จะเป็นอะไรก็ตาม

20170821_beagoodone

เป็นให้ดีก็แล้วกัน

“Whatever you are, try to be a good one.”
Makepeace Thackeray *

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้รับข่าวดีในกรุ๊ปไลน์ของศิษย์เก่า Asian U ว่า “ต้อง” ปิยะพงษ์ สีหะวงษ์ ได้เข้ารอบสุดท้าย The Maestro Barista Challenge ซึ่งจะแข่งรอบชิงชนะเลิศในวันถัดมา

ต้องเป็นน้องรหัสของผม ตอนเรียนก็เตะบอลด้วยกันแทบทุกวัน และตั้งแต่จบมา น้องรหัสคนนี้ก็จะหมั่นโทร.มาอวยพรวันเกิดหรือแวะมาหาเวลาที่เข้ากรุงเทพ

ผมรู้ว่าต้องเปิดร้านกาแฟที่ศรีสะเกษ (บ้านเกิดของเขา) มาพักใหญ่แล้ว แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยเพราะผมไม่กินกาแฟ พอได้รู้ว่าต้องได้เข้ารอบชิงการแข่งขันบาริสต้าเลยอดแปลกใจและดีใจไปกับเขาไม่ได้

วันอาทิตย์ (เมื่อวานนี้) เลยได้ดีใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อทราบว่าต้องชนะเลิศรายการนี้และจะได้ไปแข่งต่อที่อิตาลี!

มันทำให้ผมนึกถึงบทความที่อาจารย์เกตุวดี Marumura เขียนถึงร้านขนมญี่ปุ่นเล็กๆ ชื่อ ‘โอซาสะ’ ที่ขายขนมแค่ 2 ชนิด แต่ก็มีคนมาเข้าแถวรอแต่เช้าทุกวัน ยิ่งถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์บางคนมารอตั้งแต่ตี 1 หรือตี 2!

ขนมสองชนิดที่ว่า คือวุ้นถั่วแดงรสหวานกลมกล่อมอย่างมีเอกลักษณ์ และมีจำหน่ายเพียงวันละ 150 แท่งเท่านั้น คนหนึ่งซื้อได้ไม่เกิน 3 แท่ง ส่วนใครที่ซื้อไม่ทันก็ไปซื้อ “ขนมโมนากะ” แทน ซึ่งเป็นขนมแป้งบางกรอบประกบกัน ข้างในไส้ถั่วแดง

คุณป้าอินาคากิเจ้าของร้านผู้ได้วิชาทำวุ้นถั่วแดงจากคุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่า สมัย ตอนที่คุณพ่อเธอยังอยู่นั้น ทุกเช้า สองพ่อลูกจะตัดวุ้นถั่วแดงที่จะจำหน่ายในวันนั้นมาวางไว้บนโต๊ะ หลับตาและทานวุ้นถั่วแดงอย่างเงียบๆ เพื่อจดจ่อกับสัมผัสและรสชาติของวุ้นถั่วแดงตั้งแต่ในปากจนถึงตอนวุ้นผ่านลำคอไป

ในช่วงแรก อินาคากิคิดว่าวุ้นชิ้นนั้นอร่อยดีอยู่แล้ว แต่คุณพ่อก็จะบอกว่าเธอล้างถั่วยังไม่ดีหรือต้มถั่วนานไป แม้แต่คนทำขนมเป็นอาชีพอย่างเธอยังไม่รู้ถึงความแตกต่าง ลูกค้าก็คงไม่ทราบแน่ แต่พ่อก็ยังบอกให้เธอแก้ขั้นตอนการทำต่างๆ อยู่เสมอ

หากสินค้ารุ่นไหนที่ทำออกมาได้ไม่ดีจริง พ่อก็จะสั่งให้เททิ้งทั้งหมด ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด

“เรามิได้มุ่งสะสมตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่เรากำลังสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อลูกค้า”

—–

ศิลปะมีอยู่ทุกที่ ไม่ใช่แค่ในพิพิธภัณฑ์หรือ Art Gallery เท่านั้น

การชงกาแฟหรือการทำวุ้นถั่วแดงต่างก็เรียกได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

เขียนบล็อกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เลี้ยงลูกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

แม้กระทั่งสิ่งที่เราทำในที่ทำงานก็เป็นศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการนำการประชุม การซื้อใจลูกน้อง การรักษาใจให้สมดุลย์ในยามที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย

หน้าที่ของศิลปินคือการทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเราให้ดี ไม่ใช่เพื่อเงินทองหรือชื่อเสียง แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติกับงานและให้เกียรติตัวเราเอง

“Whatever you are, try to be a good one.”

เป็นอะไรก็ได้ แต่เป็นให้ดีก็แล้วกัน

เพราะทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นเลิศในสิ่งที่ตัวเองเลือก เหลือแค่ว่าเราเลือกจะทำหรือไม่ทำเท่านัั้นเอง

ถ้าทำ เราก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งผลตอบแทนก็จะตามมา

ส่วนคนที่เลือกจะเช้าชามเย็นชามก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยโอกาสที่เขาจะเสียไปอีกนับไม่ถ้วนในอนาคตครับ

—–

* ประโยคนี้มักจะถูกอ้างอิงว่าเป็นของอับราฮัม ลินคอล์น (Whatever you are, be a good one) แต่ Quote Investigator บอกว่าไม่น่าใช่ เพราะไม่เคยมีหลักฐานว่าลินคอล์นเคยพูดประโยคนี้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

ศุกร์นี้จะมีอะไรอวดหัวหน้าบ้าง?

20170820_whattosaytoboss

วันนี้วันอาทิตย์ เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมตัวสำหรับวันจันทร์ – วันทำงานวันแรกของสัปดาห์

หลายคนมักจะไม่ได้วางแผนว่าสัปดาห์ที่จะถึงนี้จะทำอะไรบ้าง อย่างมากก็แค่นึกในใจไว้คร่าวๆ เท่านั้น

เช้าวันจันทร์เราจึงไปถึงออฟฟิศแบบเบลอๆ กว่าจะเช็คเมล คุยกับคนนั้นคนนี้เสร็จก็เที่ยงแล้ว กว่าจะตั้งลำตั้งสติได้ก็อาจจะบ่ายแก่ๆ หรือเย็นๆ รู้ตัวอีกทีสัปดาห์แห่งการทำงานก็จบไปแล้ว 20% แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ถ้าลองใหม่

ลองจินตนาการว่านี่คือบ่ายวันศุกร์ แล้วหัวหน้าเดินมาถามเราว่า “ไหน สัปดาห์นี้คุณทำอะไรไปบ้าง?” เราจะตอบเขาว่าอะไร?

มีงานสำคัญชิ้นไหนที่เรารู้ว่าถ้าทำเสร็จหัวหน้าจะดีใจหรือแม้กระทั่งเอ่ยปากชม?

มีงานชิ้นไหนที่ถึงเราทำเสร็จก็ไม่ได้อยากจะเล่าให้ฟังเท่าไหร่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น

บ่ายวันอาทิตย์นั้นเรามีแรงและเวลาเหลือเฟือ ถ้าเราแบ่งเวลามาซัก 15 นาที เพื่อนั่งคิดดีๆ ว่าศุกร์นี้เราควรจะมีผลงานที่ควรค่าแก่การเล่าให้เจ้านายฟัง เราก็จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า อีก 5 วันต่อจากนี้ต้องทำอะไรบ้าง

เป็นการลงทุนที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มนะครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

เราท็อปฟอร์มตอนไหน

20170819_topform

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Simple Way ของ Simon Tyler ซึ่งได้มาจากงานหนังสือ Big Bad Wolf ครับ

หนึ่งในแบบฝึกหัดที่คุณ Tyler ให้ลองทำดูคือเติมคำในช่องว่าง

I am at my best when …

เราท็อปฟอร์มตอนที่ …

ผมเลยลองเขียนดู (ขออนุญาตเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะ “ท็อปฟอร์ม” พิมพ์ยากไปหน่อย)

เอาล่ะ เริ่มได้!

I am at my best when I get enough sleep.

I am at my best when I’m confident.

I am at my best when I listen.

I am at my best when I teach what I know and believe in.

I am at my best when I’m playing football.

I am at my best when I’m with my wife.

I am at my best when I’m not too hungry or too full.

I am at my best when I write.

I am at my best when I plan before I start my day.

I am at my best when I’ve done push-ups.

I am at my best when I answer a question in class.

I am at my best when I sing and play the guitar with friends.

I am at my best when I’m deep into a book.

I am at my best when I get up early.

I am at my best when I stay away from my phone.

I am at my best when I run.

I am at my best when I am sober while everyone is drunk.

I am at my best when I connect concepts in my head.

I am at my best when I work with good colleagues.

I am at my best when I organize an event.

I am at my best when I run a meeting.

I am at my best when I’m not a afraid.

I am at my best when I take action.

พอพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความเข้าใจสองสามอย่าง

หนึ่งคือมีบางอย่างที่เราทำได้ดีแต่เราละทิ้งมันมานาน

สองคือมีบางเรื่องที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้

สามคือเราจะรู้เองโดยปริยายว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราฟอร์มตก (I am at my worst when…)

จากนี้ไปจะได้หมั่นทำสิ่งที่ช่วยให้เราท็อปฟอร์ม และหลีกเลี่ยงเรื่องที่จะทำให้เราฟอร์มตกครับ

—–

 

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

นิทานมิตรภาพของสองชาย

20170818_friendship

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ชายป่วยหนักสองคนได้มาพักอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีเพียงม่านบางๆ กั้นไว้ระหว่างเตียงของทั้งคู่

เพื่อแก้เซ็ง ทั้งสองคนต่างชวนคุยสารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องบ้าน เรื่องงาน เรื่องการเดินทาง

ชายที่นอนติดกับหน้าต่างได้รับอนุญาตจากหมอให้ลุกขึ้นนั่งได้วันละหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้ของเหลวระบายออกจากปอด ส่วนชายอีกคนต้องนอนราบอยู่กับเตียงเท่านั้น

ทุกๆ ครั้งที่ชายริมหน้าต่างลุกขึ้นนั่ง เขาก็จะบรรยายสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็นให้กับเพื่อนร่วมห้องฟัง

เขาเล่าว่าด้านนอกมีสวนดอกไม้ติดกับบึงยักษ์ที่มีห่านแหวกว่ายเล่นน้ำเป็นฝูงๆ หลายครอบครัวมาถีบเรือเล่น คู่รักหนุ่มสาวเดินจับมือกันกระหนุงกระหนิง ต้นไม้สูงใหญ่ใบเขียวเรียงรายดูงามตา มองเห็นตึกระฟ้าอยู่ไกลๆ รวมทั้งรถไฟฟ้าที่แล่นวนเวียน ทำให้ตัวเมืองดูสวยงามและมีชีวิตชีวายิ่งนัก

ระหว่างที่ชายริมหน้าต่างพรรณนาถึงทิวทัศน์ภายนอก ชายอีกคนก็จะหลับตาจินตนาการและยิ้มตามไปด้วย

บ่ายวันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง ชายที่อยู่ริมหน้าต่างได้บรรยายขบวนพาเหรดที่เดินผ่านไป แม้ว่าชายอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงดนตรีและมองไม่เห็นขบวนพาเหรดนั้น เขาก็ยังหลับตานึกภาพตามและได้ยินเสียงอย่างชัดเจนในหัวของเขา

หลายสัปดาห์ผ่านไป วันหนึ่งเมื่อนางพยาบาลเดินเข้ามาในห้องพักก็พบร่างที่ไร้ลมหายใจของชายที่อยู่ริมหน้าต่าง เขาได้จากไปแล้วอย่างสงบ

สัปดาห์ถัดมา ชายที่ยังมีชีวิตอยู่จึงขอย้ายไปนอนริมหน้าต่างบ้าง นางพยาบาลจึงจัดแจงย้ายเตียงให้ด้วยความยินดี

อาการของชายคนนั้นดีขึ้นจนพอจะลุกขึ้นนั่งเองได้แล้ว เขาจึงค่อยๆ ยันกายด้วยข้อศอกของตัวเองขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แล้วมองไปนอกหน้าต่างเพื่อให้เห็นโลกภายนอกด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก

แต่เขากลับไม่พบอะไรเลยนอกจากกำแพงอันว่างเปล่า

เขาจึงหันไปถามพยาบาลว่า

“นอกห้องนี้ไม่มีอะไรเลย ทำไมพี่คนนั้นถึงเล่าเรื่องราวได้เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นครับ?”

“เขาคงอยากให้กำลังใจคุณน่ะค่ะ จริงๆ แล้วเขามองไม่เห็นอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาตาบอดตั้งแต่ตอนที่เข้ามาพักฟื้นแล้ว”

—-

ขอบคุณนิทานจากบล็อกของคุณพละชัย ฟูเกียรติพงษ์ ภาพที่อยู่นอกหน้าต่าง

คนที่มีความสุข

20170817_happiness

คือคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

Happiness is merely an exercise in appreciation for the things that we have.
-Sean Kernan

เมื่อวานผมอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora.com ซึ่งตั้งเอาไว้ว่า “ตอนนี้รู้สึกแย่มากเลย ช่วยพูดอะไรที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้มั้ย?”

ยูสเซอร์ชื่อ Sean Kernan มาตอบไว้ว่า

—–

คุณลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องขังสีเทา

คุณเพิ่งถูกกล่าวหาในคดีอุกฉกรรจ์ คุณอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ก็อาจเจอการลงโทษที่เลวร้ายกว่านี้

ห้องที่คุณอยู่กว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการอ่านหนังสือ คุณจะได้ออกไปนอกห้องกรงนี้แค่วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ผู้คุมขังจะคอยเดินมาตรวจตราทุกชั่วโมงตลอดชีวิตที่เหลือของคุณ

ยามค่ำคืน นักโทษคนอื่นๆ จะเสียงดังจนคุณนอนไม่หลับ คุณต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับนักโทษเหล่านี้ และบางทีคุณก็อาจมีเรื่องท้าตีท้าต่อยกับพวกเขาด้วย

คุณจะไม่มีโอกาสทำตามความฝันของคุณอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้กอดคนที่คุณรักอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้อุ้มลูกของคุณอีกแล้ว

คุณจะไม่ได้ทานอาหารจานโปรดของคุณอีกต่อไป และไม่มีวันได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกอีกแล้วในชีวิตนี้

ทุกวันจะเหมือนเดิมและผ่านไปอย่างช้าๆ ชีวิตที่เหลือของคุณคือการรอวันผุพังและเน่าเปื่อย

เอาล่ะ หยุดแป๊บนึง

เอาตัวเองออกมาจากคุกนั้นก่อน

มองไปรอบๆ ตัวคุณ สีสันของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ประตูที่ไม่มีลูกกรง ความส่วนตัวที่คุณมี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมองข้ามมันมาโดยตลอด

คราวนี้ลองนึกถึงสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านั้น – สุขภาพ ครอบครัว อิสระที่จะไปไหนหรือจะทำอะไรก็ได้ คุณมีมันครบทุกอย่างเลย

คราวนี้ลองพาตัวเองกลับไปอยู่ในห้องขังนั้นอีกครั้ง…

ถ้ามันยังไม่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ก็ลองคิดถึงสภาพที่เลวร้ายกว่านี้ก็ได้

ความสุขไม่มีอะไรมากไปกว่าการหมั่นเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

—–

ผมขอเสริมนิดนึงว่าถ้าความสุขคือการมองเห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ความทุกข์ก็คือการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือสิ่งที่ “เราควรจะได้รับ”

สมการความสุขคือ happiness = reality-expectations

ยิ่งความคาดหวังสูง ความสุขยิ่งลด

ยิ่งค่า reality หรือความเป็นจริวสูง ความสุขยิ่งเพ่ิ่ม

แต่บางทีเราก็ให้ค่า reality น้อยกว่าที่เป็นจริง เพราะเรามักมองข้ามสิ่งดีๆ มากมายตามความเคยชิน

ดังนั้นหากเราหันกลับมามองเห็นคุณค่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ (ที่คนนับแสนนับล้านคนไม่ได้มีโอกาสเหมือนเรา) เราก็น่าจะมีความสุขมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Sean Kernan’s answer to I am feeling very low. Can you say something which can instantly uplift me?

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

BookAdvertise