นิทานเรือชน

20170811_boat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระเซ็นรูปหนึ่งตัดสินใจปลีกวิเวกด้วยการพายเรือออกไปกลางทะเลสาบ นั่งลงหลับตา แล้วเริ่มต้นการทำสมาธิ

หลังจากนั่งภาวนาอย่างสงบราวสองชั่วโมง ท่านก็รู้สึกถึงเรือลำหนึ่งที่แล่นมากระทบเรือที่ท่านนั่ง ท่านเริ่มมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยังนั่งหลับตาต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวเรือลำนั้นก็คงจากไป

ผ่านไปหลายนาที เรือลำนั้นก็ยังมากระทบเรือที่ท่านนั่งอยู่เรื่อยๆ พระเซ็นจึงหมดความอดทนและลืมตาขึ้นมาเพื่อจะตำหนิคนที่ช่างกล้าดีมารบกวนท่านถึงเพียงนี้

แต่เมื่อท่านลืมตา ท่านก็เห็นเพียงเรือเปล่าๆ ลำหนึ่ง ไม่มีใครนั่งอยู่ในเรือ เรือของท่านกับเรือเปล่าลำนั้นคงโดนลมเบาๆ พัดมาให้ชนกันเอง แล้วความโกรธของท่านก็หายไปในพริบตา

จากวันนั้นเป็นต้นมา หากพระเซ็นได้พบกับใครที่ทำให้ท่านโกรธหรือหงุดหงิด ท่านจะบอกตัวเองเสมอว่า “คนๆ นั้นเป็นเพียงเรือเปล่า แต่ความโกรธนั้นล้วนผุดออกมาจากใจเราทั้งสิ้น”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Raja Sharma’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger?

ถ้าคุณอยากต่อเรือซักลำ

20170810_buildaship

วิธีแรก คือตีฆ้องร้องป่าวให้คนไปหาท่อนซุง แบ่งหน้าที่ และคอยสั่งการ

วิธีที่สอง คือเล่าเรื่องราวแห่งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล จนพวกเขาถวิลหาการออกผจญภัย

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”
― Antoine de Saint-Exupéry

ว่ากันว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

บางทีเรื่องราวสั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลได้

ใครที่อ่านบทความ Sapiens ที่ผมเคยสรุปเอาไว้ อาจจะพอจำได้สิ่งมีชีวิตแรกโลกนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีที่แล้ว ส่วนเผ่าพันธุ์ Homo Sapiens อย่างเราก็อยู่บนโลกใบนี้มาอย่างน้อยๆ 200,000 ปี

ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจจะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ท่องทะเลหรือปีนป่ายภูเขา แต่เราก็ยังไม่เคยไปได้ไกลกว่าดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกดวงนี้

ในปี 1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้กล่าวปราศรัยในสภาคองเกรสว่า

“I believe that this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon and returning him safely to the earth.”

“ผมเชื่อว่าอเมริกาควรตั้งเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และพาเขากลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ก่อนหมดทศวรรษนี้”

อีกเพียง 8 ปีต่อมา มนุษย์ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกในรอบ 3,800 ล้านปีที่ออกจากอาณาเขตของโลก และได้ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ

ลองนึกภาพถึงคนที่เราชื่นชม ก็อาจพบว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีทั้งนั้น

Steve Jobs เล่าเรื่องของการ “คิดต่าง” (think different) จนสร้างอุปกรณ์ที่ดีที่สุด งดงามที่สุดแห่งยุคสมัยได้

Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX เล่าเรื่องของความอยู่รอดของมนุษยชาติ ด้วยการสร้างยานอวกาศที่จะพามนุษย์ไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้

หรือแม้กระทั่งพี่ตูน บอดี้สแลม ก็เป็นนักเล่าเรื่่องราวแห่งการไม่ละทิ้งความฝันและความเชื่อ

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”

กลับมามองที่ตัวเอง

การมีทักษะการจัดการที่ดี (ตีฆ้องร้องป่าว แบ่งหน้าที่ และออกคำสั่ง) อาจทำให้เราทำงานสำเร็จ แต่ไม่อาจซื้อใจลูกน้องเราได้

แต่ถ้าเราสามารถเล่าได้ว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ทำแล้วเขาจะได้รับประสบการณ์แบบไหน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นผู้นำที่ทำงานสำเร็จแถมยังเป็นที่รักด้วยนะครับ

—–

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

กฎ 5 คน (และเหตุผลที่คนดีกลายเป็นคนโกง)

20170808_fivepeople

ในหนังสือของฝรั่งที่เกี่ยวกับการสร้างความร่ำรวย มักจะมีข้อความนึงที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ นั่นคือ

You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วย

ประมาณว่า ถ้าเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ 5 คนไหน รายได้ของเราก็จะเป็นค่าเฉลี่ยของ 5 คนนั้น

แต่มันยังมีมิติอื่นนอกจากเรื่องรายได้

ถ้าเพื่อนๆ 5 คนที่คุณไปเที่ยวด้วยเป็นคนอ้วน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนมากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ คุณมีแต่คนสูบบุหรี่ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะติดบุหรี่มากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ ของคุณชอบออกกำลังกาย คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะออกกำลังกายเช่นกัน

แต่มันยังมีอีกมุมที่ฝรั่งไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมคิดว่ากฎ 5 คนสามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้

นั่นคือการโกงกินของข้าราชการและนักการเมือง

ไม่ว่าตอนเริ่มต้นสายอาชีพนี้เราจะตั้งใจดีแค่ไหน อยากทำเพื่อประเทศอย่างไร แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่ในหมู่คนที่โกงกินแล้ว ก็ยากยิ่งนักที่จะยังรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ได้

นึกภาพว่าเราถูกจับโยนบ่อขยะ

30 วินาทีแรกที่เราอยู่ตรงนั้นเราจะรู้สึกเหม็นจบแทบจะอาเจียนออกมา แต่พออยู่ไปซักพัก เราก็จะเริ่มรู้สึกว่า ถึงจะยังเหม็นอยู่แต่ก็ไม่ทรมานเหมือนตอนแรก

เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวจนจมูกของเรา “desensitized” หรือชินกับกลิ่นเหม็นนั้นไปเรียบร้อย

ผมเชื่อว่าความคุ้นชินหรือ desensitized นี่ไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่ใจเราก็สามารถ desensitized ได้เช่นกัน

ผมจึงพอนึกภาพออกเลยว่าคนทำงานการเมืองหลายคนนั้นก็เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง และเกลียดคนโกงพอๆ กับผมหรือทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้อยู่นั่นแหละ

แต่พอเขาต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการโกงกินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (norm) ไปแล้วนั้น โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคนโกงก็จะพุ่งสูงมาก

ตอนแรกๆ อาจจะไม่ยอมโกงเลย จากนั้นก็โกงนิดหน่อย และพอใจของเขา desensitized กับการโกงนิดหน่อยแล้ว เขาก็จะกล้าโกงมากกว่าเดิม

ผ่านไปซัก 5 ปี 10 ปี จิตใจของเขาก็อาจจะชาชินกับการโกงจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรแล้ว เปรียบได้กับคนที่อยู่ในกองขยะมานานจนจมูกของเขาไม่รู้สึกว่าขยะกองนั้นเหม็นอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น กฎ 5 คน น่าจะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เราจึงต้องเตือนตัวเองให้เลือกเพื่อนให้ดี

อีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเสพเนื้อหาจากเพจที่สร้างสรรค์ เพราะนั่นคือ “คนที่เราจะใช้เวลาด้วย” (แม้จะมองไม่เห็นหน้ากัน) มากที่สุดครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ https://anontawong.com/2017/08/04/tgim/

TGIM_HardCopies

คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล

20170807_eiffel

หมู่บ้านจัดสรรแทบทุกหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ

หมู่บ้านที่ผมอยู่ก็เช่นกัน แถมบ้านผมอยู่ติดกับศาลพระภูมิเลย มองจากเก้าอี้ที่ผมนั่งเขียนบล็อกตรงนี้ก็เห็น มองจากห้องนอนก็เห็น มองจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เห็น

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ตอนออกมาตากผ้าตรงระเบียงห้องนอน ผมเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเอาธูปเทียนพวงมาลัยมาไหว้ศาลพระภูมินี้ด้วย แล้วผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ผมไหว้ศาลพระภูมินี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ “จำไม่ได้แล้ว”

แสดงว่านานมาก

—–

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ผมชอบมากคือนองปิง ที่ต้องนั่งกระเช้าไป 20 นาที และเมื่อเดินไปสุดทางก็จะได้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนวัด ผมไปฮ่องกงทั้งสองครั้งก็แวะที่นี่ทั้งสองครั้ง

จิมมี่เป็นเพื่อนชาวฮ่องกงที่ผมรู้จักตอนเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ มันมาเมืองไทยบ่อยมาก น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้ ผมเคยถามจิมมี่ตอนมาเที่ยวเมืองไทยว่า ยูเคยไปเที่ยวนองปิงบ้างรึเปล่า ไอชอบนะ ไปมาสองรอบแล้ว

จิมมี่บอกว่ามันไม่เคยไป และมันไม่คิดจะไป เพราะนั่นมันสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

—–

ตอนที่ผมไปเที่ยวยุโรปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมนัดเจอเพื่อนชาวฝรั่งเศสวัยสี่สิบปลายๆ นามว่า “ฟรองค์”

ฟรองค์บอกผมว่า ทั้งชีวิตนี้เขาเคยขึ้นหอไอเฟลแค่สองครั้งเท่านั้น และเพื่อนชาวฝรั่งเศสของเขาหลายคนไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลยด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่าผมแปลกใจพอสมควร เพราะหอไอเฟลคือ Landmark ที่คนทั้งโลกล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือน แต่คนในเมืองนี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย

—–

คนปารีสไม่ขึ้นหอคอยไอเฟล คนฮ่องกงไม่เที่ยวนองปิง ส่วนผมก็ไม่ไหว้ศาลพระภูมิ

หรือเป็นเพราะว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งไม่เห็นคุณค่า?

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมดา

ยิ่งใกล้ยิ่งเชื่อว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้อาจใช้ได้ไกลเกินกว่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วยนะครับ

มันอาจจะใช้กับคนบางคนก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือสามี-ภรรยา

เพราะคนที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ บางทีเราก็ take for granted ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบไม่เพราะนักก็คือเราเห็นเขาเป็นของตาย

ในมุมกลับกัน หากอยากทบทวนว่า ชีวิตเราตอนนี้เรากำลังละเลยอะไรอยู่ ที่แรกที่ควรมองก็คือห้องนอนของตัวเอง โต๊ะทำงานของตัวเอง และความต้องการของตัวเอง

เพราะของบางอย่างมันอยู่กับเรามานาน และอยู่ใกล้กับเรามากจริงๆ

มากเสียจนจนเราหยุดมองเห็นมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

ความประทับใจจาก TEDx Bangkok 2017

20170806_tedx

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงาน TEDx Bangkok 2017 ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศมาครับ

งานเริ่ม 9 โมงเช้า แต่กว่าผมจะไปถึงก็ 10 โมงกว่าแล้ว เพราะคืนวันศุกร์มีงานเลี้ยงศิษย์เก่า Thomson Reuters เลยอยู่กันดึกดื่นจนนอนตื่นสาย

ไปถึงงานจึงเป็นช่วงเบรคพอดี พูดจบไปแล้ว 3 คน แต่ก็ยังเหลืออีกหลายคนให้ฟัง และหลายอย่างให้ดู

นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจจากงานนี้ครับ

1. ความคุ้มค่า ตอนแรกเห็นบัตรราคา 1500 บาทผมก็รู้สึกว่ามันแอบแพงอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าถ้าได้ฟังไอเดียบรรเจิดจนเอามาต่อยอดอะไรได้มันก็คงคุ้มแหละ

การจองบัตร TEDx จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ง่ายตรงที่คุณจะเป็นใครก็ลงชื่อได้ แต่ยากตรงที่ตอนสมัครนั้นต้องตอบคำถาม “อัตนัย” หลายข้อ แล้วทีมงานจะเป็นคัดเลือกอีกทีว่าคุณมีสิทธิ์ซื้อบัตรเพื่อมางานนี้รึเปล่า โชคดีที่เขาเลือกผมมาฟังด้วย

ตอนเดินเข้างานเพื่อไปลงทะเบียนและรับป้ายชื่อ ก็ต้องตกใจที่เขามี “ของชำร่วย” ให้เราเยอะขนาดนี้ ทั้งเสื้อยืด TEDX ถุงผ้า TEDx ขวดน้ำ TEDx สมุด TEDx ปากกา Krungsri (!!??) รวมมูลค่าสิ่งของเหล่านี้ (เอาแค่ราคาต้นทุน) ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 300 บาทแล้ว

ในปกหลังด้านในของสมุด ยังมีการ์ด 3 ใบสำหรับอาหารว่าง 2 มื้อและอาหารกลางวันอีก 1 มื้อ ผมไปทันรับอาหารว่างช่วงเช้าพอดี ซึ่งมาในถุงกระดาษจากโรงแรม Marriott แต่สุดท้ายผมไม่ได้กิน เพราะว่าถ่ายรูปถุงเสร็จแล้วลืมหยิบถุงมา!

ส่วนเครื่องดื่มจาก Roots Coffee ก็รสชาติแปลกดี ดื่มเสร็จแล้วยังสามารถนำขวดเปล่า มาใส่ชั้นที่มีช่องนับร้อยช่อง ด้านหลังเขียนคำว่า TED Talks อีกด้วย ผมเลือกที่จะวางขวดเปล่าของผมไว้ตรงฐานของตัว T ตัวแรก เหตุผลเพราะอะไรลองไปทายดูเองนะครับ 🙂

ก็เลยคิดได้ว่า ค่าของชำร่วยบวกค่าอาหารก็น่าจะเกือบ 1000 บาทแล้ว (แม้จะได้สปอนเซอร์มาไม่น้อย) ดังนั้นบัตร 1500 ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะได้มา

2. พลังงานบวกสูงมาก ผมมาโรงละครนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมสัมผัสกับมวลพลังงานบวกก้อนโตที่สุด

คนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นคนในวัยยี่สิบกว่าๆ หรือสามสิบต้นๆ (ผมนี่ถือว่าเลยค่าเฉลี่ยไปแล้ว) แต่ก็มีคนผมสีดอกเลามาด้วยประปราย อาสาสมัคร ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักศึกษาหรือเพิ่งจบใหม่ๆ ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ยืนชูป้ายบอกทาง ปากก็คอยเปล่งคำสุดเสียงเพื่ออธิบายให้แขกเข้าใจว่าแต่ละจุดมีอะไรให้ทำบ้าง ยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่ได้เงินซักบาทเดียว (ถึงเรียกว่าอาสาสมัครไง!) ก็ยิ่งประทับใจ

(ไม่ต้องได้ตังค์ก็ยังทำงานเต็มที่ได้ แล้วทำไมบางคนยังใช้เรื่องค่าตอบแทนต่ำมาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงานเหยาะๆ แหยะๆ อยู่อีก?)

3. Speaker ที่ประทับใจที่สุดคือคนแรกที่ผมได้ฟัง นั่นคือคุณ “ฉิ่ง” วินัย ฉัยรักษ์พงศ์ นักออกแบบสหสาขา (ผมก็เพิ่งเคยได้ยินอาชีพนี้เหมือนกันครับ) ที่มาเล่าให้พวกเราฟังว่ากระบวนการของความคิดสร้างสรรค์นั้นเหมือนกระบวนการที่พ่อแม่ใช้เพื่อให้กำเนิดเราขึ้นมา

คิดภาพเสปิร์มนับร้อยล้านตัววิ่งไปหาไข่ ตัวที่ว่ายเร็วที่สุด แข็งแรงที่สุดก็จะได้ผสมกับไข่และกลายเป็นตัวเราขึ้นมา

คุณฉิ่งบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นกัน เราต้องสร้างไอเดียเยอะๆ แถมไอเดียส่วนใหญ่ควรเป็นไอเดียไร้สาระด้วย

แต่ไอเดียเยออย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “ไข่” จากแม่ด้วย ซึ่ง “ไข่” ในที่นี้ก็คือ “ปัญหา” ที่เราต้องการจะแก้ หากไอเดียไร้สาระอันไหนมันดันบังเอิญไป “เจาะ” ปัญหานั้นได้ ลูกของมันก็จะออกมาเป็น “creativity” นั่นเอง

4. เพื่อนใหม่ ช่วงพักเที่ยงเขามีพื้นที่ให้เราได้ไปนั่งกินข้าวกับคนแปลกหน้า แม้กระทั่งตอนนั่งในโรงละครเขาก็มีกิจกรรมให้เรารู้จักคนที่อยู่ด้านซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ผมเลยได้รู้จักกับน้องฟรีแลนซ์ที่ทำธุรกิจ 3 ตัวพร้อมกัน ได้รู้จักกับพี่ที่ดูแลห้องสมุด TCDC ส่วนพี่อีกคนก็เคยทำงานอยู่ตึกอื้อจื่อเหลียงเหมือนผมร่วม 10 ปี (แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย) น้องอีกคนผันตัวจากสถาปนิกมาเป็น AE และกำลังจะไปเที่ยวรัสเซีย ส่วนอีกคนเป็นเลขาของพี่โน๊ส อุดม!

5. คณะเดอะ ชราภาพ เค้าว่ากันวันเรามักจะจำ “เรื่องแรก” กับ “เรื่องสุดท้าย” ได้ดีเสมอ ผมประทับใจกระบวนการความคิดสร้างสรรค์จากคุณฉิ่งไปแล้ว และผมก็ได้ประทับใจกับการแสดงของคณะเดอะ ชราภาพ ซึ่งเป็นการแสดงปิดท้าย TEDx Bangkok 2017 ด้วย

วงเดอะชราภาพมีแต่คนอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เพลงทุกเพลงที่น้องเขาทำขึ้นมาจะต้องมีคนชรามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ (ไม่ว่าจะร้อง เล่นดนตรี หรือเต้นระบำ) ด้วยความเชื่อที่ว่า ในเมื่อมนุษย์ทุกคนต้องแก่อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ทำความรู้จักกับความชราภาพให้ดี ดูว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง สนใจเรื่องอะไร ทำอะไรได้บ้าง ช่องว่างระหว่าง “เรา” กับ “คนแก่” จะได้น้อยลง

ภาพที่ผมประทับใจที่สุดคือตอนที่พวกเขาเล่นเพลงสุดท้าย ท่อนฮุคมีเนื้อหาประมาณว่า “เอลวิสยังอยู่” ซึ่งต้องการจะสื่อว่า ต่อให้ร่างกายภายนอกจะโรยราไปแค่ไหน แต่ข้างในจิตใจเขาก็ยังมีความเฮี้ยวมีความเฟี้ยวเหมือนเอลวิสวัยหนุ่มเหมือนเดิม คนที่ออกมาหน้าเวทีเป็นคุณอาวัยห้าสิบกว่าๆ แต่งตัวเป็นเอลวิสออกมาดิ้นได้มันสะแด่วแห้ว คนดูตบมือกันทั้งฮอล แต่จุดไคลแมกซ์สำหรับผมคือตอนที่คุณลุงวัย 60-70 ออกมาเต้นด้านข้างๆ เอลวิส กันสี่ห้าคน คนดูสนุกมาก แต่คุณลุงสนุกมากกว่า

จังหวะนั้นผมนี่น้ำตาคลอเบ้าเลยนะครับ เพราะถ้าผมเป็นคุณลุงที่ได้ไปยืนโยกย้ายอยู่ตรงนั้น ผมคงจะซาบซึ้งใจมากที่เด็กๆ วงเดอะชราภาพได้ทำให้ผมได้ขึ้นมาอยู่บนเวที TEDx ได้รับเสียงตบมือและเสียงเชียร์จากทุกคน (ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตเปลี่ยวเหงาที่รออยู่ที่บ้านด้วย) มันคงเป็นประสบการณ์ที่ผมจะจดจำไปตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ขอบคุณน้องๆ จริงๆ ที่ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่มักจะถูกหลงลืมคนนี้

พอหอมปากหอมคอกับ TEDx Bangkok 2017 นะครับ หวังว่าปีหน้าจะได้ไปร่วมงานนี้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะในฐานะคนฟังหรือคนพูดก็ตาม 😉