ทำให้งานมีความสุข

20170822_happywork

หลายคนคงเคยเห็นภาพวงกลมสามวงวางเหลื่อมกันอยู่

วงกลมแรกคือสิ่งที่เราชอบทำ

วงกลมที่สองคือสิ่งที่เราทำได้ดี

วงกลมที่สามคือสิ่งที่มีประโยชน์

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ คือคนที่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่วงกลมทั้งสามวางซ้อนกัน

คือเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำได้ดี และทำแล้วมีประโยชน์จนคนอื่นยอมจ่ายเงินให้เรา

ถ้ามองวงกลมทั้งสามวงนี้โดยเอา “ความสุขเป็นตัวตั้ง”

สิ่งที่เราชอบทำ ก็คือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

สิ่งที่มีประโยชน์ คือสิ่งที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

แล้วสิ่งที่เราทำได้ดีล่ะ?

ตอนแรกผมคิดเล่นๆ ว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ “พระเจ้า” มีความสุข เพราะมันเป็นความสามารถที่พระเจ้าบนสวรรค์มอบมาให้เรา หรือที่เราเรียกว่า “พรสวรรค์” นั่นเอง

แต่ก็มีคนบอกอีกว่า พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และยิ่งฝึกฝนเท่าไหร่เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น

ผมเลยคิดว่า วงกลมของสิ่งที่เราทำได้ดี ก็คือวงกลมของสิ่งที่เราทำให้ “งานมีความสุขนั่นเอง”

—–

วิธีการจัดบ้านแบบ Konmari” คือหนึ่งในบทความที่ดีที่สุดของ Anontawong’s Musings เพราะถูกแชร์ไปร่วม 49,000 ครั้ง และโดนอ่านไป 244,000 ครั้ง (ใครไม่เคยอ่านขอแนะนำอย่างยิ่งนะครับ)

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่คอนโดะ มาริเอะ สอนพวกเรา คือให้มองสิ่งของเครื่องใช้ราวกับว่ามันมีชีวิต

ยกตัวอย่างเช่นวิธีการเก็บถุงเท้า

คุณเก็บถุงเท้าด้วยวิธีไหน?

ผมเคยเห็นมาสี่วิธี

1. เอาถุงเท้าสองข้างมาซ้อนกัน ม้วนขึ้นไป แล้วปลิ้นเอาปลายเปิดมาหุ้มถุงเท้าไว้ทั้งหมดจนกลายเป็นลูกบอล

2. เหมือนวิธีข้างบน แต่แทนที่จะใช้ถุงเท้าหุ้ม ก็ใช้หนังยางรัดแทน

3. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แต่ไม่ม้วน แค่ปลิ้นปลายมาหุ้มปลายอีกข้าง (อันนี้แม่บ้านของผมที่นิวซีแลนด์ชอบใช้)

4. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แล้วผูกเงื่อนเหมือนผูกเชือก

พอทำตามข้อใดในสี่ข้อนี้แล้ว เราก็จะเก็บเข้าลิ้นชัก

สิ่งที่แมริเอะบอกก็คือ ห้ามม้วนถุงเท้าเป็นลูกบอลหรือเอาถุงเท้ามาผูกกันเด็ดขาด

เรารู้กันดีว่าวิธีที่หนึ่งนั้นจะมีผลเสียทำให้ยางยืดในถุงเท้าเสื่อมเร็ว

แต่มาริเอะไปไกลยิ่งกว่านั้น

เธอบอกว่าวิธีการเก็บแบบนั้นจะทำให้ถุงเท้าไม่ได้พัก

ถุงเท้าไม่ได้พัก??!!

ใช่ครับ เธอบอกว่า ลองคิดดูสิ เวลาถุงเท้ามันรับใช้เรา มันต้องรับภาระหนักแค่ไหน ต้องทนให้เราเหยียบทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งชื้น ทั้งเหม็น เพื่อปกป้องเท้าที่เรารักไม่ให้โดนรองเท้ากัด

ช่วงเวลาหลังจากถูกซักและมาอยู่ในลิ้นชักของเรานี่แหละ คือช่วงเวลาเดียวที่มันจะได้พักผ่อนหลังจากต้องตรากตรำงานหนัก

แต่แทนที่มันจะได้พักผ่อน เรากลับจับมันมาทำเป็นลูกบอล แล้วก็โยนกองๆ กันไว้ เวลาเราเปิดลิ้นชักที มันก็ต้องกระเด็นกระดอนทุกครั้ง

แล้วถ้ามีถุงเท้าคู่ไหนโชคร้ายดันไปตกอยู่ด้านในสุดของลิ้นชัก กว่าเราจะเจอแล้วหยิบมันมาใส่ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่ายางยืดหมดแล้ว รอเพียงเวลาโดนทิ้งลงถังขยะเท่านั้น

ถ้าถุงเท้ามันพูดได้ มันก็คงตัดพ้อว่า “ทำไมนายทำกับเราแบบนี้?”

—–

ถ้าเรามองว่าถุงเท้ามีชีิวิตได้ เราก็น่าจะมองว่างานของเรามีชีวิตได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ที่เราเขียน เอ๊กเซลที่เราใส่สูตร หรือสไลด์ที่เราดีไซน์

ขอยกตัวอย่างสไลด์พาวเวอร์พอยท์แล้วกันนะครับ

ทุกคนน่าจะเคยได้นั่งดูคนพรีเซนท์หลายๆ คน บางคนก็ทำพรีเซนท์มาสวยมาก ขณะที่บางคนก็ทำพรีเซนท์ออกมาได้ทรมานคนดูมาก

คิดภาพว่าเราอยู่ในการ์ตูนของพิกซ่าร์ เวลามนุษย์หายไปหมดแล้ว สไลด์ต่างๆ ก็จะเริ่มคุยกัน

“เฮ้ย สไลด์ของนายเลือกภาพสวยมากเลยว่ะ”

“สไลด์ของยูก็เท่ คำน้อยๆ ไม่กี่คำ แต่โคตรอิมแพคเลย”

“สไลด์ของเธอก็เล่าเรื่องได้พีคมาก ฟังแล้วน้ำตาแทบไหล”

แล้วก็จะมีสไลด์อีกอันที่ไม่มีใครพูดถึง มันคงไปนั่งหลบมุมเพราะรู้ตัวว่ามันไม่สวย ใช้คำเยอะแยะ ภาษาอังกฤษง่ายๆ ก็ยังสะกดผิด ใช้สีฉูดฉาดจนอ่านไม่รู้เรื่อง เรื่องราวก็จับต้นชนปลายไม่ถูก

มันคงเป็นสไลด์ที่มีปมด้อย ไม่กล้าคุยกับใครไปอีกนานแสนนาน

—–

งานที่เราชอบ คืองานที่เราทำแล้วเรามีความสุข

งานที่มีประโยชน์ คืองานที่เราทำแล้วคนอืื่นมีความสุข

งานที่เราทำได้ดี คืองานที่เราทำแล้ว “งานมีความสุข”

มันคืองานที่จะไปอวดเพื่อนๆ ได้ว่า ผู้ให้กำเนิดฉันนั้นสร้างฉันมาอย่างตั้งใจ ด้วยทักษะที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นแรมปี

ทำได้เช่นนี้แล้ว ความสำเร็จจะไปไหนเสีย

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce