ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times

50 บทเรียน

20170710_50lessons

วันนี้ผมอายุครบ 37 ปีพอดีครับ เลยอยากลองสรุปบทเรียนที่ผ่านมาเป็นประโยคสั้นๆ ซัก 37 ประโยคดู เขียนไปเขียนมาได้เกินมานิดหน่อย จะตัดทิ้งก็เสียดาย เลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ทั้งหมดเลยนะครับ

1. หัวหน้าคือพระอาทิตย์ของเรา เราคือดาวเคราะห์ของเขา ดังนั้นอย่าน้อยใจถ้าเขาดูแลเราได้ไม่ทั่วถึง

2. งานเร่งกับงานสำคัญเป็นคนละเรื่องกัน อย่าสับสน – Urgent work and important work are two different things. Don’t get them mixed up

3. ถ้างานมันง่ายเค้าคงไม่มาจ้างเราหรอก

4. ถ้าประชุมกันแล้วไม่มีใครจดบันทึกการประชุม ให้อาสาทำหน้าที่นั้น

5. เข้าห้องน้ำก่อนแล้วค่อยมานั่งทำงานต่อให้เสร็จก็ได้

6. Passion คือฉันทะ

7. คิดอย่างคนขี้เกียจ ทำอย่างคนขยัน (วิมังสา + วิริยะ)

8. เต็มที่การกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ (อุเบกขา)

9. การทำตัวยุ่งคือการหลบซ่อนรูปแบบหนึ่ง – Being busy is another form of hiding

10. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

11. ถือตัวทำไม หนักเปล่าๆ

12. ถ้าเขานิสัยไม่ดี แสดงว่าเขาต้องเคยเจออะไรแย่ๆ มา

13. เราล้วนต้องการใครซักคนที่เราจะแสดงความอ่อนแอให้เห็นได้ – We all need someone we can surrender to

14. คนไม่ตรงต่อเวลา คือคนที่ไม่เคารพชีวิตคนอื่น

15. เราหัวเราะได้ดังที่สุดตอนที่อยู่กับเพื่อนเก่า

16. คนเรามักจะใช้มาตรฐานของตัวเองไปตัดสินการกระทำของคนอื่น

17. อย่าคิดไปเองว่าเขาจะเข้าใจเจตนาของเรา

18. บางทีก็แค่ต้องเอ่ยปากเท่านั้น – Sometimes all you have to do is ask

19. ขอบคุณไม่เสียตังค์ ถ้าไม่กล้าขอบคุณดังๆ ให้ขอบคุณในใจ

20. ผู้หญิงไม่ได้ชอบคนเลว เค้าชอบคนมั่นใจในตัวเอง

21. คนมั่นใจกับคนโอ้อวดเป็นคนละคนกัน

22. การมีภรรยาดีเป็นลาภอันประเสริฐ

23. พ่อแม่เป็นคนที่เราหลงลืมบ่อยที่สุด

24. ลูกเราหน้าตาน่ารักเสมอ ต้องรอให้โตอีกหน่อยแล้วกลับมาดูถึงจะเห็นว่าตอนเกิดใหม่ๆ นี่หน้าตาตลกชะมัด

25. หนึ่งในข้อดีที่สุดของการมีลูกคือการได้เห็นแววตาที่บอกว่าเขาไว้ใจเราที่สุดในโลกแล้ว

26. คุณแม่มือใหม่มักจะมีปัญหากับคุณย่าเพราะวิธีการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วก็อาจจะถูกทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็ตามใจคุณแม่ดีกว่า เพราะเขาเป็นคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์มากที่สุด

27. อย่าเปรียบเทียบ เพราะบางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนปลาย

28. อย่าพยายามมากเกินไป

29. ถ้ายังหนุ่มสาวให้เน้น say yes ถ้าเกินสามสิบควรเริ่ม say no

30. เงินนั้นสำคัญ แต่มันเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่จุดหมาย

31. ถ้าทำมาตั้งเยอะแล้วยังไม่ถึงไหน ให้หยุดทำแล้วอยู่นิ่งๆ จะได้มีเวลาคิด

32. ถ้าคิดมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้ทำซะที ให้หยุดคิดแล้วลงมือเลย ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก

33. คนที่ถ่อมตัวมากเกินไปก็น่ารำคาญ – False modesty is another way to lie

34. มีเงินร้อยล้านก็กินข้าวได้ทีละจานเหมือนเดิม

35. ยิ่งอยู่สูง ยิ่งนอบน้อม ยิ่งน่ารัก

36. ระวังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคยรังเกียจ

37. ให้เท้าสัมผัสดินเสียบ้าง

38. ผู้ชายแต่งตัวไปทำงาน ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงนี่ง่ายกว่าเยอะเลย

39. เวลายกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่ม ระวังน้ำตรงก้นแก้วจะหยดลงจานข้าว

40. ในวัยสามสิบกว่า วิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุดคืองดอาหารเย็น

41. ถ้าเอารีโมทรถยนต์แนบหัวหรือแนบหลังของเราแล้วยิงไปที่รถ รีโมทจะทำงานได้ไกลขึ้น

42. น้ำหนักเฉลี่ยของเมฆคือ 500,000 กิโลกรัม 

43. ความรู้ที่ไม่ได้เอาไปสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น จะกลายเป็นความรู้ที่เอาไว้สร้างตัวกู

44. ข้อมูลเยอะเกินไปจะทำให้เราตัดสินใจไม่ได้

45. อย่างมงายกับตรรรกะ

46. ตัวเลขสำคัญน้อยกว่าที่เราคิด

47. ระหว่างเป็นคนถูกกับเป็นคนมีเมตตา เลือกเป็นคนมีเมตตาดีกว่า

48. อยากให้คนจำเราแบบไหน ก็จงทำตัวแบบนั้น

49. สร้างอะไรซักอย่างที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตเรา – Create something that will outlive you

50. ความสุขหรือความทุกข์ คือช่องว่างระหว่างความจริงกับความคาดหวัง

—-

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r  (ได้คะแนน 8.9 เต็ม 10 จากผู้เข้าเรียนคลาสแรก)

กฎ 5 นาที

20170907_5minuterule

ใครเคยผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้น!

ตามประสบการณ์ของผม เรามีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เอาไว้ก่อน” กับงานสามประเภท

1. งานง่ายๆ ที่เรารู้ว่าถึงจะผัดวันไปก็ไม่มีผลกระทบที่เลวร้าย เช่นอ่านหนังสือเสร็จแล้วไม่เก็บเข้าที่ กินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจานเลย สิ่งที่ตามมาก็คือดินจะพอกหางหมู ทำให้บ้านรกรุงรังไม่ spark joy

2. งานยากๆ ที่เรารู้ว่าทำแล้วจะดีกับตัวเอง แต่เผอิญไม่มี deadline เช่นการออกกำลังกาย การนั่งลงวางแผนการเงิน การอ่านหนังสือแทนการเล่นเฟซบุุ๊ค ซึ่งแม้ว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ถึงชีวิตจะไม่แย่ลง แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเหมือนกัน

3. งานยากๆ ที่เราไม่อยากทำ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำ เช่นงานใหญ่ที่เจ้านายสั่งมาและมีเส้นตายที่นานเกินสองสัปดาห์ เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงงานแนวนี้ด้วยการไป “ขยันกับงานอื่น” จนเวลาหมดลงเรื่อยๆ ต้องให้ไฟลนก้นแล้วนั่นแหละถึงจะเริ่มลงมือทำ แล้วเราก็จะบ่นกับตัวเองว่าไม่น่าเลย (แล้วคราวหน้าก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี)

สำหรับปัญหาประเภทที่ 1 (งานง่ายดายแต่ขี้เกียจทำตอนนี้) ผมแนะนำให้ใช้กฎ 2 นาที คืออะไรที่ใช้เวลาไม่เกินสองนาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี

ส่วนงานยากๆ แบบ 2 และ 3 นั้น ขอนำเสนอกฎ 5 นาทีครับ

สิ่งต่างๆ ในโลกนี้มีแรงเฉื่อย (inertia) ยิ่งของชิ้นนั้นมีน้ำหนักมาก แรงเฉื่อยก็ยิ่งเยอะตาม

คนเราเมื่อเจองานที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส แค่คิดว่าต้องทำก็ท้อแล้ว เราถึงหลีกเลี่ยงมันโดยตลอด

กฎ 5 นาทีคือการบอกกับตัวเองว่า เราจะทำสิ่งนี้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แทนที่จะตั้งเป้าว่าไปวิ่งรอบสวนลุม 1 รอบ ก็เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่าจะไปวิ่งๆ เดินๆ ในสวนลุมให้ครบ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำรายงานฉบับนีให้เสร็จ ก็บอกตัวเองว่าจะนั่งทำรายงานฉบับนี้แค่ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย ก็บอกตัวเองว่าจะทำความสะอาดห้องแค่ 5 นาทีก็พอ

พอครบ 5 นาทีแล้ว ถ้าไม่รู้สึกอยากทำต่อก็หยุดได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ถ้ายังรู้สึกอยากทำต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

กฎ 5 นาทีมีประโยชน์สองอย่าง

หนึ่ง คือแทนที่จะโฟกัสไปที่การ “ทำงานให้เสร็จ” เราจะโฟกัสไปที่การ “เริ่มต้น” งานชิ้นนั้นแทน

สอง อะไรก็ตามที่มีแรงเฉื่อย (inertia) พอมันเริ่มเคลื่อนที่แล้วมันก็จะมีแรงส่งหรือโมเมนตัมเช่นกัน (momentum = mass x velocity) นึกภาพตอนที่เราเข็นรถในลานจอด เราต้องออกแรงเยอะที่สุดเฉพาะในตอนแรกเท่านั้น พอรถเริ่มไหลเราก็แทบไม่ต้องออกแรงอะไรแล้ว

สิ่งที่เราจะพบหลังใช้กฎข้อนี้ก็คือ เราจะ “เริ่ม” งานยากได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น และแม้เราจะทำครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็จะทำต่อไปอีกเพราะงานชิ้นนี้มีโมเมนตัมของมันนั่นเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ


สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คนเอาแต่ให้

20170807_givers

Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Give and Take และอาจารย์ด้าน Management ที่ Wharton (หนึ่งในมหาลัยที่ดังที่สุดในโลกด้าน MBA) กล่าวไว้ว่า โลกนี้มีคนอยู่สามประเภทคือ Givers, Takers, และ Matchers

Givers คือคนประเภท “พี่นี้มีแต่ให้” ใครติดขัดอะไรก็ช่วย อาสาสอนคนนั้นคนนี้ และเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ

ส่วน Takers คือคนที่ชอบ “ได้มา” มากกว่า “ให้ไป” จะคบกับใครหรือทำอะไรก็เพราะว่าหวังผลประโยชน์จากคนๆ นั้น แต่เวลาคนอื่นมาขอให้ช่วยอะไร เขาจะไม่ค่อยยอมทำให้

สุดท้าย Matchers คือคนที่ปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าอยู่ในวง Givers เขาก็จะเป็น Givers ด้วย และถ้าเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่คนส่วนใหญ่เป็น Takers เขาก็จะกลายเป็น Takers ไปด้วย

หนึ่งในสิ่งที่ Adam Grant ค้นพบจากงานวิจัยของเขาก็คือ ในบรรดาคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น จะมีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติ (Givers are over-represented among the people who are least successful) ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าคนเหล่านี้มัวแต่เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเสียจนทำงานของตัวเองไม่เสร็จ สุดท้ายก็เลยต้องอยู่ดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เลยยิ่งทำให้ผลงานออกมาไม่ดี

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกถึงตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานคนไหนรึเปล่าครับ?

ที่น่าสนใจก็คือ Adam Grant ยังพบอีกว่า ในกลุ่มของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนั้นก็มีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติเช่นกัน!

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ใจดี+ใจกว้าง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็รุ่งสุดๆ ไปเลย (people who are generous were the most likely to fail big and succeed big)

แล้วความแตกต่างระหว่าง Givers ที่ล้มเหลวกับ Givers ที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?

Givers ที่ล้มเหลวคือคนที่ใครมาขอให้ช่วยอะไร ก็หยุดงานที่ตัวเองทำ แล้วเอาเวลาไปให้เขาเสียหมด

แต่ Givers ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะคำนึงถึงคำถาม Who/When/How

Who – คนที่มาขอให้ช่วยนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือแค่ไหน และคนๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเอาเปรียบเรารึเปล่า

When – เราได้บล็อกเวลาอย่างเพียงพอเพื่อที่จะทำงานของตัวเองให้เสร็จรึยัง แล้วเราพร้อมจะให้เวลาคนที่เราจะช่วยแค่ไหน

How – เราจะช่วยคนๆ นี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในตอนนี้และในอนาคต

คนไทยส่วนใหญ่นั้นใจดี แต่ก็มีบางคนที่เป็น takers ถ้าเรามัวแต่เป็นคน”เอาแต่ให้จนตัวตาย” คงไม่ใช่เรื่องที่แฟร์สำหรับเราและครอบครัวเท่าไหร่

มาเรียนรู้ที่จะเป็น Givers ที่ชาญฉลาดกันดีกว่า

จะได้เป็นทั้งคนที่น่ารักและประสบความสำเร็จครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Successful Givers, Toxic Takers, and the Life We Spend at Work

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานปีนเขา

20170615_climbmountains

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เขาพยายามศึกษาหาความรู้ในศาสตร์หลายๆ แขนง แต่ทว่าในอาชีพการงานกลับมีความสำเร็จเพียงระดับหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าไปถึงยังจุดที่ตนเองหวังไว้ได้ เขาขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เซน

เมื่ออาจารย์เซนได้รับฟังปัญหาของชายหนุ่ม กลับไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมา เพียงแต่เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มรับประทานอาหารเจด้วยกันที่วัด บนโต๊ะเรียงรายไว้ด้วยอาหารเจละลานตานับร้อยชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาจึงได้พยายามลิ้มลองอาหารเหล่านั้นให้ครบทุกอย่าง ต่อเมื่อรับประทานครบ จึงค่อยวางตะเกียบและรู้สึกว่าตนเองอิ่มเกินไป

อาจารย์เซนถามว่า “อาหารที่ท่านรับประทานลงไปนั้นมีรสชาติเช่นไรบ้าง?”

ชายหนุ่มตอบด้วยความลำบากใจว่า “มีรสชาติร้อยพัน ยากที่จะจำแนกแยกแยะ สุดท้ายรู้สึกแค่เพียงว่ากระเพาะขยายอย่างยิ่ง”

อาจารย์เซนถามต่อไปว่า “เช่นนั้นแปลว่าท่านรู้สึกสบายดีและพอใจใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มตอบว่า “มิใช่ กลับทรมานอย่างยิ่ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง ก็เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดจา

วันต่อมาอาจารย์เซนชวนชายหนุ่มปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เมื่อทั้งสองปีนขึ้นไปถึงกลางทาง ชายหนุ่มได้พบกับหินคริสตัลสีสดสวยแวววาวมากมาย จึงเกิดความอยากได้ และเก็บหินเหล่านั้นใส่ย่ามของตนจนเต็มแน่น แต่น้ำหนักของหินที่มากเกินไปทำให้เขาไม่สามารถปีนขึ้นไปต่อได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตัดใจทิ้งคริสตัลเหล่านั้น

ขณะที่ยืนลังเลอยู่กลางทางนั้นเอง อาจารย์เซนจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านควร “วางลง” ได้หรือยัง? มิเช่นนั้นจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร?”

เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง ก็พลันกระจ่างแจ้งในใจ สองมือวางก้อนหินเหล่านั้นลง พลางป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดภูสูงได้สำเร็จ จากนั้นจึงกราบลาอาจารย์เซนเดินทางกลับ เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชายหนุ่มก็ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังไว้


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : ได้อย่างเสียอย่าง