ความประทับใจจาก TEDx Bangkok 2017

20170806_tedx

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงาน TEDx Bangkok 2017 ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศมาครับ

งานเริ่ม 9 โมงเช้า แต่กว่าผมจะไปถึงก็ 10 โมงกว่าแล้ว เพราะคืนวันศุกร์มีงานเลี้ยงศิษย์เก่า Thomson Reuters เลยอยู่กันดึกดื่นจนนอนตื่นสาย

ไปถึงงานจึงเป็นช่วงเบรคพอดี พูดจบไปแล้ว 3 คน แต่ก็ยังเหลืออีกหลายคนให้ฟัง และหลายอย่างให้ดู

นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจจากงานนี้ครับ

1. ความคุ้มค่า ตอนแรกเห็นบัตรราคา 1500 บาทผมก็รู้สึกว่ามันแอบแพงอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าถ้าได้ฟังไอเดียบรรเจิดจนเอามาต่อยอดอะไรได้มันก็คงคุ้มแหละ

การจองบัตร TEDx จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ง่ายตรงที่คุณจะเป็นใครก็ลงชื่อได้ แต่ยากตรงที่ตอนสมัครนั้นต้องตอบคำถาม “อัตนัย” หลายข้อ แล้วทีมงานจะเป็นคัดเลือกอีกทีว่าคุณมีสิทธิ์ซื้อบัตรเพื่อมางานนี้รึเปล่า โชคดีที่เขาเลือกผมมาฟังด้วย

ตอนเดินเข้างานเพื่อไปลงทะเบียนและรับป้ายชื่อ ก็ต้องตกใจที่เขามี “ของชำร่วย” ให้เราเยอะขนาดนี้ ทั้งเสื้อยืด TEDX ถุงผ้า TEDx ขวดน้ำ TEDx สมุด TEDx ปากกา Krungsri (!!??) รวมมูลค่าสิ่งของเหล่านี้ (เอาแค่ราคาต้นทุน) ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 300 บาทแล้ว

ในปกหลังด้านในของสมุด ยังมีการ์ด 3 ใบสำหรับอาหารว่าง 2 มื้อและอาหารกลางวันอีก 1 มื้อ ผมไปทันรับอาหารว่างช่วงเช้าพอดี ซึ่งมาในถุงกระดาษจากโรงแรม Marriott แต่สุดท้ายผมไม่ได้กิน เพราะว่าถ่ายรูปถุงเสร็จแล้วลืมหยิบถุงมา!

ส่วนเครื่องดื่มจาก Roots Coffee ก็รสชาติแปลกดี ดื่มเสร็จแล้วยังสามารถนำขวดเปล่า มาใส่ชั้นที่มีช่องนับร้อยช่อง ด้านหลังเขียนคำว่า TED Talks อีกด้วย ผมเลือกที่จะวางขวดเปล่าของผมไว้ตรงฐานของตัว T ตัวแรก เหตุผลเพราะอะไรลองไปทายดูเองนะครับ 🙂

ก็เลยคิดได้ว่า ค่าของชำร่วยบวกค่าอาหารก็น่าจะเกือบ 1000 บาทแล้ว (แม้จะได้สปอนเซอร์มาไม่น้อย) ดังนั้นบัตร 1500 ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะได้มา

2. พลังงานบวกสูงมาก ผมมาโรงละครนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมสัมผัสกับมวลพลังงานบวกก้อนโตที่สุด

คนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นคนในวัยยี่สิบกว่าๆ หรือสามสิบต้นๆ (ผมนี่ถือว่าเลยค่าเฉลี่ยไปแล้ว) แต่ก็มีคนผมสีดอกเลามาด้วยประปราย อาสาสมัคร ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักศึกษาหรือเพิ่งจบใหม่ๆ ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ยืนชูป้ายบอกทาง ปากก็คอยเปล่งคำสุดเสียงเพื่ออธิบายให้แขกเข้าใจว่าแต่ละจุดมีอะไรให้ทำบ้าง ยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่ได้เงินซักบาทเดียว (ถึงเรียกว่าอาสาสมัครไง!) ก็ยิ่งประทับใจ

(ไม่ต้องได้ตังค์ก็ยังทำงานเต็มที่ได้ แล้วทำไมบางคนยังใช้เรื่องค่าตอบแทนต่ำมาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงานเหยาะๆ แหยะๆ อยู่อีก?)

3. Speaker ที่ประทับใจที่สุดคือคนแรกที่ผมได้ฟัง นั่นคือคุณ “ฉิ่ง” วินัย ฉัยรักษ์พงศ์ นักออกแบบสหสาขา (ผมก็เพิ่งเคยได้ยินอาชีพนี้เหมือนกันครับ) ที่มาเล่าให้พวกเราฟังว่ากระบวนการของความคิดสร้างสรรค์นั้นเหมือนกระบวนการที่พ่อแม่ใช้เพื่อให้กำเนิดเราขึ้นมา

คิดภาพเสปิร์มนับร้อยล้านตัววิ่งไปหาไข่ ตัวที่ว่ายเร็วที่สุด แข็งแรงที่สุดก็จะได้ผสมกับไข่และกลายเป็นตัวเราขึ้นมา

คุณฉิ่งบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นกัน เราต้องสร้างไอเดียเยอะๆ แถมไอเดียส่วนใหญ่ควรเป็นไอเดียไร้สาระด้วย

แต่ไอเดียเยออย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “ไข่” จากแม่ด้วย ซึ่ง “ไข่” ในที่นี้ก็คือ “ปัญหา” ที่เราต้องการจะแก้ หากไอเดียไร้สาระอันไหนมันดันบังเอิญไป “เจาะ” ปัญหานั้นได้ ลูกของมันก็จะออกมาเป็น “creativity” นั่นเอง

4. เพื่อนใหม่ ช่วงพักเที่ยงเขามีพื้นที่ให้เราได้ไปนั่งกินข้าวกับคนแปลกหน้า แม้กระทั่งตอนนั่งในโรงละครเขาก็มีกิจกรรมให้เรารู้จักคนที่อยู่ด้านซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ผมเลยได้รู้จักกับน้องฟรีแลนซ์ที่ทำธุรกิจ 3 ตัวพร้อมกัน ได้รู้จักกับพี่ที่ดูแลห้องสมุด TCDC ส่วนพี่อีกคนก็เคยทำงานอยู่ตึกอื้อจื่อเหลียงเหมือนผมร่วม 10 ปี (แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย) น้องอีกคนผันตัวจากสถาปนิกมาเป็น AE และกำลังจะไปเที่ยวรัสเซีย ส่วนอีกคนเป็นเลขาของพี่โน๊ส อุดม!

5. คณะเดอะ ชราภาพ เค้าว่ากันวันเรามักจะจำ “เรื่องแรก” กับ “เรื่องสุดท้าย” ได้ดีเสมอ ผมประทับใจกระบวนการความคิดสร้างสรรค์จากคุณฉิ่งไปแล้ว และผมก็ได้ประทับใจกับการแสดงของคณะเดอะ ชราภาพ ซึ่งเป็นการแสดงปิดท้าย TEDx Bangkok 2017 ด้วย

วงเดอะชราภาพมีแต่คนอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เพลงทุกเพลงที่น้องเขาทำขึ้นมาจะต้องมีคนชรามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ (ไม่ว่าจะร้อง เล่นดนตรี หรือเต้นระบำ) ด้วยความเชื่อที่ว่า ในเมื่อมนุษย์ทุกคนต้องแก่อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ทำความรู้จักกับความชราภาพให้ดี ดูว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง สนใจเรื่องอะไร ทำอะไรได้บ้าง ช่องว่างระหว่าง “เรา” กับ “คนแก่” จะได้น้อยลง

ภาพที่ผมประทับใจที่สุดคือตอนที่พวกเขาเล่นเพลงสุดท้าย ท่อนฮุคมีเนื้อหาประมาณว่า “เอลวิสยังอยู่” ซึ่งต้องการจะสื่อว่า ต่อให้ร่างกายภายนอกจะโรยราไปแค่ไหน แต่ข้างในจิตใจเขาก็ยังมีความเฮี้ยวมีความเฟี้ยวเหมือนเอลวิสวัยหนุ่มเหมือนเดิม คนที่ออกมาหน้าเวทีเป็นคุณอาวัยห้าสิบกว่าๆ แต่งตัวเป็นเอลวิสออกมาดิ้นได้มันสะแด่วแห้ว คนดูตบมือกันทั้งฮอล แต่จุดไคลแมกซ์สำหรับผมคือตอนที่คุณลุงวัย 60-70 ออกมาเต้นด้านข้างๆ เอลวิส กันสี่ห้าคน คนดูสนุกมาก แต่คุณลุงสนุกมากกว่า

จังหวะนั้นผมนี่น้ำตาคลอเบ้าเลยนะครับ เพราะถ้าผมเป็นคุณลุงที่ได้ไปยืนโยกย้ายอยู่ตรงนั้น ผมคงจะซาบซึ้งใจมากที่เด็กๆ วงเดอะชราภาพได้ทำให้ผมได้ขึ้นมาอยู่บนเวที TEDx ได้รับเสียงตบมือและเสียงเชียร์จากทุกคน (ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตเปลี่ยวเหงาที่รออยู่ที่บ้านด้วย) มันคงเป็นประสบการณ์ที่ผมจะจดจำไปตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ขอบคุณน้องๆ จริงๆ ที่ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่มักจะถูกหลงลืมคนนี้

พอหอมปากหอมคอกับ TEDx Bangkok 2017 นะครับ หวังว่าปีหน้าจะได้ไปร่วมงานนี้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะในฐานะคนฟังหรือคนพูดก็ตาม 😉

นิทานภิกษุกับหญิงสาว

20170804_bhikku

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วย

วันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์
ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน

ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคนเดียว ก็ต้องตกตะลึง
เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปากพูดจากัน

จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า

“พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น?”

“ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ”


ขอบคุณนิทานจากกระทู้ Pantip โดยคุณอาโก หนองจอก

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

20170804_tgim2

หนังสือใหม่ของผมออกแล้วนะครับ!

ชื่อหนังสือว่า Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

(จากนี้ไปขอเรียกชื่อย่อว่า TGIM ทีจีไอเอ็ม)

TGIM_HardCopies

 

TGIM เกี่ยวกับอะไร?
—–
จุดประสงค์หลักของ TGIM คือชี้ให้เห็นคุณค่าของงานประจำที่เรามีอยู่ และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นมา เพื่อจะได้มีความสุขกับงานและมีความสุขกับชีวิต

ชื่อหนังสือนั้นล้อกับคำฝรั่ง Thank God It’s Friday ซึ่งเป็นเหมือนคำขอบคุณพระเจ้าว่าเฮ้อ ถึงวันศุกร์เสียที (หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งสัปดาห์)

แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของงานประจำและทำมันได้อย่างดีแล้ว เราก็จะรู้สึกขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เพราะมันทำให้เรามีรายได้ ให้เราได้แสดงฝีมือ ให้เราเป็นคนมีคุณค่า ให้เราได้ดูแลคนที่เรารัก

และเมื่อเรารู้สึกอย่างนี้แล้ว วันจันทร์ก็จะเป็นวันที่เราอยากลุกขึ้นมาทำงานครับ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
—–
– คนทำงานประจำที่อยากจะเก่งกว่านี้ มีความสุขมากกว่านี้ (ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง)
– คนทำงานประจำที่พอใจกับจุดที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว แค่เพียงรู้สึกอยาก “ทวงคืนศักดิ์ศรี” ให้มนุษย์เงินเดือน หลังจากโดนกระแสที่ว่างานประจำไม่ดีอย่างโน้น-งานประจำไม่ดีอย่างนี้มานานหลายปี

– เจ้าของธุรกิจที่ปวดหัวกับลูกน้อง (ซื้อให้ลูกน้องอ่าน และควรอ่านเองด้วย)
– ฟรีแลนซ์ที่ยังจัดการชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ เก็บเงินไม่ได้ ทำงานไม่ทัน ฯลฯ
– คนทำงานไม่ประจำที่อยากดึงสิ่งดีๆ จากงานประจำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของตัวเอง

– นักศึกษาที่กำลังครุ่นคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี
– พ่อแม่ของนักศึกษาที่กำลังครุ่นคิด (ซื้อให้ลูกอ่าน)

– คนที่เพิ่งติดตามบล็อก Anontawong’s Musings​ มาไม่นาน เลยอยากจะซื้อหนังสือนี้ไว้อ่านตอนเก่าๆ ที่อาจเคยพลาดไป
– คนที่ติดตามบล็อกนี้มานานแล้ว อ่านเกือบทุกตอน ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่อยากซื้อเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน

หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับใคร?
—–
ตัวผมเองนั้นทำงานประจำในลักษณะงานออฟฟิศมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องราวและเทคนิคต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศ เช่นตำรวจ ทหาร หรือโฟร์แมนดูแลงานก่อสร้างครับ

เนื้อหาหนังสือทั้งหมดมาจากบล็อกรึเปล่า?
——
เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากบล็อกครับ เป็นเนื้อหาที่ผ่านการคัดสรร ปรับปรุง ตัดต่อ จัดหมวดหมู่ โดยคำนึงถึงความรื่นรมย์ในการอ่านและความง่ายดายต่อการนำสิ่งที่อ่านเจอไปใช้ต่อได้ทันที

บทความบางตอนอาจไม่ได้มีคนแชร์ในบล็อกมากนัก แต่ถ้าผมเห็นว่ามันดีผมก็จะคัดมาใส่ไว้ในหนังสือ เพราะ “ของดัง” กับ “ของดี” บางทีก็เป็นคนละเรื่องกัน

และแน่นอน TGIM มีเนื้อหาที่ไม่ได้อยู่ในบล็อกด้วย เป็นสิ่งที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

2017-11-04 07_46_32-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

2017-11-04 07_46_47-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

 

Shut up and take my money!
—
สำหรับคนที่พร้อมจะซื้อหนังสือแล้ว มี 3 ทางเลือกครับ

1. สั่งออนไลน์กับผม (แถมลายเซ็นแต่อาจต้องรอนิดนึงนะครับ) ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimorder2

2. ซื้อที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ หรือศูนย์หนังสือจุฬา

3. ซื้อที่เว็บไซต์ซีเอ็ด https://goo.gl/KXJL3Q

ขอบคุณทุกๆ คนมากครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
Anontawong’s Musings

#TGIM

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

หนังสือที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณมากที่สุด

20170802_bookchange

คือหนังสือที่คุณเขียนขึ้นมาเอง

“The book that will most change your life is the book you write.”
-Seth Godin

วันที่ 30 มีนาคม 2558 คือวันที่ผมเขียนบทความใน anontawong.com ครบ 100 ตอน ผมเลยประกาศลงบล็อกไปว่าจากนี้ไปจะลองเขียนบทความทุกวันดู

ตอนนั้นผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าผมเขียนบล็อกวันละตอนไปได้ซัก 3 ปี ก็น่าจะมีบทความร่วม 1000 ตอน ซึ่งน่าจะมากพอให้คัดสรรและรวมรวมออกมาเป็นหนังสือดีๆ ซักเล่มหนึ่งได้

ความคิดเล่นๆ ในวันนั้นกำลังจะกลายเป็นจริงในวันนี้ครับ

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าอะไร หรือมีเนื้อหาอย่างไร ผมขออุบไว้ก่อน ขอบอกใบ้แค่เพียงว่ามันคือหนังสือที่จะทำให้คุณ “รักวันจันทร์” มากขึ้น

“The book that will most change your life is the book you write.”

ไม่ว่าหนังสือเล่มแรกของผมจะดังหรือจะขายดีหรือไม่ มันก็ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปเรียบร้อยแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่ผมประกาศว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน ผมก็กลายเป็นคนช่างสังเกตสังกามากขึ้น มีความอดทนกว่าเดิม และได้รับโอกาสดีๆ ที่ผมคงไม่มีวันได้หากไม่ได้เริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings นี้

คุณล่ะครับ มี “หนังสือ” ซักเล่มอยู่ในตัวคุณรึเปล่า?

ถ้ามีก็สมัคร wordpress.com หรือบล็อกฟรีที่ไหนก็ได้ แล้วก็เริ่มบรรเลงอักษรได้เลย

มีคนรออ่านหนังสือของคุณอยู่นะครับ 🙂