นิทานตกปลา

20170728_fishing

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นักธุรกิจอเมริกันเดินทางไปยังท่าเทียบเรือของหมู่บ้านเล็กๆ ในคอสตาริกา

มีเรือลำเล็กและชาวประมงจอดเทียบท่าเพียงลำเดียว ในเรือนั้นมีปลาทูนาครีบเหลืองขนาดใหญ่หลายตัว

นักธุรกิจอเมริกันกล่าวชมผลงานการจับปลา สอบถามว่าใช้เวลานานเท่าใดก่อนจะได้หลายตัวแบบนี้

“ก็ไม่นาน” ชาวประมงตอบ

นักธุรกิจอเมริกันเสนอแนะว่า “ทำไมไม่ใช้เวลามากกว่านี้จับปลาได้อีกหลายเท่าตัว?”

ชาวประมงตอบว่า “จับมาแค่นี้ก็พออยู่พอกิน พอเลี้ยงคนในครอบคัวได้แล้วซินญอร์”

นักธุรกิจอเมริกันงุนงง สอบถามต่อว่า “เวลาที่เหลือ คุณเอาไปทำอะไรกัน?”

“ก็นอนตื่นสาย ตกปลาสักหน่อย เล่นกับลูก นอนตอนบ่ายกับมาเรียเมียของผม ตกเย็นก็เดินเข้าหมู่บ้านนั่งจิบไวน์สบายอารมณ์ เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ ผมมีอะไรต่อมิอะไรต้องทำทั้งวันไม่มีเวลาว่างเลยซินญอร์”

นักธุรกิจอเมริกันเบะปากหยามหมิ่น

“ผมเป็นนักบริหารตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ผมช่วยคุณได้ คุณน่าจะใช้เวลาจับปลาให้นานกว่านี้ ผลกำไรที่ได้มาจะนำไปซื้อเรือขนาดใหญ่ หากป่าวประกาศโฆษณาในเว็บ และมีแผนการดำเนินงานที่ดี ก็จะมีเงินทุนหลั่งไหลเข้ามาร่วมทุนซื้อเรือขนาดใหญ่ได้อีกหลายลำ ท้ายที่สุด แทนที่จะขายปลาให้พ่อค้าคนกลาง คุณควรจะขายให้กับผู้แปรรูปโดยตรง ในไม่ช้า คุณก็จะมีโรงงานทำปลากระป๋องเป็นของตนเอง

“แล้วยังไงต่อ ซินญอร์” ชาวประมงถาม

“จากนั้นคุณจะต้องย้ายออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไปอยู่ในซานโฮเซ จากนั้นก็ย้ายไปแคลิฟอร์เนีย และท้ายที่สุดไปนิวยอร์ก ที่ซึ่งคุณจะว่าจ้างมืออาชีพให้รับช่วงดำเนินธุรกิจของคุณต่อได้”

ชาวประมงนิ่วหน้า “เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนกัน? แล้วจะเกิดอะไรต่อไปล่ะ ซินญอร์”

นักธุรกิจหัวเราะ “ก็คงซักประมาณ 15 ปี แต่หลังจากนี้คือตอนไคลแม็กซ์ล่ะ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม คุณก็ทำโรดโชว์ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปได้ รวยกันใหญ่ คุณจะทำเงินได้หลายล้านเหรียญ”

“เป็นล้านเชียวเรอะ แล้วไงต่อ ซินญอร์?”

นักธุรกิจอเมริกันตอบด้วยแววตาเคลิ้มฝัน

“จากนั้นคุณก็ปลดเกษียณตัวเอง ใช้ชีวิตสุขสบาย ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านประมงเล็กๆ นอนตื่นสาย ตกปลาสักหน่อย เล่นกับลูก นอนตอนบ่ายกับเมียคุณ ตกเย็นก็เดินเข้าหมู่บ้านนั่งจิบไวน์สบาย เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ…”


ขอบคุณนิทานจากบล็อกต้นโศกดอกแก้ว นักธุรกิจ กับ ชาวประมง

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราเกิดมาเพื่อมีความสุข(?)

20170727_purposeoflife

ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีหากเราจะคอยถามตัวเองบ้างว่า “จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร”

เพราะบางทีเราก็ก้มหน้าก้มตามากเกินไป

ก้มหน้าก้มตากับงาน ก้มหน้าก้มตาดูแลลูก ก้มหน้าก้มตากับมือถือ ก้มหน้าก้มตากับการสังสรรค์เฮฮา

เรายุ่งกับการทำๆๆ จนบางทีก็อาจหลงลืมไปว่า ทั้งหมดนี้นั้นทำไปเพื่ออะไร

คำตอบหนึ่งก็คือ เพื่อจะได้มีความสุข

เราทำงาน จะได้มีเงินมาดูแลคนที่เรารัก จะได้เอาเงินมาซื้อความสุขได้

เราทำหน้าที่ของพ่อแม่ จะได้เห็นลูกมีความสุข แล้วเราก็มีความสุขได้

เราเล่นมือถือ จะได้รู้เรื่องชาวบ้าน จะได้เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งก็ทำให้มีความสุขได้

แล้วเราก็สังสรรค์เฮฮากับเพื่อน เพราะเชื่อว่ามันสนุกและทำให้เรามีความสุขได้

แต่แม้เป้าหมายปลายทางคือความสุข แต่มันก็มีความทุกข์ปนอยู่ไม่น้อย

เพราะตอนที่ทำงานก็โดนเจ้านายกดดัน โดนลูกค้าด่า โดนปัญหาสารพัดสารพัน

เวลาดูแลลูก เราก็ต้องอดหลับอดนอน ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ตัวเอง

ตอนเล่นมือถือ ถ้าอยู่กับมันนานเกินไป ยิ่งไถฟีดเท่าไหร่ก็จะยิ่งค่อยๆ รู้สึกผิดและรู้สึกแย่ลงเท่านั้น

และมีหลายครั้งที่อยู๋ในวงสังสรรค์ แต่กลับเหงายิ่งกว่าอยู่คนเดียว แถมถ้าดื่มเยอะ วันรุ่งขึ้นยังปวดหัวอีก

มันจึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุข

“I cannot believe that the purpose of life is to be “happy.” I think the purpose of life is to be useful, to be responsible, to be honorable, to be compassionate. It is, above all, to matter: to count, to stand for something, to have made some difference that you lived at all.”

“ผมไม่อาจเชื่อได้ว่าเป้าหมายของชีวิตคือการมีความสุข ผมคิดว่าเป้าหมายของชีวิตคือการทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม มีเมตตา และที่สำคัญที่สุดคือมีแก่นสาร มีความหมาย ได้ยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง และได้สร้างความแตกต่างให้สมกับที่เกิดมาในชาตินี้”

—Leo C. Rosten

สำหรับคุณ Leo Rosten เป้าหมายของชีวิตคือการทำให้ชีวิตนี้มีความหมายด้วยการทำตัวให้มีประโยชน์

ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนะ

ผมว่าเราสามารถมีชีวิตที่สร้างประโยชน์และมีความสุขได้ด้วย เพียงแต่สองอย่างนี้บางทีมันก็อาจไม่ได้มาพร้อมกันเท่านั้นเอง

ช่วงที่งานหนักๆ หรือลูกยังอายุไม่เกิน 3 เดือน ความสุขทางกายภาพคงเป็นสิ่งหาได้ยาก แต่อย่างน้อยเราก็ยังบอกตัวเองได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มีมีประโยชน์ ทั้งต่อสังคมโดยรวมและต่อมนุษย์ตัวน้อยๆ คนหนึ่ง

แม้กระทั่งการเล่นมือถือหรือการสังสรรค์ เราก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ได้ เช่นเมื่ออ่านเจอบทความดีๆ แล้วแชร์ต่อให้เพื่อนอ่าน หรือเวลาไปงานปาร์ตี้ก็อาจจะบอกกับตัวเองว่าหน้าที่ของเราในคืนนี้คือทำให้เพื่อนมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หรือบริบทไหน เราสามารถทำตัวให้มีประโยชน์ได้เสมอ

และเมื่อเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาก็น่าจะนำมาซึ่งความสุขและความอิ่มใจครับ


Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิยามความสำเร็จ

20170725_successdefinition

“Success is liking yourself, liking what you do, and liking how you do it.”

ความสำเร็จคือสภาวะที่เราชอบตัวเอง ชอบสิ่งที่ตัวเองทำ และชอบวิธีที่เราทำมัน

-Maya Angelou

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว คนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดจึงอาจมีทรัพย์สินมากมายโดยไม่ได้ทำอะไร “สำเร็จ” เลยก็ได้

และเอาที่จริง การวัดความสำเร็จโดยดูที่เงินเก็บ เงินเดือน หรือเงินได้เป็นหลัก ก็เป็นเพียงกรอบความคิดที่เพิ่งมาพร้อมกับลัทธิทุนนิยมในช่วง 500 ปีหลังนี่เอง

ผมจึงชอบนิยามความสำเร็จที่คุณมายา แองเจลู กวีผิวสีชาวอเมริกันได้กล่าวเอาไว้

เพราะมันไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

มาตรวัดเดียวที่จะดูว่าเรา “ประสบความสำเร็จ” รึเปล่า คือตอบคำถามง่ายๆ ว่า “เราชอบตัวเองมั้ย”?

(ซึ่งสามารถนำมาใช้กับความรักได้เช่นกัน -> อ่านบทความ “ชอบตัวเองรึเปล่า“)

ถ้าเราชอบตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ และสิ่งนั้นไม่ขัดกับมโนธรรม ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว ส่วนเงินทองจะตามมาหรือไม่เป็นเรื่องของแถมเสียมากกว่า

ถ้าคิดดีๆ เป้าหมายที่ว่าจะรวย 10 ล้าน 100 ล้านนั้นก็เป็นเพียงตัวเลขสมมติ

ที่คนเราชอบตั้งเป้าเป็นตัวเลขนี้เป็นเพียงเพราะว่ามนุษย์มีสิบนิ้ว ก็เลยใช้เลขฐานสิบ และเงินล้านก็ฟังดูเยอะดี

สุดท้ายแล้ว จะมีเงิน 100 บาทหรือมีเงิน 100 ล้าน กินข้าวจานเดียวก็อิ่มเท่ากัน เพราะสิ่งที่เรา need นั้นจริงๆ มีไม่มากหรอก แต่สิ่งที่เรา want นั้นมีไม่จำกัด

แต่ยิ่ง want เท่าไหร่ โอกาสที่เราจะ “รู้สึกสำเร็จ” ยิ่งน้อยลงเท่านั้นนะครับ

และถ้าเราไปแขวนความสุขความสำเร็จไว้กับการพิชิตเป้าหมายอะไรบางอย่าง นั่นอาจหมายความว่าเราจะไม่รู้สึกสำเร็จเลยจนกว่าจะพิชิตเป้าหมายนั้นในอนาคต ซึ่งก็ดูจะใจร้ายกับตัวเองไปหน่อย

สู้กลับมาถามตัวเองตอนนี้เลยดีกว่าว่าเราชอบตัวเองรึเปล่า

ถ้าชอบก็สำเร็จทันที

ถ้าไม่ชอบ ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรซักอย่างแล้ว

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

5 ปัจจัยในการสร้างยอดทีมที่ Google

20170725_5traits

Google เป็นหนึ่งในบริษัทที่คนอยากร่วมงานมากที่สุดในโลก เพราะนอกจากจะมีสวัสดิการอันยอดเยี่ยมแล้ว งานที่ Google ทำออกมาแต่ละอย่างก็ดูจะมีประโยชน์ทั้งนั้น

ที่สำคัญ Google ก็ยังเป็นศูนย์รวมของคนเก่งมากมาย การได้เข้าไปทำงานใน Google ก็เหมือนมีตราประทับรับรองว่าคุณเป็นคน “มีของ” แน่นอน

แต่แม้จะมีตัวเทพเดินชนกันไปหมด บริษัท Google เองก็ยังมีคำถามคาใจว่า “อะไรที่จะช่วยสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพได้?” – What makes a Google team effective?

คำตอบแรกที่บางคนอาจคิดได้ ก็คือการเอาคนเก่งมากๆ มาอยู่ทีมเดียวกันแล้วก็ให้โปรเจ็คยากๆ ไปทำก็พอแล้ว

แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

Google เลยใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อศึกษาทีมงาน 180 ทีมใน Google และพิจารณาคุณสมบัติถึง 250 ข้อเพื่อจะดูว่าคุณสมบัติข้อไหนที่สำคัญทีสุดในการสร้าง “โคตรทีม”

และนี่คือ 5 ปัจจัยที่กูเกิ้ลค้นพบครับ

1. ความพึ่งพาได้ของทุกคนในทีม (dependability) – เราวางใจได้มั้ยว่าทุกคนในทีมจะส่งงานที่มีคุณภาพได้ตรงเวลา

2. โครงสร้างทีมและความชัดเจน (structure & clarity) – เป้าหมายของทีม หน้าที่ของแต่ละคน และแผนการมีความชัดเจนรึเปล่า

3. ความหมายของงาน (meaning of work) – งานนี้มีความหมายกับเรารึเปล่า

4. ความสำคัญของงาน (impact) – งานนี้มีประโยชน์จริงรึเปล่า

5. ความปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety) – เราสบายใจที่จะเสนอมุมมองและพูดสิ่งที่เราคิดจริงๆ ให้เพื่อนร่วมทีมฟังรึเปล่า

ในห้าข้อนี้ ข้อที่สำคัญที่สุดคือข้อสุดท้าย

เราน่าจะคุ้นเคยกับบรรยากาศการประชุมที่มีคนพูดอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งเงียบ

หรือเราอาจจะเคยเจอประสบการณ์ที่เราเสนอไอเดียอะไรไปแล้วโดนวิจารณ์กลับหรือสะกัดดาวรุ่ง จนเราขยาดที่จะนำเสนอความเห็นเราในครั้งต่อๆ ไปแล้ว

เมื่อกลัวจะโดนดูว่าไม่ฉลาด หรือรู้แก่ใจว่าพูดไปเพื่อนก็ไม่ฟัง คนเราจึงมีกลไกป้องกันตัวเองด้วยการพูดให้น้อยที่สุด ซึ่งทำให้ทีมพลาดโอกาสที่จะได้ความคิดดีๆ จากลูกทีมคนนี้

เพราะฉะนั้น หากเราเชื่อกูเกิ้ล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ลูกทีมทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

แค่นึกภาพการประชุมที่ทุกคนได้พูดพอๆ กัน ได้ถกเถียงกันด้วยความเคารพเพื่อจะได้คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ก็ spark joy แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Rework: The five keys to a successful Google team 

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

เป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

20170723_friend

วันนี้ได้ฟัง Eckhart Tolle (เอ๊คฮาร์ท โทลเล่) ผู้เชียนหนังสือ The Power of Now ให้สัมภาษณ์ในพอดคาสท์ On Being ของ Krista Tippett ว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะเราต้องการอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความจริงที่เราประสบอยู่ ณ ตอนนี้

เช่นเราเครียดเรื่องงาน เพราะความจริงคืองานเรายังไม่เสร็จ แต่สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หรือเราเครียดเรื่องรถติด เพราะความจริงตอนนี้เรายังอยู่บนถนน แต่สิ่งที่เราต้องการคือการได้ไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว

ความเครียดเกิด เพราะเรามอง “สถานการณ์ปัจจุบัน” เป็น “ศัตรู” หรือเป็น “อุปสรรค”

โทลเล่บอกว่า ถ้าอยากจะเครียดให้น้อยลง ก็ควรจะมี “ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับปัจจุบัน” ให้มากขึ้น (have a friendly relationship with the present moment)

เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งเดียวที่เรามี

“ปัจจุบัน” ที่เกิดขึ้นไปแล้วจะกลายเป็นอดีต และสิ่งที่เราเรียกว่าอนาคตนั้น พอมันมาถึงมันก็จะกลายเป็น “ปัจจุบัน” เช่นกัน

ถ้าเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับปัจจุบันได้ เราก็จะโหยหาหรือดิ้นรนตลอดเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “หัวร้อน” หรือประสบกับเรื่องไม่พอใจ ลองสะกิดถามตัวเองนะครับว่า เรากำลังเป็นเพื่อนกับปัจจุบันอยู่รึเปล่า

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives