มีแต่คนที่แคร์เราเท่านั้น

20170207_hearquiet

ที่จะได้ยินเราตอนเราเงียบ

Only those who care about you can hear you when you’re quiet
-Anonymous

“คิดอะไรอยู่?”

เป็นประโยคที่ผมกับแฟนจะพูดกันประจำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป

ความเงียบนี้เกิดได้จากสองสถานการณ์ คือเงียบหลังจากที่เราคุยเรื่องสำคัญหรือเรื่องละเอียดอ่อน และเงียบเพราะใจกำลังลอยไปที่อื่น

จะว่าไป ก็มีแต่แฟนผมเท่านั้นที่ถามคำถามนี้กับผม

ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนอื่นๆ จะไม่แคร์ผม เพียงแต่อาจจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่กันตามลำพังสองต่อสอง

ในวงสนทนาที่เฮฮา คนบางคนจะพูดเยอะที่สุด และคนบางคนอาจไม่พูดอะไรซักคำ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นธรรมชาติของเขา

แต่ผมเชื่อว่า ถ้ามีคนถามเขาบ้างว่าคิดเห็นอย่างไร แม้เขาจะตอบสั้นๆ แค่คำสองคำ แต่เขาก็คงใจชื้นไม่น้อยที่ยังมีคนได้ยินความเงียบของเขานะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กางร่มรอฝนตก

20170207_umbrella

Worrying is stupid. It’s like walking around with an umbrella waiting for it to rain.

การกังวลเป็นเรื่องงี่เง่าเหมือนกับการกางร่มเดินไปเดินมาเพื่อรอให้ฝนตก

-Wiz Khalifa

มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่รู้จักการกังวล

เพราะเราจินตนาการถึงอนาคตได้ แถมยังจินตนาการได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย

ยิ่งใช้เวลาคิดเยอะ ความเป็นไปได้ยิ่งมากมายไม่สิ้นสุด เราจึงกังวลได้ไม่สิ้นสุด

การเผื่อใจถึงอนาคตที่ไม่สวยหรูไม่ใช่เรื่องผิด ออกจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเพราะนั่นแสดงว่าเราไม่ประมาท

ก่อนออกจากบ้าน ถ้าเห็นฟ้าครึ้มก็พกร่มไปหน่อย เผื่อฝนตกขึ้นมาจะได้เดินต่อได้

แต่ไม่มีความจำเป็นต้องกางร่มตั้แต่ตอนที่ฝนยังไม่ตกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จงทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าดี

20170207_feelright

เพราะยังไงๆ ก็โดนวิจารณ์อยู่แล้ว

Do what you feel in your heart to be right for you’ll be criticized anyway.

-Eleanor Roosevelt

เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้

เพราะแต่ละคนมีพื้นเพไม่เหมือนกัน

และเรื่องที่คนๆ หนึ่งให้ความสำคัญ อาจเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายสำหรับอีกคน

ดังนั้นคนเดียวที่เราจะเอาใจได้คือตัวเราเอง

การเอาใจตัวเองไม่ได้หมายความว่าตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์สูงสุดเพียงคนเดียว

แต่เป็นการตัดสินใจที่เราเชื่อว่าจะส่งผลออกมาดีที่สุด ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “ดีที่สุด” ว่าอย่างไร

อาจจะดีที่สุดต่อส่วนรวม ดีที่สุดในระยะยาว หรือดีที่สุดต่อคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็ได้

ชีวิตจริงไม่ใช่เฟซบุ๊ค ยอดกดไลค์จึงไม่ควรเป็นเป้าหมายครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กล้าไม่ได้แปลว่าไม่กลัว

20170206_brave

แต่แปลว่าเราไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวมาหยุดเรา

“Courage doesn’t mean you don’t get afraid. Courage means you don’t let fear stop you.”
-Bethany Hamilton

ผมเคยเขียนไว้ว่า มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานอยู่แค่ 2S คือ Security และ Significance

เราทุกคนล้วนอยากรู้สึกปลอดภัยและอยากเป็นคนที่มีความหมาย

แต่บ่อยครั้ง สองอย่างนี้ก็ขัดแย้งกันเอง

เพราะการที่เราจะทำสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่มีความหมาย เรามักจำเป็นต้องออกจากพื้นที่แห่งความสบายหรือ comfort zone

เมื่อออกจากพื้นที่นี้ เราย่อมไม่สบายใจ เพราะไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง จะล้มเหลวรึเปล่า จะโดนหัวเราะเยาะรึเปล่า ความรู้สึกปลอดภัยหรือ security จึงถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่เราก็รู้ดีอีกว่าความสบายไม่เคยทำให้เราเติบโต

ถ้าอยากเป็นผู้ใหญ่กว่าเมื่อวาน เราก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่เรากลัว

ด้วยความเชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลที่ออกมามันจะคุ้มค่าครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม

20170205_oneworld

โลกใบเล็ก

เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคสิ้นสุดของ Ice Age ครั้งล่าสุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก แผ่นดินบางแห่งอย่างแทสมาเนียได้กลายเป็นเกาะที่ถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่อย่างออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง

เมื่อไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน คนในสมัยนั้นจึงเปรียบเหมือนอยู่ใน “โลกคนละใบ” อย่างแท้จริง เป็นเวลาถึงหมื่นกว่าปีที่ชาวแทสมาเนียไม่เคยรับรู้ความเป็นไปหรือแม้กระทั่งสำเหนียกถึงความมีตัวตนอยู่ของสังคมอื่นๆ และคนในสังคมอื่นก็ไม่เคยรู้ถึงการมีตัวตนของชาวแทสมาเนียเช่นกัน

ถ้านับว่าแทสมาเนียเป็น “โลก 1 ใบ” เมื่อหมื่นปีที่แล้วก็มีโลกใบเล็กๆ อยู่หลายพันใบ (หลายพันสังคมที่อยู่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง) แต่พอเข้าสู่ช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งคนเริ่มมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น จำนวนโลกก็ลดลงเหลือแค่หลักร้อย และเมื่อถึงปีปีค.ศ.1450 (ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มออกเดินทะเล) คน 90% บนโลกใบนี้ก็อยู่บนโลกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Afro-Asia ซึ่งหมายรวมถึงประชาชนในทวีปแอฟริกา ทวีปยุโรป และทวีปเอเชียทั้งหมด

ส่วนอีก 10% ของประชากรที่เหลือ อยู่ในโลกอีก 4 ใบอันได้แก่

Mesoamerican World – โลกของคนที่อยู่ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง

Andean World – โลกของคนที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้

Australian World – โลกของคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินออสเตรเลีย

Oceanic World – โลกของคนที่อยู่บนเกาะอย่างนิวซีแลนด์ ฮาวาย และเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภายในเวลา 300 ปี โลก Afro-Asia ก็กลืนกินโลกอื่นๆ เสียสิ้น โดยสเปนเข้าโค่นล้มอาณาจัก Aztec ในอเมริกากลาง ในปี 1521 และ อาณาจักรอินคาในอเมริกาใต้ในปี 1532

ชาวยุโรปเดินทางถึงทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปี 1606 พอปี 1788 อังกฤษก็เริ่มออกล่าอาณานิคมอย่างจริงจัง และเมื่อปี 1803 ก็ยกพลขึ้นบกที่เกาะแทสมาเนีย ปิดฉากโลกใบเล็กๆ ใบสุดท้ายและทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้โลกใบเดียวกัน


อาหารประจำชาติ?

พอเรานึกถึงอิตาลี เราจะนึกถึงสปาเก็ตตี้ในซอสมะเขือเทศ

นึกถึงอินเดีย ก็จะนึกถึงพริกและเครื่องเทศ

อาร์เจนตินาก็ขึ้นชื่อเรื่องสเต๊กเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลายชนิด

และพอพูดถึงสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องคิดถึงฟองดูช็อกโกแล็ต

แต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นเลยซักอย่าง

มะเขือเทศ พริก และโกโก้ล้วนแล้วแต่มาจากเม็กซิโก ซึ่งคนยุโรปได้รู้จักอาหารเหล่านี้ตอนที่สเปนโค่นล้มอาณาจักร Aztc และก่อนปี 1500 สเต๊กชนิดเดียวในอาร์เจนตินาก็ทำจากเนื้อลามะ

เราอาจมีภาพจำของชาวอินเดียแดงที่ถือธนูขี่ม้าเพื่อสู้รบกับชาวยุโรปผู้รุกราน แต่การขี่ม้าก็ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดียแดง เพราะก่อนการมาถึงของชาวยุโรป ทวีปอเมริกาไม่เคยมีม้า!


แรงขับเคลื่อนทั้งสาม

โลกค่อยๆ หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร?

ผู้เขียนบอกว่า ในช่วง 3000 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดระเบียบสากล (Universal Order) สามอย่างที่ผลักดันให้คนทั้งโลกเชื่อมโยงกัน

ระเบียบสากลทางเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ เงินตรา (monetary order)

ระเบียบสากลทางการเมือง นั่นคือ จักรวรรดิ (imperial order)

ระเบียบสากลทางจิตวิญญาณ นั่นคือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม

พ่อค้า นักรบ และ ศาสดา คือบุคคลสามกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์และมองเห็นโลกทั้งโลกนี้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

พ่อค้ามองว่าคนทั้งโลกเป็นดังตลาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อสินค้าของเขา

นักรบมองว่าแผ่นดินทุกแห่งคืออาณาจักรและคนทุกคนเป็นอาณาประชาราษฎร์

ศาสดามองว่าโลกทั้งโลกล้วนมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว และทุกคนพร้อมเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธา

ในสามตอนต่อจากนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า ระเบียบสากลแต่ละข้อนั้นได้มีส่วนขับเคลื่อนโลกาภิวัฒน์อย่างไรบ้าง

โดยเราจะเริ่มต้นจาก “ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ทำให้คนหันมานับถือและบูชาอย่างถวายหัว

ผู้พิชิตคนนั้นมีชื่อว่า “เงิน”

คนสองคนแม้ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันหรือพระราชาองค์เดียวกัน แต่พวกเขาพร้อมใช้เงินสกุลเดียวกัน

โอซามะ บินลาเดนอาจจะเกลียดวัฒนธรรมของสหรัฐ เกลียดนักการเมืองสหรัฐ แต่เขานิยมชมชอบดอลล่าร์สหรัฐไม่ใช่น้อย

ความเป็นหนึ่งเดียวที่พระผู้เป็นเจ้าและจักรพรรดิไม่อาจมอบให้ได้ แต่เงินกลับทำได้ เป็นเพราะอะไร ต้องติดตามตอนต่อไปครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ