แพ้บ้างก็ดี

20181215_learntolose

หลายคนน่าจะพอรู้ว่าการเทรนนิ่ง Navy SEAL ของอเมริกานั้นหฤโหดสุดๆ

ทุกคนที่สมัครมาเป็น SEAL ต้องผ่าน “สัปดาห์นรก” ที่มีชื่อว่า Hell Week

ในสัปดาห์นี้ คุณต้องวิ่งเป็นร้อยกิโลเมตร ว่ายน้ำหลายสิบกิโลเมตร เดินแบกขอนไม้หนักหลายร้อยกิโลกับเพื่อนร่วมทีม กินไม่เคยอิ่มท้อง อยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเหน็บ แถมยังอดหลับอดนอนตลอดทั้งสัปดาห์

ที่ชายหาดจะมีระฆังแขวนอยู่ ใครที่รู้ตัวว่าไปต่อไม่ไหว จะเดินมาสั่นระฆังและเก็บข้าวของกลับบ้านไปได้เลย

อัตราของคนที่จะผ่าน Hell Week คือ 20% ถ้าเริ่มต้นสัปดาห์มีคน 10 คน ในระหว่างสัปดาห์จะมีคนสั่นระฆัง 8 คนและมีเพียงแค่ 2 คนที่อยู่ต่อจนจบและได้เข้าเทรนนิ่งเพื่อบรรจุเป็นหน่วย SEAL

อะไรคือคุณสมบัติของคน 20% นั้น? บทความนี้จะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ แต่จะพูดถึงอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ

หนึ่งในคนที่สมัครหน่วยซีลเป็นนักกรีฑาระดับ Top 10 ของสหรัฐอเมริกา เขาออกกำลังกายมาทั้งชีวิตและฟิตกว่าทุกๆ คนที่สมัครเข้ามาในรุ่นนั้น

ในวันแรกเขาวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ว่ายน้ำก็ชนะทุกคน แบกขอนไม้ก็ไม่ได้ดูอนาทรร้อนใจ ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีภาษีดีที่สุดที่จะผ่าน Hell Week

แต่เพียงวันที่สาม นักกรีฑาระดับประเทศคนนี้ก็สั่นระฆังและกลับบ้านไป

เหตุผลก็เพราะเขาเคยแต่แข่งขันในสภาพที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อม อาหารการกินสมบูรณ์พร้อม และที่ผ่านมาเขาก็เป็น “ผู้ชนะ” มาโดยตลอด

แต่เมื่อต้องมาเจอสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาหารการกินที่อดๆ อยากๆ และได้นอนเพียงวันละแค่ 2 ชั่วโมง ร่างกายที่เขาภูมิใจหนักหนาจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ใจคิด และ performance ก็ดร็อปลงจนวันที่สองและวันที่สามเขาไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอีกต่อไป

คนที่คุ้นชินกับการชนะมาทั้งชีวิตก็เลยต้องลิ้มรสกับความพ่ายแพ้ที่ไม่คุ้นเคย พอไม่คุ้นเคยจึงรับไม่ได้ และพอคิดว่า Hell Week ยังเหลืออีกตั้ง 4 วันก็เลยถอดใจ

สภาพร่างกายแข็งแกร่งจึงไม่สำคัญเท่ากับสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งความแกร่งนี้ไม่ได้มาจากการชนะเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเคยเป็นผู้แพ้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยผิดหวัง เคยล้มเหลวจนอัตตาตัวตนของเขาถูกเฆี่ยนตีจนน่วมและมีภูมิต้านทานระดับที่ว่าจะแพ้อีกกี่ครั้งกูก็จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่

ซึ่งผิดกับคนที่ชนะมาโดยตลอดที่ไม่มีภูมิคุ้มกันความพ่ายแพ้เลย เราจึงเห็นข่าวเด็กฆ่าตัวตายเพราะสอบตกหรืออกหัก

ประสบการณ์ความพ่ายแพ้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เราจะได้ไม่ลำพองตน จะได้เรียนรู้การเป็นที่สองหรือแม้กระทั่งการเป็นที่โหล่

และจะได้มีภูมิคุ้มกันในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Knowledge for Men Podcast: 222: Cade Courtley: Lessons on Life and Business from a Former Navy SEAL Sniper 

นิทานจักรวาทิน

20181214_chakravatin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีเรื่องเล่าสำคัญในคัมภีร์โบราณของชินะ ในอินเดียเชื่อกันว่า ถ้าใครบางคนจะกลายเป็นจักรพรรดิของทั้งโลกก็จะถูกเรียกว่าจักรวาทิน คำว่า จักร หมายถึง “วงล้อ” ในอินเดียโบราณการต่อสู้และการใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นถือเป็นหนทางที่คนทั้งหลายพยายามหลีกเลี่ยง จะเห็นได้จากรถศึก โดยรถศึกที่เป็นทองคำกับม้าศึกที่สง่างามแข็งแรงจะเคลื่อนที่จากอาณาจักรหนึ่งไปยังอีกอาณาจักรหนึ่ง ถ้าอาณาจักรที่รถศึกวิ่งผ่านไม่ต่อต้านขัดขืนและปล่อยให้รถศึกผ่านไป นั่นหมายความว่าอาณาจักรนั้นได้ยอมรับเจ้าของรถศึกนั้นเป็นผู้ปกครองแล้ว หากเป็นเช่นนั้นการต่อสู้ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

แต่ในเส้นทางใดที่รถศึกเคลื่อนไปและมีคนคอยขัดขวาง ที่นั่นก็จะมีศึกสงคราม ถ้ารถศึกไม่ถูกขัดขวางก็ไม่มีการทำสงคราม เพราะกษัตริย์นคนนั้นได้รับการยอมรับ เขากลายเป็นจักรวาทิน เจ้าของวงล้อที่เคลื่อนไปในที่ต่างๆ ได้โดยไม่มีใครขัดขวาง นี่คือสิ่งที่กษัตริย์ทั้งหลายปรารถนา เขาต้องการจะเป็นจักรวาทิน

แน่นอนล่ะสิ่งนี้มีอำนาจมากกว่าที่อเล็กซานเดอร์มหาราชมีเสียอีก เพียงแค่ส่งรถศึกของท่านออกไปเท่านั้น แต่อำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่มหาศาลได้ไปกับมันด้วย ใครก็ตามที่ขัดขวางจะต้องราบเป็นหน้ากลอง คนทั้งหลายต้องเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนคนนี้มาก่อน พวกเขาจึงยอมจำนน

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ในเชิงที่ศิวิไลซ์ ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องไปจู่โจม ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องฆ่าฟันกัน เพียงแค่ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ดังนั้นธงของพระราชาจะไปพร้อมกับรถศึก หากพระราชาองค์อื่นเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อต้าน เพราะถ้าต่อสู้ไปก็ไร้ประโยชน์ พ่ายแพ้ ถูกทำลายล้าง เขาก็จะต้อนรับรถศึก คนในเมืองก็จะโปรยดอกไม้ให้กับรถศึกนั้น

นี่ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งที่ศิวิไลซ์มากกว่าที่ประเทศรัสเซียและอเมริกาทำเสียอีก เพียงแค่ส่งรถศึกที่งดงามเข้าไปเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงพลังอำนาจและบารมีที่ยิ่งใหญ่มากๆ เป็นที่พรั่นพรึงกับคนทุกๆ คน การกระทำเชิงสัญลักษณ์นี้จึงจะทำได้ ในสมัยนั้นพระราชาทุกพระองค์ต่างก็มีความประสงค์ที่จะเป็นจักรวาทินไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จากที่ได้ฟังต่อๆ กันมา การที่ชายคนหนึ่งจะเป็นจักรวาทินได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆ พันปีจึงจะมีสักคนหนึ่ง แม้แต่อเล็กซานเดอร์มหาราชก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้พิชิตโลก ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ยังไม่ได้ถูกเขาพิชิต และอเล็กซานเดอร์ก็ตายตอนที่ยังมีอายุไม่มาก เขาตายตอนอายุสามสิบสามปีเท่านั้น เขามีเวลาไม่พอที่จะพิชิตโลก ไม่ต้องพูดถึงการพิชิตทั้งโลกหรอก แค่ครึ่งโลกเขาก็ยังไม่รู้จักมันดีพอเลย ครึ่งโลกที่เขารู้จักก็ยังไม่ถูกพิชิตเลย แต่ชายคนที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังในเรื่องต่อไปนี้เขาเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรวาทิน

กล่าวกันว่าเมื่อจักรวาทินคนหนึ่งตายไป กว่าจะเกิดเป็นจักรวาทินคนใหม่ก็อาจต้องรอเป็นพันๆ ปี นี่เป็นสิ่งที่หายากนะ ถึงเวลาที่เขาตายไป สวรรค์รับเขาไว้ด้วยความยินดีปรีดาและเขาถูกพาไปยังที่ที่พิเศษแห่งหนึ่ง

ในตำนานทางชินะ บนสวรรค์มีภูเขาที่คู่ขนานกับหิมาลัย หิมาลัยประกอบไปด้วยก้อนหิน ดิน และน้ำแข็ง ในสวรรค์ภูเขาที่คู่ขนานกับหิมาลัยนั้นชื่อว่าเขาพระสุเมรุ พระสุเมรุหมายถึงภูเขาสูงสุดที่ไม่มีอะไรจะสูงเทียบเทียมได้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น มันเป็นภูเขาทองคำที่ประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดา

เมื่อจักรวาทินตายไป เขาจะถูกนำไปยังเขาพระสุเมรุเพื่อสลักชื่อของเขาไว้บนนั้น นั่นเป็นสิ่งที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักที ต้องเวลาเป็นพันๆ ปี แน่นอนล่ะคนที่ได้รับเกียรตินี้คงต้องตื่นเเต้นอย่างมาก มันช่างเป็นการลงนามที่ยิ่งใหญ่อลังการเสียจริงๆ เป็นหอเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว

คนเฝ้าประตูได้มอบเครื่องมือที่ใช้ในการสลักชื่อแก่จักรพรรดิผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรวาทิน จักรพรรดินำคนของเขาไปด้วย คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้ฆ่าตัวตายตามจักรพรรดิมา พวกเขาคิดว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากจักรพรรดิ คนเหล่านี้ประกอบด้วยภรรยาของเขา นายกรัฐมนตรีของเขา แม่ทัพนายกองของเขา บุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ห้อมล้อมตัวเขาทั้งหมดได้ฆ่าตัวตายตามเขามา

จักรพรรดิต้องการให้คนเฝ้าประตูเปิดทางให้คนเหล่านี้ได้เข้าไปดูการสลักชื่อด้วย เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าหากท่านต้องเข้าไปสลักชื่อแต่เพียงลำพังและไม่มีใครได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้น เพราะความสุขจริงๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนทั้งโลกได้เห็น

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ฝ่าบาทโปรดรับฟังคำแนะนำของข้า เพราะนี่เป็นอาชีพที่เป็นมรดกตกทอดมาช้านาน พ่อของข้าเป็นคนเฝ้าประตู ปู่ของข้าก็เป็นคนเฝ้าประตู เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่พวกเราเป็นคนเฝ้าประตูที่เขาพระสุเมรุ ได้โปรดฟังคำแนะนำของข้า อย่าให้พวกเขาเข้าไปข้างในกับฝ่าบาทเลย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะเสียใจในภายหลัง”

จักรพรรดิไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยกับคำแนะนำนั้นได้ เพราะรู้ว่าชายคนนี้ไม่น่ามีผลประโยชน์อะไรในการปิดกั้นนี้

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ถ้าฝ่าบาทยังคงต้องการให้พวกเขาเห็น ก็ให้ไปสลักชื่อของฝ่าบาทก่อน แล้วค่อยกลับมาพาพวกเขาไปกับฝ่าบาทในตอนหลังหากพระองค์ยังต้องการ ข้าไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ แม้ฝ่าบาทจะพาเขาเข้าไปตอนนี้ก็ตาม แต่ถ้าฝ่าบาทตัดสินใจไม่พาพวกเขาเข้าไปในตอนนี้ ฝ่าบาทก็ต้องยึดมั่นในการตัดสินใจ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้โดยเด็ดขาด ฝ่าบาทก็ต้องเข้าไปคนเดียว”

มันช่างเป็นคำแนะนำที่แปลกประหลาด จักรพรรดิพูดว่า “ตกลง ข้าจะไปคนเดียว สลักชื่อเสร็จแล้วข้าจะพาพวกเขาทั้งหมดเข้าไป”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ข้าก็เห็นว่าน่าจะเป็นแบบนั้น”

จักรพรรดิได้เข้าไปและเห็นเขาพระสุเมรุเปล่งประกายภายใต้ดวงอาทิตย์เป็นพันๆ ดวง ในสวรรค์นั้นไม่ได้ยากจน ไม่มีแค่ดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวหรอก ดวงอาทิตย์เป็นพันๆ ดวงและภูเขาทองคำที่ยิ่งใหญ่กว่าหิมาลัยมาก แม้หิมาลัยจะยาวเกือบสองพันไมล์ก็ตาม จักรพรรดิไม่สามารถจะลืมตาได้ชั่วขณะ ที่ตรงนั้นแสงมันจ้ามาก และเมื่อจักรพรรดิปรับสายตาได้ พระองค์ก็เริ่มมองเห็นว่าบนเขาพระสุเมรุทั้งลูกนั้นแทบจะไม่มีที่ว่างเลย ภูเขาทั้งลูกถูกสลักชื่อเต็มไปหมด

พระองค์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นอะไร แต่ก่อนนี้พระองค์คิดว่าพระองค์เป็นซูเปอร์แมนที่พันๆ ปีจะเกิดขึ้นสักทีหนึ่ง แต่เวลานั้นเป็นนิรันดร มีจักรวาทินเกิดขึ้นมากมายมาก่อนนี้จนแทบจะไม่มีที่ว่างบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล แทบจะไม่มีที่ให้พระองค์เขียนชื่อเล็กๆ ของพระองค์เลย

จักรพรรดิเดินกลับมา ตอนนี้พระองค์เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเฝ้าประตูจึงไม่ต้องการให้พระองค์พาภรรยา แม่ทัพ นายกอง นายกรัฐมนตรี แลเพื่อนสนิทของพระองค์เข้าไปข้างใน มันเป็นการดีที่พวกเขาไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาจะได้เชื่อว่าจักรพรรดิของพวกเขาเป็นสิ่งที่สุดยอดและหายาก

จักรพรรดิพาคนเฝ้าประตูหลบไปข้างๆ และกระซิบข้างหูว่า “แทบจะไม่มีที่ว่างเลย”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าพยายามบอกกับฝ่าบาท สิ่งที่ฝ่าบาทต้องทำก็คือการลบชื่อสองสามชื่อออกไปและเขียนชื่อของฝ่าบาททับไป นั่นคือสิ่งที่ทำๆ กันมา ตลอดทั้งชีวิตของข้าก็เห็นเขาทำกันมาแบบนี้ พ่อของข้าก็เคยบอกถึงการกระทำแบบนี้ ไม่มีใครในครอบครัวของข้าเคยเห็นเขาพระสุเมรุว่างเปล่า หรือมีช่องว่างไว้ให้เขียนเลย”

“เมื่อใดก็ตามที่จักรวาทินมาก็ต้องลบชื่อสองสามชื่อออกและเขียนชื่อของตนทับลงไป ดังนั้นที่เห็นอยู่นี่มันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของจักรวาทิน พวกมันถูกลบไปหลายครั้งแล้ว มันถูกสลักชื่อใหม่มาหลายครั้งแล้ว ฝ่าบาทก็แค่ทำไปตามนั้น และหลังจากนั้นหากฝ่าบาทต้องการจะโชว์ให้เพื่อนๆ ของฝ่าบาทเห็น ฝ่าบาทก็สามารถพาพวกเขาเข้าไปข้างในได้”

จักรพรรดิพูดว่า “ไม่ ข้าไม่ต้องการโชว์พวกเขาและข้าก็ไม่ต้องการแม้แต่จะเขียนชื่อของข้าลงไป เขียนไปเพื่ออะไรล่ะ เพราะในวันใดวันหนึ่งใครบางคนก็คงจะมาลบมัน”

“ทั้งชีวิตของข้าได้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์และไม่มีสาระเลย นี่เป็นความหวังเดียวของข้า หวังว่าเขาพระสุเมรุภูเขาทองคำในสวรรค์จะมีชื่อของข้า ข้ามีชีวิตมาเพื่อสิ่งนี้ ข้าได้เอาชีวิตของข้าเป็นเดิมพัน เพื่อสิ่งนี้ข้าพร้อมที่จะฆ่าคนทั้งโลก แต่แล้วคนบางคนจะมาลบชื่อของข้าและเขียนชื่อของเขาแทน แล้วข้าจะไปเขียนชื่อข้าทำไม ข้าจะไม่เขียน”

คนเฝ้าประตูหัวเราะ

จักรพรรดิพูดว่า “เจ้าหัวเราะทำไม”

คนเฝ้าประตูพูดว่า “มันก็แปลกดี เพราะข้าก็เคยได้ยินเช่นนี้จากปู่ของข้าว่าจักรวาทินมาที่นี่พอทราบเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาก็หันหลังกลับ พวกเขาไม่ได้เขียนชื่อพวกเขาไว้ ฝ่าบาทไม่ได้เป็นคนแรกหรอก ใครก็ตามที่มีเชาวน์ปัญญาเพียงเล็กน้อยก็จะทำแบบเดียวกันนี้”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เด็ดเดี่ยว : เบิกบานกับการมีชีวิตอย่างอันตราย (Courage : The Joy of Living Dangerously) โดย Osho แปลและเรียบเรียงโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

มีประโยชน์ถึงชีวิต

20181213_benefits.png

เราเคยเห็นแต่คำเตือน

เขตไฟฟ้าแรงสูง อันตรายถึงชีวิต

ดื่มแล้วขับ อันตรายถึงชีวิต

ไข้หวัดใหญ่ อันตรายถึงชีวิต

เราน่าจะมีป้ายเตือนสติในมุมกลับดูบ้าง

ออกกำลังกาย มีประโยชน์ถึงชีวิต

อ่านหนังสือดีๆ มีประโยชน์ถึงชีวิต

มีสติ รู้เนื้อรู้ตัว มีประโยชน์ถึงชีวิต

อะไรที่มีอันตรายถึงชีวิต เราควรหลีกเลี่ยง

อะไรที่มีประโยชน์ถึงชีวิต เราควรจะเดินเข้าหาครับ

—–

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้ามีคนเอาเงิน 100 ล้านมาให้

20181209_100million

แล้วบอกให้คุณออกไปตั้งบริษัทใหม่ โดยให้คุณเลือกใครก็ได้จากที่ทำงานปัจจุบันไปทำงานด้วย 20 คน*

คุณจะเลือกใครบ้าง?

แล้วถ้าเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า หรือลูกน้องคุณได้รับข้อเสนอเดียวกันนี้ คุณจะเป็นหนึ่งใน 20 คนที่เขาจะชวนไปเปิดบริษัทใหม่รึเปล่า?

คุณน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครบ้าง?

และมีใครที่น่าจะอยู่ในลิสต์ของทุกคนบ้าง?

คำถามนี้มีประโยชน์ตรงที่มันช่วยให้เราเห็นว่า ใครที่มี contribution ต่อทีมและองค์กรจริงๆ และช่วยให้เราสำรวจตัวเองว่า เราได้สร้างคุณค่าให้กับงานและให้กับองค์กรเพียงพอรึยัง

ถ้ามั่นใจว่าชื่อของเราน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครหลายๆ คน แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว

แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจะถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Seth Godin ที่เคยพูดไอเดียนี้ไว้ใน podcast ซักรายการหนึ่ง

* จำนวน 20 คนในกรณีที่มีพนักงานเป็นร้อยขึ้นไป ถ้าเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตัวเลขอาจจะเหลือแค่ 5-10 คนครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ชีวิตคือการ compromise

20181209_compromise

คำว่า compromise ถ้าแปลตามดิคชันนารีก็จะได้คำว่าประนีประนอม

แต่ในบริบทที่ผมจะเขียน ผมขอแปล compromise ว่า “ได้อย่างเสียอย่าง”

เราไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์พร้อมในเวลาเดียวกันได้

คนบางคนอาจจะฉลาด ทำงานเก่ง เพื่อนฝูงรัก แต่ดันไม่มีแฟน

หรือบางคนอาจจะมีแฟน แต่แฟนก็บ่นว่าไม่มีเวลาให้มากพอ

บางคนดูแลเทคแคร์แฟนเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ค่อยได้พาพ่อแม่ไปกินข้าว

บางคนพาพ่อแม่ไปทานข้าวบ่อย แต่ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนฝูง

หรือบางคนอาจเป็นคนทำงานดี เป็นแฟนที่น่ารัก เป็นลูกกตัญญู เป็นเพื่อนที่ทุกๆ คนพึ่งพาได้เสมอ แต่กลับไม่เหลือเวลาเพื่อทำอะไรให้ตัวเองเลย

หลายคนน่าจะรู้จัก มหาตมะ คานธี ที่ใช้การประท้วงอย่างสันติปลดแอกอินเดียจากอังกฤษได้สำเร็จ แต่รู้มั้ยครับว่าคานธีกลับมีปัญหากับลูกชายคนแรกของเขามาก มากขนาดที่ว่าลูกชายเคยบอกว่าเขาไม่น่าเกิดมามีพ่อชื่อคานธีเลย

จะมีตลกอะไรร้ายไปกว่าการเป็นที่รักของคนทั้งประเทศยกเว้นลูกของตัวเอง

ชีวิตคือการ compromise เมื่อเราทำสิ่งหนึ่งได้ดีมากๆ เรามักจะทำได้แย่กับสิ่งอื่นๆ เพราะเวลาของเรามีจำกัด แต่ความต้องการของคนเรามีไม่จำกัด

เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการคอยตรวจสอบว่ายังมีมิติไหนของชีวิตที่เราละเลยมันไปหรือไม่ ถ้ามีก็ควรจะให้เวลากับมันบ้าง

อาจจะไม่สามารถทำให้มันเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเสียจนมันก่อปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราต้องมานั่งเสียใจและเสียดายภายหลังครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt