3 ไอเดียจากหนังสือ Mindset

1. งานวิจัยพบว่า การชื่นชมความสามารถของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กลดลง แต่การชื่นชมความพยายามของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กสูงขึ้น คำชมบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่ได้คิดอะไรก็อาจเป็นผลเสียต่อเด็กได้ เช่นคำชมอย่าง “ลูกเรียนเรื่องนี้ได้เร็วเพราะลูกเป็นเด็กฉลาด” ตัวเด็กก็อาจจะตีความว่าการเรียนรู้ช้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

2. นักกีฬาที่มี growth mindset ไม่ได้สนใจแต่เรื่องชัยชนะ พวกเขาจะโฟกัสไปที่การฝึกซ้อมและสนุกไปกับความท้าทายพอๆ กับผลการแข่งขัน ในทางกลับกัน นักกีฬาที่มี fixed mindset นั้นจะทำทุกวิถีทางให้ได้ชัยชนะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคู่แข่ง และหากต้องพบความพ่ายแพ้พวกเขาก็จะผิดหวังสุดๆ

3. โลกธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งและคนฉลาด แต่นั่นก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน Enron เป็นบริษัที่จ้างแต่คนเรียนเก่งและจบสูงๆ มา แต่มันก็สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ห้ามทำพลาดเพราะจะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองและของบริษัทเสียหาย Enron จึงเกลียดการยอมรับผิดและให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์มาก พอเกิดการสอบสวนขึ้นมา ผู้บริหารจึงเอาแต่ปกป้องตัวเองแม้ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ตาม


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Succes by Carol S. Dweck, สรุปหนังสือโดย getAbstract

จะคิดบวกได้ก็ต่อเมื่อเราคิดลบไปแล้วเท่านั้น

จะให้อภัยได้ก็ต่อเมื่อเราโกรธเขามาแล้วเท่านั้น

จะเรียกรถดับเพลิงก็ต่อเมื่อไฟไหม้บ้านแล้วเท่านั้น

คิดบวกจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการพยายามดับไฟไม่ให้ลุกลามไปกว่านี้

วิธีที่ดีกว่า คือฝึกจิตใจให้ไม่ต้องคิดลบตั้งแต่ต้น

เมื่อไม่คิดลบ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดบวก เมื่อไม่โกรธ ก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษ เมื่อไฟไม่ไหม้บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องดับไฟ

เมื่อเราสามารถมองทุกอย่างด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าหรือความหมายกับสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นจนเกินควร ใจของเราก็จะไม่สวิงขึ้น-ลงไปตามโลก และไม่สูญเสียพลังงานไปกับเรื่องชั่วคราวครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

นิทานส่งต่อความสุข

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เพื่อนสองคนนั่งแท๊กซี่มาลงที่ใจกลางเมือง

ก่อนจะลงจากรถ เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“ขอบคุณนะพี่โชเฟอร์ พี่ขับรถดีมากเลย”

โชเฟอร์ยิ้มรับงงๆ ก่อนจะออกรถไป

“ทำไมต้องชมคนขับแท๊กซี่ด้วยล่ะ”

“เราอยากให้คนรักกันมากกว่านี้”

“คนเดียวจะทำอะไรได้”

“ไม่ใช่คนเดียวซะหน่อย ถ้าเค้ารู้สึกดีกับคำชมของเรา เขาก็จะ nice กับผู้โดยสารคนอื่นๆ ของเขา ถ้าเค้าได้งาน 10 รอบ ผู้โดยสารเหล่านั้นก็จะ nice กับคนอื่นๆ คำชมของเราเมื่อกี้อาจจะทำให้คนอารมณ์ดีขึ้นอย่างน้อย 100 คนเลยนะ”

“ก็ฟังดูดีอยู่หรอกนะ แต่จะไปหวังให้โชเฟอร์เค้าดีกับผู้โดยสารมันไม่ยากไปหน่อยเหรอ”

“ถ้าเค้าไม่ได้สนใจคำชมของเราก็ไม่เห็นไปไรนี่ เราไม่ได้เสียอะไรไปซักหน่อย เอ่ยปากชมใช้เวลาแค่ 3 วิ ค่าแท๊กซี่ก็จ่ายเท่าเดิม และวันนี้เรายังมีโอกาสเจอคนอีกตั้งเยอะ มันต้องมีบ้างแหละที่คำชมของเราทำให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้น”


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

นิทานไก่กับไข่

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลูกไก่ถามแม่ไก่

“แม่ขา…วันนี้ไม่ออกไข่ได้ไหม พาหนูออกไปเที่ยวเล่นเถอะ”

“ไม่ได้หรอก แม่ต้องทำงาน”

“แต่แม่ออกไข่มาตั้งเยอะแล้วนะ”

“หนึ่งวันออกไข่หนึ่งฟอง มีดอีโต้ย่อมห่างตัว”


ขอบคุณนิทานจากเพจ PAG Design

อย่านึกว่าเราพิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบ

พิเศษทางบวก

  • เราทำงานดีขนาดนี้ ควรจะได้เงินเดือนมากกว่าคนนั้นนะ
  • ไม่ต้องใส่เข็มขัดนิรภัยก็ได้ ไปแค่ปากซอยเอง
  • ความคิดเห็นทางการเมืองของเราสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและมีความถูกต้องมากกว่าคนอื่น
  • ถึงสูบบุหรี่ก็ไม่เป็นมะเร็งหรอก วันละไม่กี่ตัวเอง ที่ตรวจๆ มายังไม่เคยเจออะไรเลย
  • ของแค่นี้น่าจะผ่อนไหวแหละ เราไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายซะหน่อย

พิเศษทางลบ

  • ทำไมมีแต่คนจ้องจะเอาเปรียบเราอยู่เรื่อยเลย
  • เราน่าจะเป็นคนอาภัพเรื่องความรักนะ
  • ปลูกต้นไม้แล้วตายหมด สงสัยเป็นคนมือร้อน
  • ผลงานของเราก็โอเคอยู่นะ แต่ไม่มีใครใช้บริการเราเลย
  • ถึงพูดไปเขาก็ไม่ฟังเราหรอก

พิเศษทางบวกนั้นเราน่าจะเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว ส่วนพิเศษทางลบเราก็เป็นเหมือนกัน เพียงแต่เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันคือการมองตัวเองว่าเป็น “ข้อยกเว้น” และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหมือนคนอื่นๆ

ถึงจะมีคนบอกว่าโลกนี้คือละคร แต่เราก็ไม่ควรสำคัญตัวว่าเป็นพระเอกที่จะโชคดีตลอดกาล แล้วก็ไม่ควรคิดว่าตัวเองคือลิ่วล้อที่ตายก่อนเสมอ

ละครนั้นมีหลายเรื่อง บางเรื่องเราก็เป็นพระเอก บางเรื่องเราเป็นพระรอง บางเรื่องเราเป็นผู้ร้าย แต่ส่วนใหญ่เราจะเป็นแค่ตัวประกอบ

เตือนตัวเองว่าเราไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบครับ