หากเราไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีตอนนี้

20170717_appreciatewhatyouhave

คิดหรือว่าตอนที่เรามีมากกว่านี้เราจะมีความสุข?

“If you aren’t grateful for what you already have, what makes you think you would be happy with more.”
-Roy T. Bennett, The Light in the Heart

สำหรับบางคน ชีวิตคือการมองไปข้างหน้า

ต้องดีกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากว่านี้

เมื่อดวงตาจับจ้องเพียงยอดเขาอันสูงส่ง จึงอดชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง

สำหรับผู้อ่านวัยกลางคน หากมองไปรอบๆ ตัวเราตอนนี้ จะพบว่ามีตั้งหลายสิ่งที่เราเคยต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้มันมาหรือรักษามันไว้

ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี

ร่างกายที่แข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย

ทรัพย์สินสำคัญอย่างที่อยู่อาศัย

หรือคนสำคัญอย่างภรรยา สามี หรือลูก

ผมเห็นด้วยครับว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าเราพุ่งชนไปเพื่อใคร

ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งเราอาจพบตัวเองยืนอยู่บนยอดเขาเพียงคนเดียวก็ได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก

20170715_whatyoulove

และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่เรายอมให้มากวนใจเราได้

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

– Robert Anton Wilson

คนที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อหรือความยึดมั่นในอะไรบางอย่าง

Bill Gates อยากให้บ้านทุกหลังมีคอมพิวเตอร์

Steve Jobs นำความงามและความง่ายมาสู่เทคโนโลยี

Mark Zuckerberg อยากทำให้ทุกคนในโลกนี้ติดต่อกันได้

และ Elon Musk ที่สร้าง SpaceX เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งโลกนี้มันอยู่ไม่ได้จริงๆ มนุษยชาติก็ยังมีดาวอังคารเป็น “แผนสอง”

ความเชื่อ – ความฝัน – ความรัก

สามคำนี้เป็นพี่น้องกัน

ดูอย่างเพลงของพี่ตูนบอดี้แสลมที่มักจะมีสามคำนี้โผล่มาเสมอ

ความฝันของเราคงไม่ต้องใหญ่เท่าสตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเราควรจะมีความฝันบางอย่างที่จะผลักดันให้เราได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

บางคนอาจฝันเขียนบล็อกที่มีคนอ่านเป็นหมื่น

บางคนอาจฝันทำเพลงที่มีคนร้องตามได้เป็นแสน

บางคนอาจฝันทำแอ็ปพลิเคชั่นที่มีคนใช้เป็นล้าน

ยิ่งความฝันมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ การกระทำและตัวตนของเราก็จะต้องใหญ่ตามไปด้วย

แต่ต่อให้ฝันใหญ่แค่ไหน ทุกคนก็มีจุดอ่อน

บางคนอาจใจร้อน บางคนอาจขี้น้อยใจ บางคนอาจขี้อิจฉา บางคนอาจคิดมาก

หากอยากจะมีเวลาและพลังไปจัดการกับสิ่งที่เราเชื่อ ก็ต้องระวังที่จะไม่สูญเสียมันไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้างานที่เราทำอยู่ในสปอตไลท์ ก็ย่อมต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา คำถามคือเราจะยอมให้คำเหล่านั้นมีผลกับเราแค่ไหน

เราจะหัวเสียจนไม่เป็นอันทำงานเลยรึเปล่า เราจะยอมเปลี่ยนแนวทางเพื่อเอาใจคนกลุ่มนี้รึเปล่า หรือเราจะแค่มองมันอย่างขำๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่เราเชื่อต่อไป?

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่กวนใจเราได้

อย่าปล่อยให้อะไรมากวนใจเราง่ายๆ นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานลิงเกลียดกะปิ

20170714_monkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ใครที่มาจากต่างจังหวัดหลายคนจะรู้ว่าเจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิต

คนที่อยากจะแกล้งลิงก็จะเอากะปิไปทาที่มือลิง เจ้าลิงก็จะเอามือมาดม เมื่อพบว่ามีกลิ่นกะปิที่ไม่ชอบติดอยู่ มันก็จะถูมือไปกับสิ่งต่าง ๆ จนเลือดไหลท่วมมือ

ถามว่าสิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหลคือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง

เจ้าลิงไม่เคยฝึกตามรู้จิตใจตัวเอง มันจึงไม่รู้ว่า ตัวมันนั่นเองที่หยิบกะปิมาดมตลอดเวลา แล้วความเกลียด ความอยากผลักไสของมัน ก็ทำร้ายตนเองอย่างแสนสาหัส

คนที่แกล้งลิงอาจจะหัวเราะเยาะว่าลิงโง่ แต่เราทุกคนก็เคยเป็นเหมือนตัวลิง ที่หยิบกะปิมาดม ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว

เหมือนกับคำพูด การกระทำ เหตุการณ์ที่เราไม่ชอบใจ อาจจะจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่ตัวเรานี่แหละที่หยิบคำพูดการกระทำ เหตุการณ์นั้น ๆ มาเปิดดู เปิดฟังในหัวเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เหมือนกับคนอื่นเขาแทงเราได้แค่เพียงครั้งเดียว แต่ตัวเรานี่แหละ ที่หยิบมีดด้ามนั้นมาแทงตัวเราเอง ไม่ยอมจบ ไม่ยอมวาง

ถ้าเราเฝ้าสังเกตจิตใจตัวเอง เราจะรู้ทันทีที่ใจหยิบมีด หยิบความคิดมาทิ่มแทงตัวเอง

เมื่อฝึกตามรู้ ตามดู ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เราจะพบว่า ความคิดร้าย ๆ ความทรงจำที่ทิ่มแทงเข้ามาตลอดเวลา ห้ามไม่ได้ บังคับควบคุมไม่ได้

ได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งคือ ตัวเราเอง เรายังควบคุมบังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น หรือเหตุการณ์อื่น ที่เราอยากให้เป็นอย่างใจเราตลอดเวลา

—–

ขอบคุณนิทานจาก ลิงกับกะปิและมีดปักใจ หนังสือเข็มทิศชีวิต  โดยคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง (โพสท์ลง Gotoknow.org โดยนายวาโย)

ป.ล.หนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 กับ 2 เป็นหนังสือที่ดีมากครับ แต่เล่มหลังๆ ผมอ่านแล้วไม่ชอบเท่าไหร่

อย่าเพิ่งกินกบ

20170712_donteatthatfrogyet

เมื่อวานผมเขียนบทความเรื่อง “กินกบตัวนั้นซะ” ที่บอกว่า ทุกเช้าเราควรจะเลือกเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำก่อน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ willpower เราอยู่สูงที่สุด และถ้าเรากินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดสำเร็จแล้ว กบตัวอื่นๆ ก็จะดูน่ารักขึ้นมาทันที

แต่บางคนก็ไม่ได้จิตแข็งขนาดที่จะกินกบตัวใหญ่ได้ทุกเช้า

วันนี้เลยมานำเสนออีกหนึ่งทางเลือกครับ

นั่นคือเลือกทำงานเล็กๆ ก่อนซักสองสามชิ้น ให้เป็น quick wins

Quick wins คืองานง่ายๆ ใช้เวลาทำ 5-15 นาทีก็เสร็จ เช่นส่งเมลตามงาน หรือเซ็นอนุมัติเอกสาร หรือเดินไปอัพเดตงานกับเพื่อนร่วมทีม อะไรก็ได้ที่ใช้สมองน้อยๆ และจบได้ไวๆ

การได้ทำงานง่ายๆ ให้เสร็จก่อน ถือเป็นการวอร์มอัพ และเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่า วันนี้มันจะไปได้สวย

พอเครื่องเริ่มร้อนแล้วจึงค่อยหยิบงานชิ้นใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุดขึันมาทำ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

กินกบตัวนั้นซะ

20170712_eatthatfrog

ความเดิมตอนที่แล้ว willpower หรือความสามารถในการควบคุมจิตใจเรานั้นมีขีดจำกัด ยิ่งเราตัดสินใจบ่อยแค่ไหน willpower ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ

หนังสือ Eat That Frog ของ Brian Tracy ซึ่งเป็นหนังสือด้าน productivity ขึ้นหิ้งเล่มหนึ่ง ก็เข้าใจความจริงข้อนี้ เขาเลยออกกฎง่ายๆ ว่า

ในแต่ละวัน ให้กินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดก่อน

กบตัวที่น่าเกลียด ก็คืองานที่เราไม่อยากทำที่สุด

มีหลายเหตุผลที่เราควรเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำเป็นอย่างแรกของวัน

– บ่อยครั้ง กบตัวที่น่าเกลียดที่สุด มักจะเป็นงานที่สำคัญและส่งผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน

– ตอนเช้า เข็มพลัง willpower ของเรายังเต็มอยู่ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการกินกบตัวนี้

– ถ้าไม่ยอมกินกบตัวนี้ในตอนเช้า ตกบ่าย willpower ของเราก็จะลดต่ำจนเราไม่มีใจไปกินกบตัวนั้นแล้ว ทำให้การกินกบตัวนี้ต้องล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

– ถ้าเช้านี้เรากินกบตัวใหญ่ตัวนี้ได้แล้ว งานอื่นๆ ที่เหลือของวันก็จะดูเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที

แต่หลายคนก็กังวลว่า กบหน้าตาน่าเกลียดขนาดนั้น ตัวโตขนาดนั้น จะไปกินอย่างไรไหว

คำตอบคือ “กินทีละคำ” ครับ

ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับ “กฎ 5 นาที” ที่ผมเขียนไว้เมื่อวันเสาร์ ว่าหากเราอยากจะเริ่มทำอะไร ให้บอกกับตัวเองว่าจะทำมันแค่ 5 นาทีพอ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองคิดดูนะครับว่า อะไรคือกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดที่คุณจะต้องกินในวันนี้

แล้วใช้ willpower ที่ยังมีอยู่เต็มแม๊กซ์จัดการมันเลย

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives