เขียนมาเป็นร้อยเรื่อง อยากรู้แค่เรื่องเดียว

20170826_game

ว่าอ่านหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” (bit.ly/tgimannounce) แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ

บอกให้ผมรู้ ด้วยสามขั้นตอนง่ายๆ

1.ถ่ายรูปหนังสือ Thank God It’s Monday

2.อัพรูปหนังสือขึ้นหน้าโปรไฟล์ของตัวเองใน Facebook พร้อมเขียนความรู้สึกสั้นๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

3.แท็ก Anontawong’s Musings (ถ้าจะแท็กชื่อเพื่อนอีกหนึ่งคนที่อยากให้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้ด้วยก็ยิ่งดีครับ)

ภายในวันจันทร์ที่ 4 กันยายนครับ

ดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/m23xWH

จากนั้นผมจะสุ่มชื่อผู้โชคดี 5 ท่านรับสิทธิ์เข้าร่วมหนึ่งใน workshop ด้านล่างนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

– Time Management หรือ
– Writing Workshop หรือ
– Email Inbox Zero for Outlook

ขอบคุณครับ
รุตม์

ป.ล. หากแท็ก Anontawong’s Musings ไม่ได้ อาจต้องเข้ามากดไลค์เพจก่อนนะครับ ถ้ายังแท็กไม่ได้อีกก็แคปหน้าจอแล้ว inbox มาทางเพจได้เลยครับ


ตัวอย่างการร่วมสนุก

2017-09-01 08_51_00-(1) Anontawong's Musings2017-09-01 08_50_21-(1) Anontawong's Musings2017-09-01 08_50_05-(1) Anontawong's Musings2017-09-01 08_49_49-(1) Anontawong's Musings

 

นิทานขึ้นเสียง

20170825_shout

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในห้องเรียนห้องหนึ่ง อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า

“ทำไมเวลาคนโกรธกันแล้วต้องตะคอกใส่กันด้วย?”

ห้องเรียนเงียบไปหลายวินาที ก่อนนักเรียนคนหนึ่งจะตอบว่า

“เพราะเราโมโห เราก็เลยเสียงดังครับ”

“แต่ทำไมต้องเสียงดังด้วยล่ะ ในเมื่ออีกคนก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ คุยธรรมดาก็ได้ยินแล้วนี่ ทำไมคนเราถึงต้องขึ้นเสียงกันด้วย?”

นักเรียนผลัดกันตอบคำถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่อาจารย์พอใจ อาจารย์จึงเฉลยว่า

“เวลาคนสองคนโกรธกัน หัวใจสองดวงก็จะห่างกันมากขึ้น เขาเลยต้องตะโกนเพื่อไปให้ถึงหัวใจของอีกฝ่าย”

ห้องเรียนเงียบสงัด ก่อนที่อาจารย์จะเสริมว่า

“เวลาคนสองคนรักกัน สังเกตสิว่าเขาจะไม่ตะโกน แต่จะคุยกันด้วยเสียงอ่อนโยน เพราะอะไร? ก็เพราะว่าหัวใจของทั้งสองคนอยู่ใกล้กันไง”

“แล้วพอคนสองคนรักกันยิ่งกว่าเดิม เสียงพูดนั้นก็จะแผ่วเบาจนกลายเป็นเสียงกระซิบ และสุดท้ายเขาก็ไม่จำเป็นต้องกระซิบด้วยซ้ำ แค่มองตาก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว”

“ดังนั้น คราวหน้าถ้าเธอตะคอกใส่คนที่เธอรัก จงจำไว้ว่าเธอได้สร้างระยะห่างให้หัวใจของเธอกับเขาแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tariq’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger? 

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

เร็วแต่ไม่รีบ

20170824_fast

“Be quick, but don’t hurry.”
-John Wooden

คำสองคำที่ดูจะคล้ายกันแต่หากหยุดคิดดีๆ แล้วจะเจอความต่าง

ไม่ว่าจะเป็น “สงสาร” กับ “เมตตา” goo.gl/dzcnAq

หรือ “จริงจัง” กับ “เคร่งเครียด” goo.gl/7Hnxpr

วันนี้ผมก็ไปเจออีกสองคำที่คล้ายคลึงกัน คือคำว่า “เร็ว” กับ “รีบ”

เร็ว ทำให้ประหยัดเวลา
รีบ จะยิ่งช้า เพราะต้องกลับมาแก้

เร็ว พอดีๆ คุณภาพงานไม่ตก
รีบ ไม่มีทางพอดี และงานมักไม่ได้มาตรฐาน

เร็ว แต่เปี่ยมไปด้วยสติ
รีบ มักขาดสติ

เร็ว เพราะเริ่มในเวลาที่ควรเริ่ม
รีบ เพราะเริ่มนาทีสุดท้าย

เร็ว เพราะคิดแล้วลงมือทำ
รีบ เพราะลงมือทำโดยไม่คิด

เร็ว เพราะทำเต็มความสามารถไม่ว่อกแว่ก
รีบ เพราะมัวแต่ไปแวะข้างทาง

เร็ว หัวหน้าจะชื่นชม
รีบ หัวหน้าจะว่าว่าเราชุ่ย

เร็ว จะได้กลับบ้านไปเจอคนที่เรารัก
รีบ ถึงจะอยู่บ้านก็ไม่ได้คุยกันอยู่ดี

“Be quick, but don’t hurry.”

เร็วได้ แต่อย่ารีบนะครับ


UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อย่าขอให้ชีวิตง่ายกว่านี้

20170823_easierlife

แต่ขอให้เราเก่งกว่านี้

“Don’t wish it was easier, wish you were better.
Don’t wish for less problems, wish for more skills.
Don’t wish for less challenge, wish for more wisdom”

― Jim Rohn

การขอให้ชีวิตง่ายกว่านี้มีจุดอ่อนอยู่สองข้อ

ข้อแรกคือเราสั่งมันไม่ได้ เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ข้อสองคือต่อให้เรา”โชคดี” ได้มีชีวิตที่ง่ายขึ้นจริงๆ เราก็จะสูญเสียโอกาสในการเติบโต

ถ้าเราตั้งใจจะอยู่บนโลกนี้ไปอีกซักพัก ยังไงก็ต้องได้เจอปัญหาที่ใหญ่ขึ้น หนักหน่วงขึ้นแน่ๆ

ความยากลำบากที่เราประสบในตอนนี้ จึงเป็นนาทีทองที่จะขัดเกลาให้ตัวเองเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และมีภูมิคุ้มกันที่จะรับมือกับปัญหาอื่นๆ ที่เราจะต้องเจอในวันข้างหน้า

ดังนั้นอย่าหนีปัญหา หันไปเผชิญหน้ากับมันแล้วก้าวข้ามมันไปให้ได้

แล้วตัวเราเองในอนาคต จะมองกลับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณครับ

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

ทำให้งานมีความสุข

20170822_happywork

หลายคนคงเคยเห็นภาพวงกลมสามวงวางเหลื่อมกันอยู่

วงกลมแรกคือสิ่งที่เราชอบทำ

วงกลมที่สองคือสิ่งที่เราทำได้ดี

วงกลมที่สามคือสิ่งที่มีประโยชน์

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ คือคนที่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่วงกลมทั้งสามวางซ้อนกัน

คือเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำได้ดี และทำแล้วมีประโยชน์จนคนอื่นยอมจ่ายเงินให้เรา

ถ้ามองวงกลมทั้งสามวงนี้โดยเอา “ความสุขเป็นตัวตั้ง”

สิ่งที่เราชอบทำ ก็คือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

สิ่งที่มีประโยชน์ คือสิ่งที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

แล้วสิ่งที่เราทำได้ดีล่ะ?

ตอนแรกผมคิดเล่นๆ ว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ “พระเจ้า” มีความสุข เพราะมันเป็นความสามารถที่พระเจ้าบนสวรรค์มอบมาให้เรา หรือที่เราเรียกว่า “พรสวรรค์” นั่นเอง

แต่ก็มีคนบอกอีกว่า พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และยิ่งฝึกฝนเท่าไหร่เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น

ผมเลยคิดว่า วงกลมของสิ่งที่เราทำได้ดี ก็คือวงกลมของสิ่งที่เราทำให้ “งานมีความสุขนั่นเอง”

—–

วิธีการจัดบ้านแบบ Konmari” คือหนึ่งในบทความที่ดีที่สุดของ Anontawong’s Musings เพราะถูกแชร์ไปร่วม 49,000 ครั้ง และโดนอ่านไป 244,000 ครั้ง (ใครไม่เคยอ่านขอแนะนำอย่างยิ่งนะครับ)

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่คอนโดะ มาริเอะ สอนพวกเรา คือให้มองสิ่งของเครื่องใช้ราวกับว่ามันมีชีวิต

ยกตัวอย่างเช่นวิธีการเก็บถุงเท้า

คุณเก็บถุงเท้าด้วยวิธีไหน?

ผมเคยเห็นมาสี่วิธี

1. เอาถุงเท้าสองข้างมาซ้อนกัน ม้วนขึ้นไป แล้วปลิ้นเอาปลายเปิดมาหุ้มถุงเท้าไว้ทั้งหมดจนกลายเป็นลูกบอล

2. เหมือนวิธีข้างบน แต่แทนที่จะใช้ถุงเท้าหุ้ม ก็ใช้หนังยางรัดแทน

3. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แต่ไม่ม้วน แค่ปลิ้นปลายมาหุ้มปลายอีกข้าง (อันนี้แม่บ้านของผมที่นิวซีแลนด์ชอบใช้)

4. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แล้วผูกเงื่อนเหมือนผูกเชือก

พอทำตามข้อใดในสี่ข้อนี้แล้ว เราก็จะเก็บเข้าลิ้นชัก

สิ่งที่แมริเอะบอกก็คือ ห้ามม้วนถุงเท้าเป็นลูกบอลหรือเอาถุงเท้ามาผูกกันเด็ดขาด

เรารู้กันดีว่าวิธีที่หนึ่งนั้นจะมีผลเสียทำให้ยางยืดในถุงเท้าเสื่อมเร็ว

แต่มาริเอะไปไกลยิ่งกว่านั้น

เธอบอกว่าวิธีการเก็บแบบนั้นจะทำให้ถุงเท้าไม่ได้พัก

ถุงเท้าไม่ได้พัก??!!

ใช่ครับ เธอบอกว่า ลองคิดดูสิ เวลาถุงเท้ามันรับใช้เรา มันต้องรับภาระหนักแค่ไหน ต้องทนให้เราเหยียบทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งชื้น ทั้งเหม็น เพื่อปกป้องเท้าที่เรารักไม่ให้โดนรองเท้ากัด

ช่วงเวลาหลังจากถูกซักและมาอยู่ในลิ้นชักของเรานี่แหละ คือช่วงเวลาเดียวที่มันจะได้พักผ่อนหลังจากต้องตรากตรำงานหนัก

แต่แทนที่มันจะได้พักผ่อน เรากลับจับมันมาทำเป็นลูกบอล แล้วก็โยนกองๆ กันไว้ เวลาเราเปิดลิ้นชักที มันก็ต้องกระเด็นกระดอนทุกครั้ง

แล้วถ้ามีถุงเท้าคู่ไหนโชคร้ายดันไปตกอยู่ด้านในสุดของลิ้นชัก กว่าเราจะเจอแล้วหยิบมันมาใส่ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่ายางยืดหมดแล้ว รอเพียงเวลาโดนทิ้งลงถังขยะเท่านั้น

ถ้าถุงเท้ามันพูดได้ มันก็คงตัดพ้อว่า “ทำไมนายทำกับเราแบบนี้?”

—–

ถ้าเรามองว่าถุงเท้ามีชีิวิตได้ เราก็น่าจะมองว่างานของเรามีชีวิตได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ที่เราเขียน เอ๊กเซลที่เราใส่สูตร หรือสไลด์ที่เราดีไซน์

ขอยกตัวอย่างสไลด์พาวเวอร์พอยท์แล้วกันนะครับ

ทุกคนน่าจะเคยได้นั่งดูคนพรีเซนท์หลายๆ คน บางคนก็ทำพรีเซนท์มาสวยมาก ขณะที่บางคนก็ทำพรีเซนท์ออกมาได้ทรมานคนดูมาก

คิดภาพว่าเราอยู่ในการ์ตูนของพิกซ่าร์ เวลามนุษย์หายไปหมดแล้ว สไลด์ต่างๆ ก็จะเริ่มคุยกัน

“เฮ้ย สไลด์ของนายเลือกภาพสวยมากเลยว่ะ”

“สไลด์ของยูก็เท่ คำน้อยๆ ไม่กี่คำ แต่โคตรอิมแพคเลย”

“สไลด์ของเธอก็เล่าเรื่องได้พีคมาก ฟังแล้วน้ำตาแทบไหล”

แล้วก็จะมีสไลด์อีกอันที่ไม่มีใครพูดถึง มันคงไปนั่งหลบมุมเพราะรู้ตัวว่ามันไม่สวย ใช้คำเยอะแยะ ภาษาอังกฤษง่ายๆ ก็ยังสะกดผิด ใช้สีฉูดฉาดจนอ่านไม่รู้เรื่อง เรื่องราวก็จับต้นชนปลายไม่ถูก

มันคงเป็นสไลด์ที่มีปมด้อย ไม่กล้าคุยกับใครไปอีกนานแสนนาน

—–

งานที่เราชอบ คืองานที่เราทำแล้วเรามีความสุข

งานที่มีประโยชน์ คืองานที่เราทำแล้วคนอืื่นมีความสุข

งานที่เราทำได้ดี คืองานที่เราทำแล้ว “งานมีความสุข”

มันคืองานที่จะไปอวดเพื่อนๆ ได้ว่า ผู้ให้กำเนิดฉันนั้นสร้างฉันมาอย่างตั้งใจ ด้วยทักษะที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นแรมปี

ทำได้เช่นนี้แล้ว ความสำเร็จจะไปไหนเสีย

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce