นิทานภิกษุกับหญิงสาว

20170804_bhikku

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วย

วันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์
ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน

ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคนเดียว ก็ต้องตกตะลึง
เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปากพูดจากัน

จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า

“พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น?”

“ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ”


ขอบคุณนิทานจากกระทู้ Pantip โดยคุณอาโก หนองจอก

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

20170804_tgim2

หนังสือใหม่ของผมออกแล้วนะครับ!

ชื่อหนังสือว่า Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

(จากนี้ไปขอเรียกชื่อย่อว่า TGIM ทีจีไอเอ็ม)

TGIM_HardCopies

 

TGIM เกี่ยวกับอะไร?
—–
จุดประสงค์หลักของ TGIM คือชี้ให้เห็นคุณค่าของงานประจำที่เรามีอยู่ และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นมา เพื่อจะได้มีความสุขกับงานและมีความสุขกับชีวิต

ชื่อหนังสือนั้นล้อกับคำฝรั่ง Thank God It’s Friday ซึ่งเป็นเหมือนคำขอบคุณพระเจ้าว่าเฮ้อ ถึงวันศุกร์เสียที (หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งสัปดาห์)

แต่ถ้าเราเห็นคุณค่าของงานประจำและทำมันได้อย่างดีแล้ว เราก็จะรู้สึกขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เพราะมันทำให้เรามีรายได้ ให้เราได้แสดงฝีมือ ให้เราเป็นคนมีคุณค่า ให้เราได้ดูแลคนที่เรารัก

และเมื่อเรารู้สึกอย่างนี้แล้ว วันจันทร์ก็จะเป็นวันที่เราอยากลุกขึ้นมาทำงานครับ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
—–
– คนทำงานประจำที่อยากจะเก่งกว่านี้ มีความสุขมากกว่านี้ (ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง)
– คนทำงานประจำที่พอใจกับจุดที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว แค่เพียงรู้สึกอยาก “ทวงคืนศักดิ์ศรี” ให้มนุษย์เงินเดือน หลังจากโดนกระแสที่ว่างานประจำไม่ดีอย่างโน้น-งานประจำไม่ดีอย่างนี้มานานหลายปี

– เจ้าของธุรกิจที่ปวดหัวกับลูกน้อง (ซื้อให้ลูกน้องอ่าน และควรอ่านเองด้วย)
– ฟรีแลนซ์ที่ยังจัดการชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ เก็บเงินไม่ได้ ทำงานไม่ทัน ฯลฯ
– คนทำงานไม่ประจำที่อยากดึงสิ่งดีๆ จากงานประจำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของตัวเอง

– นักศึกษาที่กำลังครุ่นคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี
– พ่อแม่ของนักศึกษาที่กำลังครุ่นคิด (ซื้อให้ลูกอ่าน)

– คนที่เพิ่งติดตามบล็อก Anontawong’s Musings​ มาไม่นาน เลยอยากจะซื้อหนังสือนี้ไว้อ่านตอนเก่าๆ ที่อาจเคยพลาดไป
– คนที่ติดตามบล็อกนี้มานานแล้ว อ่านเกือบทุกตอน ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่อยากซื้อเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน

หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับใคร?
—–
ตัวผมเองนั้นทำงานประจำในลักษณะงานออฟฟิศมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องราวและเทคนิคต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศ เช่นตำรวจ ทหาร หรือโฟร์แมนดูแลงานก่อสร้างครับ

เนื้อหาหนังสือทั้งหมดมาจากบล็อกรึเปล่า?
——
เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากบล็อกครับ เป็นเนื้อหาที่ผ่านการคัดสรร ปรับปรุง ตัดต่อ จัดหมวดหมู่ โดยคำนึงถึงความรื่นรมย์ในการอ่านและความง่ายดายต่อการนำสิ่งที่อ่านเจอไปใช้ต่อได้ทันที

บทความบางตอนอาจไม่ได้มีคนแชร์ในบล็อกมากนัก แต่ถ้าผมเห็นว่ามันดีผมก็จะคัดมาใส่ไว้ในหนังสือ เพราะ “ของดัง” กับ “ของดี” บางทีก็เป็นคนละเรื่องกัน

และแน่นอน TGIM มีเนื้อหาที่ไม่ได้อยู่ในบล็อกด้วย เป็นสิ่งที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

2017-11-04 07_46_32-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

2017-11-04 07_46_47-Good Work 1-234 21 6 60 toparbpim_Pik_RutComments.pdf - Adobe Acrobat Reader DC

 

Shut up and take my money!

สำหรับคนที่พร้อมจะซื้อหนังสือแล้ว มี 3 ทางเลือกครับ

1. สั่งออนไลน์กับผม (แถมลายเซ็นแต่อาจต้องรอนิดนึงนะครับ) ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimorder2

2. ซื้อที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ หรือศูนย์หนังสือจุฬา

3. ซื้อที่เว็บไซต์ซีเอ็ด https://goo.gl/KXJL3Q

ขอบคุณทุกๆ คนมากครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
Anontawong’s Musings

#TGIM

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

หนังสือที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณมากที่สุด

20170802_bookchange

คือหนังสือที่คุณเขียนขึ้นมาเอง

“The book that will most change your life is the book you write.”
-Seth Godin

วันที่ 30 มีนาคม 2558 คือวันที่ผมเขียนบทความใน anontawong.com ครบ 100 ตอน ผมเลยประกาศลงบล็อกไปว่าจากนี้ไปจะลองเขียนบทความทุกวันดู

ตอนนั้นผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าผมเขียนบล็อกวันละตอนไปได้ซัก 3 ปี ก็น่าจะมีบทความร่วม 1000 ตอน ซึ่งน่าจะมากพอให้คัดสรรและรวมรวมออกมาเป็นหนังสือดีๆ ซักเล่มหนึ่งได้

ความคิดเล่นๆ ในวันนั้นกำลังจะกลายเป็นจริงในวันนี้ครับ

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าอะไร หรือมีเนื้อหาอย่างไร ผมขออุบไว้ก่อน ขอบอกใบ้แค่เพียงว่ามันคือหนังสือที่จะทำให้คุณ “รักวันจันทร์” มากขึ้น

“The book that will most change your life is the book you write.”

ไม่ว่าหนังสือเล่มแรกของผมจะดังหรือจะขายดีหรือไม่ มันก็ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปเรียบร้อยแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่ผมประกาศว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน ผมก็กลายเป็นคนช่างสังเกตสังกามากขึ้น มีความอดทนกว่าเดิม และได้รับโอกาสดีๆ ที่ผมคงไม่มีวันได้หากไม่ได้เริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings นี้

คุณล่ะครับ มี “หนังสือ” ซักเล่มอยู่ในตัวคุณรึเปล่า?

ถ้ามีก็สมัคร wordpress.com หรือบล็อกฟรีที่ไหนก็ได้ แล้วก็เริ่มบรรเลงอักษรได้เลย

มีคนรออ่านหนังสือของคุณอยู่นะครับ 🙂

6B ในที่ทำงาน

20170731_6b

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ “วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ” ของอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ อยู่ครับ

เรื่องหนึ่งที่อาจารย์วรภัทร์พูดถึงในหนังสือเล่มนี้คือนิสัย 6B ที่เราควรลด ละ เลิก เวลาอยู่ที่ออฟฟิศ จะเป็นอะไรบ้างมาดูกัน

Bluff – บลัฟ – ดูถูก ทับถม สบประมาท

Bee – บี้ – กดดัน เร่งรัด ทำให้คนเครียด ลนลาน

Bai – ใบ้ – เงียบไว้ อมภูมิ แกล้งโง่ (เพราะเลี่ยงงาน) ไม่ตัดสินใจ

Boi – โบ้ย – โยนงานให้คนอื่น โยนความผิด

Block – บล็อก – ทำลายจินตนาการ ดับความคิดคนอื่น ไม่กล้าเสี่ยง กลัวไปหมด

Blame – เบลม – ด่วนพิพากษา ตำหนิ ต่อว่า

ถ้าที่ทำงานของเราเต็มไปด้วยคนแบบนี้ สภาพแวดล้อมคงเป็นพิษน่าดู

แต่ที่สำคัญที่สุดคือกลับมาดูที่ตัวเองก่อนว่าเรามี B ไหนในนี้บ้างรึเปล่า?

ส่วนตัวผมมี B-บี้ กับ B-ใบ้ อยู่บ้าง ซึ่งคงต้องระวังมากกว่านี้

แล้วคุณล่ะครับ มีกี่ B?


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives