตลกกับเราอยู่

2.คิดหาเหตุผลดีๆ ให้กับการกระทำของเขา คิดดูซิว่าถ้าวันนี้เราไม่ได้ใส่เสื้อดำเสียเอง มันน่าจะเกิดจากเหตุผลอะไรได้บ้าง (เสื้อหมด ซักไม่ทัน หาซื้อไม่ได้ ฯลฯ) แล้วก็ยกประโยชน์ให้จำเลยไป

3.เผื่อใจไว้เลยว่าคนอื่นอาจกำลังเข้าใจเราผิด เพราะถ้าเราไม่พูด เขาย่อมไม่มีทางรู้เจตนาหรือเหตุผลของเราได้อยู่แล้ว (แม้ว่าลึกๆ เราจะเรียกร้องให้เขาเข้าใจเราก็ตาม) เราจึงอาจต้องสื่อสารให้มากขึ้น หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนการกระทำของเราเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกไม่ดี

วิธีการสามข้อที่กล่าวไป นอกจากเรื่องเสื้อดำ-ไม่ดำแล้ว ยังสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายสถานการณ์เลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com