อย่านึกว่าเราพิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบ

พิเศษทางบวก

  • เราทำงานดีขนาดนี้ ควรจะได้เงินเดือนมากกว่าคนนั้นนะ
  • ไม่ต้องใส่เข็มขัดนิรภัยก็ได้ ไปแค่ปากซอยเอง
  • ความคิดเห็นทางการเมืองของเราสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและมีความถูกต้องมากกว่าคนอื่น
  • ถึงสูบบุหรี่ก็ไม่เป็นมะเร็งหรอก วันละไม่กี่ตัวเอง ที่ตรวจๆ มายังไม่เคยเจออะไรเลย
  • ของแค่นี้น่าจะผ่อนไหวแหละ เราไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายซะหน่อย

พิเศษทางลบ

  • ทำไมมีแต่คนจ้องจะเอาเปรียบเราอยู่เรื่อยเลย
  • เราน่าจะเป็นคนอาภัพเรื่องความรักนะ
  • ปลูกต้นไม้แล้วตายหมด สงสัยเป็นคนมือร้อน
  • ผลงานของเราก็โอเคอยู่นะ แต่ไม่มีใครใช้บริการเราเลย
  • ถึงพูดไปเขาก็ไม่ฟังเราหรอก

พิเศษทางบวกนั้นเราน่าจะเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว ส่วนพิเศษทางลบเราก็เป็นเหมือนกัน เพียงแต่เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันคือการมองตัวเองว่าเป็น “ข้อยกเว้น” และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหมือนคนอื่นๆ

ถึงจะมีคนบอกว่าโลกนี้คือละคร แต่เราก็ไม่ควรสำคัญตัวว่าเป็นพระเอกที่จะโชคดีตลอดกาล แล้วก็ไม่ควรคิดว่าตัวเองคือลิ่วล้อที่ตายก่อนเสมอ

ละครนั้นมีหลายเรื่อง บางเรื่องเราก็เป็นพระเอก บางเรื่องเราเป็นพระรอง บางเรื่องเราเป็นผู้ร้าย แต่ส่วนใหญ่เราจะเป็นแค่ตัวประกอบ

เตือนตัวเองว่าเราไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบครับ

นิทานผู้สืบทอด

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ซามูไรผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน ต่างก็มีความเชี่ยวชาญในเชิงซามูไร

พอถึงวาระที่ซามูไรผู้พ่อจะต้องมอบตราประจำตระกูลให้ลูกชายเพื่อสืบทอดต่อไปนั้น เขาก็ใช้วิธีทดสอบความสามารถของลูกๆ ทั้ง 3 คน โดยซามูไรผู้พ่อเข้าไปนั่งอยู่ในห้อง แล้วเรียกให้ลูกชายเข้าไปหาทีละคน

ลูกชายคนโตถูกเรียกก่อน พอขยับประตูเลื่อน ก็มองเห็นหมอนอยู่ข้างบน จึงเอื้อมมือไปหยิบ แล้วเลื่อนประตูเข้าไปหาพ่อ

ซามูไรผู้พ่อสั่งให้เอาหมอนไปไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้อง

ลูกชายคนกลางถูกเรียกเป็นคนต่อไป เมื่อเดินไปถึงประตูก็เลื่อนประตูเปิด ทันใดนั้นหมอนก็ตกลงมา ลูกชายคนกลางรีบรับเอาไว้ทันที แล้วจึงเดินเขาไปหาพ่อ ซามูไรผู้พ่อจึงสั่งให้เอาหมอนไปวางไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้องเช่นกัน

ลูกชายคนเล็กถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย พอเดินถึงประตูก็เลื่อนเปิดทันที หมอนจึงตกลงมา ดาบซามูไรปลิวออกจากฝักในชั่วพริบตา หมอนถูกฟันขาดเป็นสองท่อน แล้วลูกชายคนเล็กก็เดินอย่างสง่าและสงบเข้าไปหาพ่อ

ซามูไรผู้พ่อได้พูดกับลูกทั้งสามว่า

“เจ้าทั้งสามคิดว่าพวกเจ้าพี่น้อง ใครเหมาะจะเป็นผู้สืบทอด”

“น้องรองขอรับท่านพ่อ เพราะมีความว่องไวเป็นเลิศ” ลูกชายคนโตตอบ

“น้องเล็กขอรับท่านพ่อ เพราะมีฝีมือดาบดีที่สุด” ลูกชายคนรองเห็นต่าง

“แต่พ่อคิดว่าพี่ใหญ่ของเจ้าเหมาะสมที่สุด เจ้าคนเล็ก เจ้ามีฝีมือดาบดีก็จริง แต่เจ้าต้องรู้จักใช้ปัญญาว่าเวลาไหนควรที่จะใช้ดาบ เจ้าคนรอง เจ้ารู้จักใช้ปัญญา ไม่คิดที่จะใช้ดาบในทันใด แต่พี่ใหญ่ของเจ้า นอกจากจะมีปัญญาแล้วยังมีความรอบคอบ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรก่อนทำการทั้งปวง”

พระราชดำรัสเมื่อ ๙ มิ.ย.๔๙

เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ระเบียงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครอบ ๖๐ ปี

ในวันมหามงคลนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัส ใจความว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม

น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุก ๆ คน

จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน

ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และ แก่ประเทศชาติ

ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน

ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล

หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้

จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทย ให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่ง และอำนวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั่วกัน”

นิทานคุณตาอารมณ์ดี

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง คุณตาผมขาวโพลนถือไม้เท้าเดินกะโผลกกะเผลกขึ้นเวทีก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างทุลักทุเล

“คุณตาไปหาหมอบ่อยมั้ยครับ” พิธีกรยิงคำถามแรก

“บ่อยสิ”

“ทำไมล่ะครับ”

“คนไข้ก็ต้องหมั่นไปเยี่ยมหมอบ่อยๆ สิ ไม่อย่างนั้นหมอก็ตกงานพอดี!”

“แล้วคุณตาต้องปรึกษาเภสัชกรมั้ยว่าต้องทานยายังไง”

“แหงอยู่แล้ว ไม่งั้นเภสัชกรก็ตกงานเหมือนกัน”

“แล้วคุณตากินยาตามที่หมอสั่งมั้ย?”

“ส่วนใหญ่ทิ้งลงถังขยะนะ ผมก็ยังอยากมีชีวิตอยู่นะ!”

“ขอบคุณที่ให้เกียรติมาร่วมรายการในวันนี้นะครับ”

“ด้วยความยินดี คุณจะได้ไม่ต้องตกงานเหมือนกัน”

“ในกรุ๊ปไลน์คุณตาชอบส่งรูปสวัสดีวันจันทร์มั้ยครับ”

“ส่งบ่อยเลยล่ะ ถ้าอยู่ในกลุ่มแล้วเอาแต่เงียบ เค้าอาจจะนึกว่าผมตายไปแล้วก็ได้”


ขอบคุณนิทานจาก LINE OA สัญชาติจีน แปลโดย Google Translate และดัดแปลงเนื้อหาให้เข้ากับคนไทยโดย Anontawong’s Musings

สิ่งที่คนไทยมักจะพลาดเวลาตัดสินใจทำธุรกิจ

เมื่อวานนี้ “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ ผู้เขียนหนังสือ “วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน” และเจ้าของเพจ Trick of the Trade ได้มาร่วมสนทนาในกิจกรรม WeShare ที่จัดขึ้นที่บริษัท LINE MAN Wongnai นับเป็น WeShare ครั้งแรกหลัง COVID-19

พี่ปิ๊กมาเล่าให้ฟังเรื่อง Designing Your Life ที่ใช้หลักการ Design Thinking มาจับ ซึ่งพี่ปิ๊กลงทุนไปเรียนเองกับต้นตำรับอย่าง Bill Burnet และ Dave Evan โดยบิลคือผู้คิดค้น Mac Powerbook และผู้อำนวยการหลักสูตรของ d.school ของ Stanford ส่วนเดฟคือผู้คิดค้น Apple mouse รุ่นแรกของโลก

ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ด้วยการจดบันทึกว่ากิจกรรมที่เราทำในวันนี้ แต่ละอย่างเราทำด้วยความมีส่วนร่วมแค่ไหน (engagement) เราทำไปด้วยพลังบวกหรือพลังงานลบ และกิจกรรมไหนที่สร้างสภาวะลื่นไหล หรือ flow ให้กับเราได้บ้าง

เมื่อทำได้ 21 วัน เราจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นว่ากิจกรรมใดที่เราทำด้วยความสุข ทำด้วยพลังงานบวก และทำให้เราเกิด flow ได้อย่างสม่ำเสมอ

จากนั้นเราก็เลือกคำคำหนึ่งในกิจกรรมนั้นมาทำ mindmap แล้วให้เวลาตัวเอง 3 นาทีในการเขียนมายด์แม็ปที่แตกหน่อมาจากคำๆ นั้น โดยต้องแตกออกไปอย่างน้อย 4 คำ และแต่ละคำต้องแตกออกไปอีก 2 ชั้นเป็นอย่างน้อย

ภายในเวลาอันจำกัด เราต้องเขียนให้เยอะที่สุดโดยไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมาก เพราะถ้าคิดเยอะเกินไปมันจะไปบล็อคความคิดสร้างสรรค์ของเรา

เมื่อครบสามนาทีแล้ว ให้ดูว่า bubble ที่อยู่วงนอกสุดของ mind map มีคำว่าอะไรบ้าง แล้วเราก็เลือกสามคำที่สะดุดตาเอามาคิดต่อว่าจะสร้างธุรกิจจากสามคำนี้อย่างไร

น้องคนหนึ่งได้คำว่า ออสเตรเลีย BBQ Plaza และ MK

ธุรกิจที่อาจทำได้ก็เช่น

  • ไปเปิด BBQ Plaza ในออสเตรเลีย
  • จัดทัวร์ไปออสเตรเลียสำหรับลูกค้าระดับ top spender ของ BBQ Plaza
  • นำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียมาขายให้กับ MK

สมมติว่าน้องเลือกข้อสาม มาถึงจุดๆ นี้ หลายคนอาจจะเริ่มด้วยการเข้าเน็ตและหาข้อมูลเกี่ยวกับราคาและแหล่งซื้อเนื้อในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ปิ๊กบอกว่าสำคัญกว่าและควรทำก่อน คือหาคนที่ทำธุรกิจที่ใกล้เคียงกันแล้วไปนั่งคุยกับเขา

พี่ปิ๊กบอกว่าต่อให้สามคำที่เราได้มาจะสุดโต่งแค่ไหน และไอเดียของเราจะดูพิลึกพิลั่นเพียงใด แต่เราสามารถหาคนที่ทำธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเราได้เสมอ แค่ถามคนรอบข้างก็จะเจอคนที่สามารถแนะนำคนที่อยู่ในธุรกิจนั้นให้เราได้แน่นอน

ในกรณีของน้องที่อยากนำเข้าเนื้อจากออสเตรเลีย อาจจะลองไปคุยกับคนที่นำเข้าปลาแซลมอนก็ได้ เพราะเนื้องานใกล้เคียงกัน ปัญหาที่เจอน่าจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

เพราะคนไทยมักจะพลาดตรงจุดนี้ คือไม่ยอมไปคุยกับคนที่อยู่ในธุรกิจนี้มาก่อน ทำให้เรามองเห็นแต่ภาพด้านบวกหรือภาพที่เราฝันหวานเอาไว้ โดยไม่ได้คำนึงถึงมุมลบๆ ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

คนไทยไม่น้อยอยากเปิดร้านกาแฟ โดยเห็นแต่ภาพที่เรายืนดริปกาแฟแบบเท่ๆ ได้สนทนากับลูกค้าไม่ซ้ำหน้า แต่ถ้าคุณไปคุยกับเจ้าของร้าน คุณก็จะรู้ว่าต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่มารับน้ำแข็ง ตอนหมดวันก็ต้องคอยปิดร้าน ต้องทำความสะอาดร้านให้เรียบร้อยถึงจะกลับบ้านได้

และประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าคุณจดบันทึก 21 วันแล้วพบว่าคุณเป็นคนเกลียดการทำความสะอาดบ้านมาก พอคุณต้องมาเจองานทำความสะอาดร้านกาแฟ กิจกรรมนี้มันจะบั่นทอนคุณจนคุณทำธุรกิจร้านกาแฟไม่สำเร็จ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมไปคุยกับที่เคยทำมาก่อนแล้วเสมอ จากนั้นก็หาโอกาสลงสนามจริง โดยขอเข้าไปทำงานให้เขาฟรีๆ ก็ได้ จะได้รู้ว่าหน้างานเป็นอย่างไร เจอปัญหาอะไรบ้าง flow ที่ได้มามันคุ้มค่ากับการต้องทำงานบางอย่างที่เราไม่ชอบได้รึเปล่า

และถ้ามันไม่ใช่ เราก็จะได้เดินออกมาแล้วไปลองอย่างอื่นต่อ โดยไม่ต้องเสียเงินลงทุนแม้แต่บาทเดียว หากเราสามารถ “ทดลอง” ได้โดยไม่ใช้เงินเลยหรือใช้เงินให้น้อยที่สุด เราก็จะมีโอกาสทดลองได้เยอะขึ้นและนานขึ้น ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสให้เราได้เจอกับงานที่ลงตัวและชีวิตที่ใช่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทิ้งงานหลักเลยด้วยซ้ำ

ขอบคุณพี่ปิ๊กที่มาร่วม WeShare กับเรา บทเรียนที่พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังน่าจะช่วยลดโอกาสในการสูญเสียหยดเลือด หยาดเหงื่อ และน้ำตาของคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจได้ไม่น้อยครับ