เลือกทางยากชีวิตจะง่าย

20170723_hardchoices

เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”
–Jerzy Gregorek

สั้นๆ แต่ได้ใจความ

ถ้าเราเลือกทางยากตอนนี้ ชีวิตของเราจะง่ายในภายหลัง

เหมือนเด็กที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ใครได้หน้าที่การงานดีชีวิตก็ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก

ในทางกลับกัน เด็กที่เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกสนาน ไม่อ่านหนังสือ สอบได้คะแนนไม่ดี โอกาสก็แคบลง และคงต้องเหนื่อยหนักกว่าจะก้าวหน้าเท่ากับคนที่ตั้งใจเรียนเสียแต่แรก

แม้จะจบมาทำงานแล้ว เราก็ยังมี hard choices หรือ easy choices ให้เลือกตลอดเวลา

จะทำงานหนักหรือจะเช้าชามเย็นชาม

จะดื่มน้ำเปล่าหรือจะดื่มน้ำหวาน

จะออกกำลังกายหรือจะดูทีวี

จะอ่านหนังสือหรือจะส่องเฟซ

จะเอาเงินไปซื้อมือถือ หรือจะเอาไปลงทุน

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

จะว่าไป ชีวิตก็แฟร์ดีเหมือนกันนะ

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

จนตรอกไม่บอกใคร

20170722_desperation

“The mass of men lead lives of quiet desperation.”

คนจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตสิ้นหวังอย่างเงียบๆ

– Henry David Thoreau, Walden

ผมเพิ่งรู้ว่าคำว่า desperate หรือ desperation นี่หาคำแปลไทยตรงๆ ยากชะมัด

เพราะถ้าเปิดดิคเราจะเจอคำว่า “สิ้นหวัง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ คำว่า desperate มันแปลว่าการดิ้นรนแบบหมาจนตรอกด้วย

เช่น นายสมชายนี่น่าจะต้อง desperate มากเลยนะ ถึงไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยเดือนละ 20% มาใช้

Desperate มันสื่อได้ถึงคนที่ไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องดิ้นรนในแนวทางที่ไม่ฉลาดนักและอาจส่งผลเสียยิ่งกว่าเดิม

คำว่า quiet desperation จึงเป็นคำที่เพราะมาก เพราะมันเป็นเหมือนสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้

ตามความเข้าใจของผม quiet desperation คือความรู้สึกจนตรอกที่อยู่ภายในใจ แต่ไม่(กล้า)แสดงออกมาให้ใครรู้

ผมว่าคนเราสมัยนี้มีไม่น้อยที่ใช้ชีวิตแบบจนตรอกไม่บอกใคร

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือคนที่ตำแหน่งหน้าที่การงานดี แต่จริงๆ ก็เบื่องานที่ตัวเองทำจะแย่อยู่แล้ว ใจจริงอยากจะออกไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่เพียรสร้างมา สุดท้ายก็เลยเลือกอยู่กับ comfort zone ต่อไป

ภายนอกจึงดูเหมือนว่าเขามีชีวิตดี๊ดี แต่ใครจะรู้ว่าภายในนั้นมันร่ำร้องเสียงดังขนาดไหน

ก็เลยเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นการจนตรอกที่บอกใครไม่ได้

ใครที่ประสบภาวะนี้ อาจจะลองถามคำถามนี้ดูครับ

ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง

ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วล้มเหลว

กับการอยู่ที่เดิมที่ไม่ได้ชอบแต่ก็ชินแล้ว และเห็นภาพชัดเลยว่าวันเวลาที่เหลือของเราก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

สำหรับผม ผมว่าอย่างที่สองน่ากลัวกว่านะ

เพราะชีวิตที่คาดเดาอนาคตได้ทุกอย่าง ยังจะเรียกว่า “ชีวิต” ได้อีกเหรอ?

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

นิทานสามก้าว

20170721_3steps

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง

ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า

“ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ

พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เคล็ดลับความสุข

20170719_happiness

คือการมีสุขภาพที่ดีบวกกับการเป็นคนขี้ลืม

“Happiness is good health and a bad memory.”
–Ingrid Bergman

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ อันนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้กันดี

แต่การเป็นคนขี้ลืมนี่ทำให้เรามีความสุขได้ยังไง?

ผมเดาว่าคุณเบิร์กแมนน่าจะหมายถึงการไม่เก็บเรื่องเก่าๆ มาคิดให้รกสมอง

การเป็นคนขี้ลืมเสียบ้างจะทำให้เราเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือมุ่งแต่เอาชนะ

เมื่อวานทะเลาะกับแฟน วันนี้ก็ดีกันได้ สัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าพูดจาไม่ดีกับเรา วันนี้เราก็ยังยกมือไหว้เขาได้ เดือนที่แล้วเพื่อนยืมเงินเราแล้วยังไม่คืน เราก็ไม่เก็บมาคิดจนนอนไม่หลับ ถือซะว่าพลาดไปแล้วก็ได้

บางคนอาจแย้งว่า ถ้าขี้ลืมไปซะทุกอย่าง ก็เท่ากับเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตเลยน่ะสิ

แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเก็บบทเรียนเอาไว้ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์กับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหาก

จดจำบทเรียน ปล่อยวางความรู้สึก เป็นอิสระจากอดีต เพื่อจะได้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

2 วิธีที่จะดูว่าเราทำงานได้ดีพอรึยัง

20170718_goodenough

ถ้าอยากจะเติบโตในหน้าที่การงาน สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ดีพอแล้วหรือยัง

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านสไลด์วัฒนธรรมองค์กรของ Netflix และหนังสือของอดีตประธานบริษัท LINE จึงได้เรียนรู้เคล็ดลับ 2 ข้อง่ายๆ ในการประเมินผลงานตัวเองโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ

1.ถ้าเราเดินไปลาออกกับหัวหน้าตอนนี้ เค้าจะออกแรงรั้งเราแค่ไหน? เขาจะพยายามถามหาสาเหตุและช่วยแก้ปัญหาให้เรารึเปล่า? เขาจะให้โอกาสเราลองไปทำตำแหน่งอื่นที่อาจเหมาะสมกว่ารึเปล่า? หรือเขาจะรู้สึกโล่งใจที่จะได้หาคนใหม่มาแทนเราเสียที?

2.เรามีคนมาขอความช่วยเหลือบ่อยแค่ไหน? ถ้าเราถูกมองว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้ ก็จะมีคนมาขอให้ช่วยเรื่องโน้นเรื่องนี้หรือขอคำปรึกษาบ่อยๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่มีใครมาขอให้ช่วยเลย แสดงว่าเราไม่ผ่านการประเมินจากคนรอบข้างนั่นเอง

ข้อหนึ่งคือแนวทางที่บริษัท Netflix ซึ่งย้ำให้ลูกน้องคอยถามหัวหน้าบ่อยๆ ว่าถ้าผมจะลาออกคุณจะรั้งผมไว้มั้ย เป็นคำถามที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจทั้งสองฝ่ายอยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นคำถามที่ตรงเป้าที่สุดว่าเราทำงานได้ตรงกับที่หัวหน้าต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ จะได้ปรับตัวทันก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้

ส่วนข้อที่สองเป็นแนวทางที่บริษัท LINE ใช้ เขาจะมีการประเมิน 360 องศา คือการประเมินจากหัวหน้า จากเพื่อนร่วมงาน และจากลูกน้องว่าเราช่วยเหลือทีมได้แค่ไหน ถ้าเราตกอยู่ในช่อง “ไม่มีคุณอยู่ในบริษัทนี้ก็ไม่เป็นไร” ก็ถึงเวลาต้องปรับปรุงตัวโดยด่วนเช่นกัน

วัฒนธรรมองค์กรไทยหลายๆ ที่คงยังไม่เอื้อให้ใช้กระบวนการแบบนี้ได้ แต่สิ่งที่เรานำมาประยุกต์ใช้ได้เลยคือหมั่นถามคำถามสองข้อนี้กับตัวเองบ่อยๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Netflix Culture on Slideshare

คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100 โดยโมริกะวะ อากิระ