มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง

20150714_NoExpectations

ทุกสิ่งนั้นดีเสมอถ้าหากว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไร

และชีวิตก็เป็นอนันต์ แต่ความอดทนของเราช่างเล็กจ้อย

– จวงจื่อ

—–

“ลองใช้ชีวิตแบบมุ่งหวังแต่ไม่คาดหวังดูสิ” คือประโยคที่ผมเคยพูดกับเจ ผ่านโปรแกรมแชต MSN

เจคือเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในรุ่นที่เรียนวิศวะด้วยกันที่เอเชี่ยนยู

ตอนที่เราคุยกันเรื่องนี้ น่าจะผ่านมาร่วมสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เจยังเรียนโทอยู่ที่อังกฤษ จนตอนนี้เธอเรียนจบเอกมาได้สองปีแล้ว

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยกันเรื่องอะไร จำได้แค่ว่า “มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง” เป็นประโยคที่พูดแล้วฟังดูเท่ชะมัด แม้ว่าตัวเองยังทำไม่ได้ก็เถอะ

มุ่งหวังกับคาดหวังต่างกันยังไง?

ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงมันจริงจังซะที จนเมื่อตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยต้องมานั่งคิดให้ละเอียดขึ้น

พอเราพูดคำว่า “คาด” อาจจะทำให้เรานึกถึงคำว่า “คาดเข็มขัด” ซึ่งก็คือเอาเข็มขัดมา “ผูก” ไว้กับเอวเรา

การคาดหวัง จึงมีความ “ตายตัว” เป็นจุดที่เราเอาความหวังไปผูกไว้กับผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเราทำได้ตามที่คาดหวังไว้เราก็จะ “สมหวัง”

แต่ถ้าผลลัพธ์มันไม่ใช่จุดที่เรา “คาด” ไว้ เราก็จะ “ผิดหวัง” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผลลัพธ์มันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก

ขณะที่คำว่า “มุ่ง” ไม่ได้พูดถึงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็น “ทิศทาง” ที่เรากำลังจะไป

คนที่มุ่งหวัง ก็คือคนที่หันหน้าและเดินทางไปยังจุดที่เขาเชื่อแล้วว่าดี แต่เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นจุดนี้ภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ ความผิดหวังก็เลยไม่เกิด

ขอเพียงได้รู้ว่ากำลังเดินมาถูกทางก็แฮปปี้แล้ว

—–

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมเคยฟังจาก Podcast ของฝรั่ง*

ชายคนหนึ่งต้องการจะบรรลุธรรม จึงออกแสวงหาและได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับปรมาจารย์ตั๊กม้อ

ลูกศิษย์ถามอาจารย์ว่า “ท่านครับ ผมต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะบรรลุครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ยี่สิบปี”

“โหยอาจารย์ ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านี้เหรอ ผมสัญญานะครับว่าผมจะตั้งใจฝึกให้หนักกว่าใครๆ จะนอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ก็จะตั้งใจปฏิบัติไม่มีหยุด ถ้าผมทำอย่างนี้ได้ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ถ้าเจ้าจะทำอย่างนั้นก็คงใช้ต้องเวลาสี่สิบปีเลยล่ะ”

ครับ กับเรื่องบางเรื่อง ยิ่งรีบก็ยิ่งไม่ถึง ยิ่งตั้งใจก็ยิ่งพลาดเป้า

—–

ผมว่า “คาดหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก

ในโลกธุรกิจเราจึงมี “เป้าหมาย” เพื่อเอาไว้พุ่งชน

ตั้งเป้าให้ชัด จับต้องได้ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน ถ้าทำได้ตามเป้าก็ได้โบนัส ถ้าทำไม่ได้ก็อาจโดนเพ่งเล็ง

วิธีคิดแบบ results-oriented ได้สร้างความก้าวหน้าทางโลกมานักต่อนักแล้ว

แต่ผมไม่มั่นใจว่ามันทำให้เรามีความสุขขึ้นรึเปล่า

ขณะที่ “มุ่งหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันออก

พระท่านบอกว่าหน้าที่ของชาวพุทธคือการ “มุ่ง”สู่นิพพาน แต่ท่านไม่เคยพูดว่า “จงไปคว้านิพพานมาให้ได้ภายในปี 2558”

สิ่งที่ท่านแนะนำ คือให้เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งก็รวมเป็นมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

“มรรค” แปลว่า “ทาง” ดังนั้นการเจริญมรรคก็คือการออกเดินบนเส้นทางที่พาเราไปสู่จุดหมาย

มุ่งหวัง คือ action-oriented คือลงมือทำไปเถอะ ทำเหตุให้ตรง ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ยอมรับมัน เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

—–

ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุข ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังคาดหวังมากเกินไป

ความหวังมีได้ครับ แต่อย่าไป “คาด” มันไว้จนตายตัว กระดุกกระดิกไม่ได้เลย

ขอเพียงแค่เรารู้ว่าเรากำลัง “มุ่ง” ไปถูกทาง

แล้วทุกๆ ก้าวที่เราเดิน จะทำให้เราสมหวังครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote จากหนังสือคุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 92 โดย OSHO

—–

* EDIT 15 JULY: ตอนแรกผมบอกว่าคนที่เล่าเรื่องนี้คือ David Allen แต่คิดไปคิดมา ชักไม่แน่ใจว่าเคยฟัง podcast ของ David Allen รึเปล่าเลยขอละชื่อคนเล่าไว้แทนดีกว่าครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ถุงเท้าร่ำไห้

20150712_CryingSocks

จำได้ว่าเมื่อตอนต้นปี ผมได้เล่าให้ฟังว่ากำลังจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ด้วยการซื้อบ้านใหม่

ตอนนี้เป็นหนี้เรียบร้อยแล้วครับ อยู่ในช่วงรอเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาที่จะมาเติมครัวไทยและส่วนอื่นๆ ภายในบ้าน และหวังว่าพวกเราจะได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้

โจทย์ใหญ่ที่ผมกับแฟนคุยกันมาตลอด ก็คือจะทำอย่างไรให้บ้านหลังใหม่ไม่รก

ต้องขอสารภาพตามตรงว่าบ้านที่อยู่ปัจจุบันรกได้ที่ทีเดียว

สาเหตุหนึ่งเพราะทุกคนในบ้านมีภารกิจทุกวัน และเราก็ไม่มีแม่บ้านมาดูแลทำความสะอาดด้วย ภาระหนักจึงมักตกอยู่กับแม่ของผมในวันที่ไม่ได้ออกไปไหน

เอาเข้าจริง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจะย้ายบ้านมากี่ครั้ง หรือจะมีคนช่วยทำความสะอาดหรือไม่ บ้านผมก็ยังไม่เคยเรียบร้อยเหมือนบ้านคนอื่นเขา

เผอิญใน Quora มีคนพูดถึงหนังสือเรื่อง The Life-Changing Magic of Tidying ที่เขียนโดย Marie Kondo (มาริเอะ คนโด) หญิงสาวชาวญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้ขายไปแล้วถึง 1.5 ล้านเล่ม ผมเลยลองไปซื้อมาอ่าน ตอนนี้อ่านได้เกือบครึ่งเล่มแล้ว

ตอนแรกกะว่า ไว้ผมอ่านจบทั้งเล่ม และได้ลองกับที่บ้านเมื่อไหร่ ก็ว่าจะเอามาเล่าให้ฟัง

แต่เผอิญวันนี้ผมอ่านเจอตอนหนึ่งที่มันโดนใจผมมาก เพราะคุณมาริเอะชี้ให้ผมเห็นถึงมุมมองที่ไม่เคยคิดมาก่อน เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังก่อนเป็นน้ำจิ้ม

เป็นเรื่องการเก็บถุงเท้าครับ

คุณเก็บถุงเท้าด้วยวิธีไหน?

ผมเคยเห็นมาสี่วิธี

1. เอาถุงเท้าสองข้างมาซ้อนกัน ม้วนขึ้นไป แล้วปลิ้นเอาปลายเปิดมาหุ้มถุงเท้าไว้ทั้งหมดจนกลายเป็นลูกบอล

2. เหมือนวิธีข้างบน แต่แทนที่จะใช้ถุงเท้าหุ้ม ก็ใช้หนังยางรัดแทน

3. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แต่ไม่ม้วน แค่ปลิ้นปลายมาหุ้มปลายอีกข้าง (อันนี้แม่บ้านของผมที่นิวซีแลนด์ชอบใช้)

4. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แล้วผูกเงื่อนเหมือนผูกเชือก

พอทำตามข้อใดในสี่ข้อนี้แล้ว เราก็จะเก็บเข้าลิ้นชัก

สิ่งที่แมริเอะบอกก็คือ ห้ามม้วนถุงเท้าเป็นลูกบอลหรือเอาถุงเท้ามาผูกกันเด็ดขาด

เรารู้กันดีว่าวิธีที่หนึ่งนั้นจะมีผลเสียทำให้ยางยืดในถุงเท้าเสื่อมเร็ว

แต่มาริเอะไปไกลยิ่งกว่านั้น

เธอบอกว่าวิธีการเก็บแบบนั้นจะทำให้ถุงเท้าไม่ได้พัก

ถุงเท้าไม่ได้พัก??!!

ใช่ครับ เธอบอกว่า ลองคิดดูสิ เวลาถุงเท้ามันรับใช้เรา มันต้องรับภาระหนักแค่ไหน ต้องทนให้เราเหยียบทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งชื้น ทั้งเหม็น เพื่อปกป้องเท้าที่เรารักไม่ให้โดนรองเท้ากัด

ช่วงเวลาหลังจากถูกซักและมาอยู่ในลิ้นชักของเรานี่แหละ คือช่วงเวลาเดียวที่มันจะได้พักผ่อน หลังจากต้องตรากตรำงานหนัก

แต่แทนที่มันจะได้พักผ่อน เรากลับจับมันมาทำเป็นลูกบอล แล้วก็โยนกองๆ กันไว้ เวลาเราเปิดลิ้นชักที มันก็ต้องกระเด็นกระดอนทุกครั้ง

แล้วถ้ามีถุงเท้าคู่ไหนโชคร้ายดันไปตกอยู่ด้านในสุดของลิ้นชัก กว่าเราจะเจอแล้วหยิบมันมาใส่ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่ายางยืดหมดแล้ว รอเพียงเวลาโดนทิ้งลงถังขยะเท่านั้น

ถ้าถุงเท้ามันพูดได้ มันก็คงตัดพ้อว่า “ทำไมนายทำกับเราแบบนี้?”

ผมงี้อึ้งไปเลย…

ฝรั่งคิดแบบนี้ไม่ได้แน่

แล้วมาริเอะก็สอนวิธีการพับถุงเท้าที่ถูกต้องครับ อธิบายเป็นคำพูดจะงงเสียเปล่าๆ ดูวีดีโอเอาง่ายกว่า


(คนในวีดีโอนี้ไม่ใช่มาริเอะนะครับ ถ้าอยากเห็นหน้าให้ดูวีดีโอนี้แทน)

บ่ายนี้พอดีมีเวลาว่างเลยขอลองซักหน่อย

ผมกับแฟนแชร์ลิ้นชักที่ใส่ถุงเท้าด้วยกัน โดยแฟนเค้าจะซื้อกล่องสีดำจาก Ikea มาเอาไว้ใส่ของอีกที

พอเอากล่องออกมาดูก็อดละอายใจไม่ได้ที่ถุงเท้าของผมไปกินพื้นที่กล่องถุงเท้าของแฟนเกือบหมดเลย

20150712_152914กล่องถุงเท้าผม

20150712_155018กล่องถุงเท้าแฟนที่โดนถุงเท้าผมรุกราน

ว่าแล้วก็ลองพับถุงเท้าด้วยวิธี KonMari (มาจากชื่อผู้เขียนหนังสือ ลองหาคำนี้ใน Youtube ดูครับ ฝรั่งกำลังเห่อวิธีนี้มาก)

ระหว่างที่ทำก็จะเห็นเลยว่า วิธีเก็บถุงเท้าแบบเดิมนั้นทำให้ถุงเท้ามัน “เครียด” และ “ทรมาน” แค่ไหน

20150712_155300

ถุงเท้าบางคู่ ก็ยางยืดและมอมเหลือเกินแล้ว และผมก็ใช้เทคนิค KonMari อีกครั้ง ด้วยการหยิบถุงเท้าขึ้นมาแล้วถามตัวเองว่า “Does it spark joy?” –  เวลาเราสัมผัสและมองถุงเท้าคู่นี้แล้ว มันทำให้เรามีความสุขรึเปล่า?

มาริเอะบอกว่า ถ้าไม่มีความสุขหลงเหลืออยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บมันไว้ ให้ขอบคุณถุงเท้าคู่นั้นที่ได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว และเก็บลงถุงซะ (ส่วนจะเอาไปบริจาคหรือไปทิ้งนั้นก็เป็นเรื่องของเรา)

20150712_163454ถุงเท้าที่ลาจากกันด้วยดี

หลังจากใช้เวลาเกือบชั่วโมง ก็ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ

20150712_162417กล่องถุงเท้าผม

20150712_162406กล่องถุงเท้าแฟน (แถวบนมีถุงเท้าผมแทรกอยู่ด้วย)

20150712_162425

สองกล่องวางคู่กัน

ก็น่าสนใจว่า จะเรียบร้อยอย่างนี้ไปได้ซักกี่น้ำ (ไว้จะมารายงานผล) เพราะใช่ว่าเราจะมีเวลามานั่งทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ

แต่ระหว่างนั่งพับถุงเท้า ผมกลับรู้สึกว่ากิจกรรมนี้สร้างสรรค์กว่าเล่นมือถือเยอะเลย เหมือนเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง แถมเป็นการได้คุยกับตัวเองด้วย

เลยคิดว่าวันธรรมดาเวลากลับถึงบ้าน ก่อนจะเล่นมือถือ ถ้านั่งพับถุงเท้าซักสองสามคู่ก็น่าจะทำได้นี่นะ

อีกสิ่งหนึ่งที่ “ผุด” ขึ้นมาก็คือ รอยยับในถุงเท้า (หรือความรกในบ้านเรา) สุดท้ายแล้วมันก็จะสะท้อนมาเป็นรอยยับในใจเรานี่แหละ เลยยิ่งมีแรงจูงใจที่จะเก็บบ้านให้สะอาดมากขึ้นไปอีก

ผมเอากล่องที่ใส่ถุงเท้า เก็บเข้าลิ้นชัก ส่วนถุงเท้าฟุตบอลคู่ใหญ่ๆ ก็พับครึ่งและม้วนเป็นซูชิโรลวางไว้ด้านนอกกล่อง

ไม่รู้ว่าคุณผู้อ่านรู้สึกเหมือนผมรึเปล่า…

ผมว่าถุงเท้ากำลังยิ้มให้ผมอยู่

20150712_163117

ตาน้ำ

20150707_Fountainhead

A professional writer is an amateur who didn’t quit
นักเขียนมืออาชีพคือนักเขียนสมัครเล่นที่ไม่ล้มเลิกกลางคัน

– Richard Bach

—–

เมื่อคืนนี้ผมนอนดึกเป็นพิเศษ เพราะนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนบล็อก เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

ธรรมดาผมจะมีกฎกับตัวเองว่าจะไม่ใช้คอม/มือถือหลังสี่ทุ่ม เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้นอนหลับไม่สนิทและมีความสุขน้อยลง

แต่เมื่อคืนนี้จำเป็นต้องแหกกฎ เพราะกว่าผมจะเขียนเสร็จก็เกือบห้าทุ่ม ลงไปอาบน้ำแล้วยังขึ้นมาตรวจทานแก้ไขอีกรอบ

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่นใจคือ ผมได้รับ Notification มาจาก WordPress (ซึ่งผมใช้สำหรับโฮสต์บล็อกนี้) ว่าผมเขียนครบ 200 บทความแล้วนะ

—–

อย่างที่เคยเล่าไปในตอนที่เขียนครบ 100 ตอนว่า ผมเพิ่งตั้งใจเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปีนี้เอง

แต่ละตอนผมใชัเวลาประมาณ 30-90 นาทีในการเขียน ยกเว้นบล็อกที่ต้องใช้พลังงานเป็นพิเศษอย่างบล็อกเมื่อคืนนี้ รวมถึงบล็อกงานแต่งงานของผม และ 12 เรื่องสุดเจ๋ง Thomson Reuters ที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง

เวลาที่เขียนคือก่อนเริ่มงานหรือหลังกลับถึงบ้าน โดยบอกตัวเองว่าจะเขียนวันละหนึ่งบทความ

วันละหนึ่งบล็อกเหมือนไม่จะมากอะไร แต่ตอนนี้พอเข้าไปดูในหน้า Archives ที่ยาวเป็นน้ำตกก็น่าชื่นใจไม่น้อย

—–
ใครเคยเห็นตาน้ำบ้างยกมือขึ้น!?

เมื่อซักประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปทัศนศึกษาป่าชุมชน และมีชาวบ้านพาพวกเราเดินไปดูตาน้ำ

อยู่มายี่สิบกว่าปี นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้เห็นตาน้ำ

ผมว่าคนที่เกิดและโตในกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นตาน้ำ

ตาน้ำ ก็คือ “ต้นน้ำ” หรือจุดที่น้ำผุดขึ้นมาจากดินครับ

ลองดูตัวอย่างในคลิปนี้ได้ https://www.youtube.com/watch?v=Sh1wuAuOwFw

น้ำที่ผุดจากดินจะไหลน้อยๆ เอื่อยๆ เบาๆ

ค่อยๆ ก่อให้เกิดแอ่งน้ำ ก่อนจะไหลลงสู่ที่ต่ำจนกลายมาเป็นน้ำตก แม่น้ำ และมหาสมุทร

—–

การเขียนบล็อกจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

เพราะบางวันน้ำแทบไม่ผุดออกมาเลย ต้องเค้น ต้องเขียนแล้วลบ-เขียนแล้วลบ อยู่หลายรอบ

แต่ตราบใดที่เรายังคิดวันละนิด เขียนวันละหน่อย และไม่หยุดเขียน

ผมก็เชื่อว่าธารแห่งความคิดนี้จะกลายเป็นน้ำตกให้ใครหลายคนที่ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตครับ

—-

ขอบคุณภาพ น้ำตกเอราวัณ จาก Wikipedia

เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

20150706_WongnaiWeFit

“ผมว่าผมเป็น CEO ที่อ้วนที่สุดในวงการแล้วพี่”

นี่คือคำตอบของยอดตอนที่ผมถามเขาว่าทำไมถึงอยากลดน้ำหนัก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักว่ายอดเป็นใคร

ยอด ชินสุภัคกุล คือ CEO และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wongnai (วงใน) ครับ

“วงใน” คือเว็บไซต์และแอพบนมือถือที่ช่วยตอบคำถามคลาสสิคของคนไทยว่า “กินอะไรดี” ด้วยการรวบรวมข้อมูลร้านอาหารตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อให้เราหาร้านอร่อยๆ ทานกันได้ง่ายๆ

ที่รู้ว่ามันอร่อย เพราะว่าคนที่เคยไปทานมาแล้วเขาเขียนรีวิวแบ่งปันเอาไว้ โดยไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเขียนรีวิวได้ ลองดูตัวอย่างได้ที่นี่

ถ้ายังไม่เห็นภาพก็ลองเข้าไปดูในเว็บ wongnai.com หรือดาวน์โหลดแอพสำหรับ iPhone / Android / Windows Phone ได้ครับ

—–
ที่มาที่ไป Wongnai WeFit

ผมกับยอดรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ทอมสันรอยเตอร์ โดยยอดเป็นคนรับผมเข้าทีม Support และเป็นหัวหน้าของผมอยู่สามปีก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อโทที่เมืองนอก

พอยอดเรียนจบก็คิดจะทำวงใน และผมเองก็เข้าไปมีส่วนช่วยตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ แล้วแต่จังหวะและทักษะจะเอื้ออำนวย

เมื่อปลายเดือนมกราคมปีนี้ ยอดก็บอกกับผมว่าเขาอยากจะทำโครงการ Wongnai WeFit โดยจะชวนพนักงานของวงในมาออกกำลังกายและลดน้ำหนักร่วมกัน

และยอดอยากให้ผมช่วยไปเป็นโค้ช!

ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเป็นโค้ชลดน้ำหนักให้กับใคร เพราะไม่ได้โดดเด่นด้านกีฬาเป็นพิเศษ

แต่ยอดคงเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ผมรู้ วิธีการสื่อสาร และความอาวุโสกว่า (เพียงเล็กน้อย!) ของผม ก็น่าจะทำให้ผมเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้

โปรเจ็คนี้ถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง เพราะคิดถึงวงในก็ต้องคิดถึงเรื่องอาหาร พนักงานหลายคน (รวมถึงยอดด้วย) มีความจำเป็นต้องออกไปชิมอาหารหรือไปเป็นกรรมการตัดสินอาหารอร่อยๆแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักย่อมมีอุปสรรคมากกว่าคนทั่วไป

แต่ยิ่งท้าทายก็ยิ่งน่าสนุก!

—–

เหตุผลที่เข้าร่วมโครงการ

มีพนักงานสมัครเข้าโครงการ Wongnai WeFit ทั้งสิ้น 15 คน เป็นชาย 6 หญิง 9 และในจำนวนนี้มีหนึ่งคนที่อยากจะเพิ่มน้ำหนักเพราะกินยังไงก็ไม่อ้วน

ผมเข้าไปคุยที่ออฟฟิศวงในเพื่อถามไถ่ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้แต่ละคนอยากลดน้ำหนัก

นี่คือตัวอย่างครับ

  • ตรวจสุขภาพแล้ว Indicator เกินเกือบทุกตัว
  • เป็น CEO ที่อ้วนสุดในวงการ แสดงถึงความไม่มีระเบียบวินัย
  • แต่ก่อนเคยพยายามลดแล้วก็ไม่สำเร็จ
  • อยากสวย อยากดูดี อยากลดพุง
  • แฟนด่า / โดนกดดันจากคนรอบข้าง
  • เคยผอมมาก่อน อยากกลับไปหนักเท่าเดิม
  • อยากมีเงินเก็บเพราะใช้เงินกับการกินเยอะเกินไป

—–

แนวทาง

เมื่อคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็ร่างยุทธวิธีและส่งเมล์หาผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนดังนี้

Wongnai WeFit คือโครงการที่พนักงานวงใน 15 ชีวิตจะทำร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 12 สัปดาห์ (28 ม.ค. – 22 เม.ย) เพื่อลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โดยผู้เข้าร่วมทุกคนตกลงใจว่าจะออกกำลังกายทุกวันและทานมื้อเย็นให้น้อยลง

เป้าหมายคือลดน้ำหนักรวมกันให้ได้ 40 กิโล (ตกคนละ 3 กิโล)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้การออกกำลังกายและทานอาหารให้พอดีกลายเป็นอุปนิสัยของเรา เพื่อให้มันติดตัวเราไปโดยตลอดแม้จะจบ Wongnai WeFit ไปแล้วก็ตาม

ซึ่งจะทำได้โดย

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายและลดการกินอาหารเกินความจำเป็น
a. เอากางเกงขาสั้นและรองเท้าออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ
b. เอาขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในลิ้นชักหรืออยู่บนโต๊ะไปวางไว้ในที่ๆ หยิบยากๆ
c. เอาน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในตู้น้ำตรงทางเข้าออฟฟิศ
d. เอาเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ -> เดี๋ยวยอดจะไปซื้อมาวางไว้ให้ชั้นละหนึ่งตัว
e. ซื้อผลไม้แบบเก็บได้นานๆ และกินง่ายๆ มาไว้ทานเผื่อหิวตอนเย็น เช่นแอปเปิ้ล เงาะ ส้ม

2. หาบั๊ดดี้ เพื่อ make sure ว่าบั๊ดดี้ของตัวเองได้ออกกำลังกายแล้วในวันนี้ (อาจจะนัดไปพร้อมกันเลยก็ได้)

3. ตั้งเป้าให้ง่ายที่สุด – Set a goal that’s so easy it is impossible to fail. ยกตัวอย่างเช่น ปั่นจักรยานให้ได้วันละ 2 นาที หรือตักข้าวออกไปสองช้อนก่อนเริ่มกินมื้อเย็น

4. รายงานผล – เมื่อวิ่งหรือปั่นจักรยานได้ตามเป้าแล้ว มารายงานตัวที่ Wongnai We Fit Daily Journal

5. ทำให้ได้ทุกวัน – อันนี้สำคัญมากๆ ช่วงหนึ่งเดือนแรก การออกกำลังกายวันละ 2 นาทีให้ได้ทุกวัน ยังดีกว่าออกวันละ 15 นาทีแบบวันเว้นวัน

6. ค่อยเป็นค่อยไป เราใช้เวลาตั้งหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะอ้วนได้เท่านี้ ดังนั้นตอนจะลดก็ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกัน ถ้ารีบไปกว่านั้นมันจะผิดธรรมชาติ และโอกาส “แพ้” สูง

7. หนึ่งสัปดาห์ค่อยว่ากัน อย่าเปลี่ยนเป้าหมายระหว่างสัปดาห์ ให้เราทำตามเป้าติดต่อกันให้ได้หนึ่งสัปดาห์แล้วค่อยเปลี่ยนเป้าให้มันยากขึ้นอีกนิดนึง ด้วยวิธีนี้ การออกกำลังกายจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป ถ้าเราใจร้อนแล้วออกกำลังกายจนเหนื่อยเกินไป จิตใต้สำนึกจะบันทึกมันเป็นความเจ็บปวด แล้วจะหลอกล่อให้เราไม่อยากกลับมาออกกำลังกายอีก

8. อย่าเปรียบเทียบ ในช่วงหนี่งเดือนแรกยังไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นเขาจะออกกำลังเยอะแค่ไหน สิ่งเดียวที่เราควรใส่ใจคือสร้างนิสัยใหม่ ส่วนเรื่องลดน้ำหนักค่อยมาดูช่วงสองเดือนสุดท้าย

9. อยู่บ้านก็ทำได้ เช่นกระโดดตบ ซิทอัพ ชกลม เล่นฮูล่าฮูป หรือลองกูเกิ้ล 2 minute workout ก็ได้ เช่น http://neilarey.com/workouts/2minute-workout.html

—–

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • คนสมัยก่อนๆ ที่ยังต้องออกล่าสัตว์ ไม่ได้กินอาหารครบสามมื้อเหมือนอย่างทุกวันนี้ ร่างกายมนุษย์จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินอิ่มตลอดเวลาอย่างในยุคปัจจุบัน
  • อย่าเกลียดหรือกลัวความหิว เพราะเวลาเราหิว ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วยยีนที่ชื่อ เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมา ทำให้เราคงความหนุ่มสาวเอาไว้ ดังนั้นการปล่อยให้ท้องหิวบ้างจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น หน้าเด็กลง และอายุยืนขึ้น
  • ไม่ต้องกลัวว่าปล่อยให้ท้องร้องแล้วจะเป็นโรคกระเพาะ เพราะแท้จริงแล้วโรคกระเพาะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 
  • ตอนแรกแม้แต่คุณหมอส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าโรคกระเพาะเกิดจากแบคทีเรีย แต่สุดท้ายคนที่พิสูจน์และนำเสนอทฤษฏีนี้ก็ได้รับรางวัลโนเบลไปเรียบร้อยแล้ว
  • จากการทดลองกับสัตว์ทุกชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า
  • ถ้าเรามีเงิน 1 ล้านบาท แล้วไปลงทุนที่ผลตอบแทน 15% ต่อปี ภายใน 5 ปี เราจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่คุณมีอายุยืนยาวขึ้นก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรวยมากขึ้นด้วย
  • ดร.สนอง วรอุไร ทานอาหารวันละแค่มื้อเดียวมาหลายสิบปีแล้ว โดยท่านถือว่าอาหารก็คือซากศพ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ตายแล้วหรือพืชที่ตายแล้ว ดังนั้นไม่ควรจะเก็บซากศพไว้ในร่างกายของเราเกินความจำเป็น
  • ขนาดสิงโตเวลาเห็นกระต่ายเดินผ่าน หากมันอิ่มแล้ว มันก็ไม่กิน แต่ถ้าเราอิ่มแล้วยังกิน การกระทำเราแย่กว่าสัตว์ซะอีก!
  • การลดอาหาร แทนที่จะคำนวณแคลอรี่ อาจจะใช้วิธี ลดปริมาณ แทนก็ได้ เช่น กินของอย่างเดิม แต่ใช้จานที่เล็กลง คือใช้หลักการ กับข้าว 1 จานเล็ก คือกินกับข้าวอะไรก็ได้ ที่อยู่ในจานเล็กๆที่เรากำหนดว่ามันน้อยกว่าปกติที่เรากิน และห้ามเติมแล้ว
  • ช่วงที่ลดปริมาณอาหาร ให้ดีก็ควรจะลดขนาดที่เขาตักมาให้ (เช่นขอข้าวน้อยๆ หน่อย) แต่ถ้าทำไม่ได้ กินเหลือแล้วรู้สึกเสียดาย ก็ให้อุทิศให้กับสัมภเวสีซะ (เราได้บุญ เขาได้อิ่ม)
  • ถ้าไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น ก็ยังมีเหตุผลทางการเงินอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ดูดีจะได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีหรือบุคลิกแย่ถ้าเราผอมลง สุขภาพแข็งแรง หน้าตาก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียดายตังค์ที่กินอาหารเหลือ เพราะตอนที่เราดูดีและมีความมั่นใจในตัวเอง เราจะได้เงินกลับมาเกินคุ้ม
  • ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพเราตอนนี้ ตอนแก่ๆ จะเสียตังค์ค่าหมออีกเยอะเลย
  • การที่เรากินตามใจปาก นอกจากจะทำให้กระเพาะและร่างกายใหญ่ขึ้นแล้ว ยังทำให้กิเลสใหญ่ขึ้นด้วย ยี่งกิเลสเยอะ ยิ่งมีความสุขยาก ยิ่งเราตามใจปาก ความสุขของเราก็จะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

—–

อุปกรณ์ที่ทางวงในจัดเตรียมไว้ให้

  • มีเครื่องชั่งน้ำหนักหน้าห้องประชุมของชาว Wongnai WeFit
  • ยอดซื้อจักรยานและเครื่องเดินมาวางไว้ที่ออฟฟิศ
  • มีไฟล์ Google Sheets ที่เอาไว้ให้ทุกคนจนบันทึกน้ำหนักและสิ่งที่ตัวเองกินในแต่ละวัน

—–

วิธีการของแต่ละคน

ทุกๆ สองสัปดาห์ผมจะเข้าไปที่ออฟฟิศวงในเพื่อพูดคุยถามไถ่ถึงความก้าวหน้าและอุปสรรคที่น้องๆ พบเจอ โดยมีป่าน ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งมาร่วมกันให้คำปรึกษาแก่น้องๆ

วิธีการออกกำลังกายของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เช่น

  • เล่นฮูล่าฮูปไป ดูทีวีไป
  • ลงเรียนคลาสเต้นอาทิตย์ละสองว้น
  • เล่นโยคะ
  • โดดเชือก / ปั่นจักรยาน
  • วิดพื้น
  • กระโดดตบทุกวัน วันละ 300 ครั้ง โดยไม่เปิดพัดลม
  • เดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ / ที่หอ

การปรับพฤติกรรมการกิน

  • หลีกเลี่ยงขนมหวานและน้ำหวาน
  • ทำสลัดไว้กินก่อนหกโมงเย็น
  • กินผักให้มากขึ้น
  • กินแป้งน้อยลง
  • กินน้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลัก

สิ่งอื่นๆ ที่ทำ

  • เสพคนหุ่นดีๆ (ดูคนหุ่นดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจ)
  • ชั่งน้ำหนักทุกวัน
  • ใช้ Jawbones เตือนเรื่องการกิน

—–

อุปสรรคและวิธีการรับมือ

แน่นอน การลดน้ำหนักย่อมต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว และนี่คือปัญหาที่หลายๆ คนเจอ และวิธีการที่ผู้ร่วมโครงการแนะนำให้กัน

คนในครอบครัวไม่เห็นความสำคัญ ทำให้บางทีแม่เตรียมอาหารไว้เยอะ ไม่กินก็กลัวจะเสียใจ วิธีแก้ก็คือบอกสิ่งที่เรากำลังทำให้พวกเขารู้ และขอความร่วมมือและความเข้าใจในช่วงสองสามเดือนนี้

เสาร์-อาทิตย์น้ำหนักมักจะขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่นเพื่อนชวนไปกินบุฟเฟ่ต์ วิธีรับมือก็คือเราต้องใจแข็งปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ อาจจะตามไปเจอกันทีหลังแต่ควรจะหลีกเลี่ยงบุฟเฟ่ต์ให้มากที่สุด

ถ่ายงาน (ที่ต้องชิมอาหารเยอะ) ถ้ากินไม่หมดก็กลัวเสียมารยาท – เรื่องนี้ถ้าแค่เราเอ่ยปากว่า ขอโทษนะคะช่วงนี้กำลังเข้าโครงการลดน้ำหนักที่บริษัทอยู่ ทำให้ต้องควบคุมปริมาณอาหาร เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจ

ข้อเท้าพลิกเลยออกกำลังกายไม่ได้ – อันนี้โชคร้ายหน่อย แต่เราก็ยังสามารถคุมอาหารได้

ถ้าไม่กินข้าวเย็น จะหิวตอนดึกๆ จนบางทีตะบะแตกกินเยอะไปเลย – ควรจะกินช่วงเย็นๆ รองท้องไว้บ้าง ตอนค่ำจะได้ไม่หิวจนตาลายและขาดสติ

นอนดึก ตื่นสาย ไม่มีเวลากินข้าวเช้า ทำให้กินหนักตอนเที่ยงและตอนเย็น – ดูทีวี/ดูซีรี่ส์/เล่นคอม/เล่นมือถือให้น้อยลง เข้านอนให้เร็วขึ้น

ถ้าช่วงไหนงานเยอะ ก็จะไม่มีเวลาออกกำลังกายที่ออฟฟิศ – จริงๆ การออกกำลังกายถือเป็นการพักเบรกที่ดีอย่างหนึ่ง ผมไม่เชื่อว่าเราจะยุ่งจนไม่มีแม้แต่เวลาจะออกกำลังกายซัก 5 นาที – If you really want to do something, you will find a way. If you don’t, you will find an excuse.

ไม่อยากออกกำลังกายที่ออฟฟิศเพราะกลัวจะมีกลิ่นตัว – จริงๆ ก็ออกกำลังกายตอนเย็นได้ แล้วกลิ่นตัวเราคงไม่ได้แรงขนาดนั้น ถ้าใช้ที่ดับกลิ่นซักหน่อยก็น่าจะโอเคแล้ว แต่ก็เข้าใจว่าสำหรับผู้หญิงนี่อาจเป็นเรื่องใหญ่ หลังจบโครงการยอดเลยสร้างห้องอาบน้ำในออฟฟิศซะเลย

ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ น้ัำหนักเลยไม่ค่อยลดเท่าไหร่ – ผมเลยลองใช้วิธีวางเดิมพันว่า อีกสองสัปดาห์ใครลดไม่ได้ตามเป้าจ่าย 100 บาท ปรากฎว่าทุกคนมีแรงจูงใจขึ้นมาทันที

ช่วงสงกรานต์ไปเที่ยว กินกันอย่างเมามันส์ น้ำหนักขึ้นจนน่าละอาย – เป็นสิ่งคาดได้ว่าจะต้องเจอกันอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ขึ้นได้ก็ต้องลดได้

—–
ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จะเห็นได้ชัดมากในบรรดาเหล่าผู้ชายเพราะออกกำลังกายกันจริงจัง โดยเฉพาะคนที่อ้วนที่สุดสามคน ลดกันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 6 กิโล

โดยเฉพาะยอดที่ลดไปถึง 12.5 กิโล จาก 92.5 เหลือ 80 กิโลตามเป้าที่ตั้งไว้ แม้กว่าจะทำได้ก็ล่วงเลยไปถึงเดือนพฤษภาคมแล้ว

ส่วนผู้หญิง น้ำหนักลดลงเฉลี่ยคนละครึ่งกิโล อาจจะเพราะว่าน้องๆ เค้าไม่ได้อ้วนอะไรมากมาย

สรุปโครงการนี้ลดกันไปได้รวมทั้งสิ้น 35.2 กิโล (จากเป้าหมายเดิม 40 กิโล) ซึ่งถือได้ว่าน่าพอใจ เพราะมีสองคนที่ถอนตัวไประหว่างทาง

เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นได้แก่

  • น้ำหนักลดลง (ก็ควรจะนะ!)
  • เวลาลงรูปในเฟซบุ๊ค เพื่อนๆ ทักว่าผอมลง
  • กลับมาใส่กางเกงสมัยเรียนได้อีกครัั้ง
  • แม้บางทีจะกินข้าวเย็น น้ำหนักก็ไม่ขึ้นแล้ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กินอาหารเป็นมื้อมากขึ้น
  • กินข้าวเย็นน้อยลงหรือไม่กินเลย
  • รู้สึกอิ่มง่ายขึ้น (กระเพาะเล็กลง)
  • เลิกกินขนมไปเลย (แต่ยังกินเบียร์อยู่)
  • เลิกทานชานมไข่มุกไปเลย ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย

—–

สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จาก Wongnai WeFit

  • การลดน้ำหนักมี “ความลับ” แค่สองข้อ คือลดอาหาร กับออกกำลังกาย
  • ทั้งสองอย่างนี้เรามีอำนาจควบคุมเต็มที่
  • ครอบครัวและเพื่อนอาจเป็นอุปสรรรค แต่อุปสรรคหลักคือตัวเอง
  • การวางเดิมพัน อาจเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี
  • ถ้าเราต้้งใจจนเห็นผลที่คนสังเกตได้ คำชมของคน และความหลวมขึ้นของเสื้อผ้าจะเป็นแรงผลักดันให้เราตั้งใจลดน้ำหนักต่อไป
  • เมื่อลดกิโลแรกได้ ก็จะมีความมั่นใจแล้วว่า กิโลถัดไปก็ลดได้

—-

ขอบคุณยอด และน้องๆ พนักงานวงในที่มาร่วมกิจกรรม Wongnai WeFit นะครับ

นอกจากความสุขที่ได้จากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว เราทุกคนยังได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของตัวเองอีกด้วย

เพราะสุดท้ายแล้ว Wongnai WeFit ไม่ใช่เรื่องการลดน้ำหนัก

แต่มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีสมอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเราในระยะยาวครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กฎสองนาที

 

20150705_NowAndLater

สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้”
คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว
แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
– ประภาส ชลศรานนท์

ช่วงนี้ผมพยายามเตือนตัวเองให้ใช้กฎ “สองนาที” อยู่บ่อยๆ

กฎข้อนี้มาจากของ David Allen ผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ productivity ที่ดังมากๆ ในอเมริกา

กฎสองนาทีที่ว่าก็คือ ถ้าอะไรใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ก็ทำมันไปเลย

เช่นตอนค่ำกลับมาถึงบ้าน กินน้ำผลไม้เสร็จแล้ว แทนที่จะแช่แก้วน้ำไว้ค้างคืน ก็ล้างมันซะเลย

หรืออย่างเมื่อเช้านี้ผมยกตะกร้าผ้าลงมาข้างล่างเพื่อเอาเสื้อผ้าไปส่งซัก พอเดินถือตะกร้าเปล่ากลับมา ผมก็มีทางเลือกว่าจะวางตะกร้าไว้ข้างล่างก่อนเพื่อจะเดินไปกินข้าวในครัว หรือจะเอาตะกร้าผ้าขึ้นไปเก็บที่ห้องก่อนแล้วค่อยลงมากินข้าว

ธรรมดาผมจะเลือกอย่างแรกเพราะขี้เกียจเดินขึ้น-เดินลง แต่คราวนี้พอรู้ว่าการเอาของขึ้นไปเก็บก่อนใช้เวลาไม่เกินสองนาที ผมก็เลยเอาตะกร้าขึ้นไปเก็บเลยแล้วค่อยเดินลงมาทานข้าว อาจจะเสียแรงเพิ่มซักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

การใช้กฎสองนาทีนี้มีข้อดีอยู่สองอย่าง

1. ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะถ้าใช้เวลาน้อยกว่าสองนาทีก็ทำไปเลย ยังไงก็ไม่ได้เสียแรงเสียเวลาอะไรอยู่แล้ว

2. ป้องกันดินพอกหางหมู ลองมองดูรอบๆ ก็ได้ว่าที่ห้องเรารกหรือที่บ้านเรามีของอยู่ผิดที่ผิดทาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เราบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” แทบทั้งนั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วถ้าเราตัดสินใจเก็บมันให้ถูกที่ซะตั้งแต่แรกก็คงไม่รกขนาดนี้


จะว่าไปพ่อของผมเองก็เหมือนจะใช้กฎนี้เช่นกัน (แม้อาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม)

เวลาใครมาปรึกษาเรื่องอะไร ถ้าพ่อรู้สึกว่าน่าจะมีเพื่อนคนไหนช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ ก็จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาคนคนนั้นทันที จนคนที่มาปรึกษาก็ประทับใจระคนแปลกใจว่าอะไรจะ take action กันรวดเร็วปานนั้น

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวิธีที่ถูก เพราะโดยทั่วไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอก่อน แต่ที่เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำอะไรทันที ก็เพราะว่าลึกๆ เราอาจจะกลัวอะไรบางอย่าง (ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไร) ก็เลยผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี


บล็อกเกอร์ชื่อ James Clear ได้นำกฎสองนาทีนี้ไปต่อยอด ด้วยการบอกว่า ถ้าเราจะเริ่มนิสัยอะไรใหม่ๆ ก็ควรจะเป็นนิสัยที่ทำได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น

อยากสุขภาพดีขึ้น ก็กินผลไม้ซักหนึ่งลูก
อยากจะเขียนเก่งขึ้น ลองเขียนอะไรก็ได้ซักหนึ่งประโยค
อยากจะอ่านหนังสือมากกว่านี้ ก็อ่านหนังสือซักหนึ่งหน้า
อยากจะฝึกสมาธิ ก็ลองนั่งดูลมหายใจเข้าออกซัก 10 ครั้ง

ทั้งสี่อย่างนี้ล้วนแต่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีทั้งนั้น และพอเราเริ่มทำมันบ่อยครั้งเข้า เราก็จะสามารถเอาชนะแรงเฉื่อยที่เคยฉุดเราไว้ และทำสิ่งๆ นั้นได้นานขึ้นเรื่อยๆ

ข้อดีที่สุดของกฎสองนาที ก็คือมันบังคับให้เราทำหลายๆ เรื่อง “เดี๋ยวนี้” โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อแก้ตัว

เมื่อลองทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ผมใช้ทัศนคติแบบ “เดี๋ยวก่อน” เอาไว้หลายเรื่อง ทำให้เสียโอกาสไปไม่รู้เท่าไหร่

ตอนนี้เลยต้องหัดใช้ชีวิตแบบ “เดี๋ยวนี้” ให้มากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก
มีเพื่อนเป็นภูเขา โดยประภาส ชลศรานนท์
Getting Things Done by David Allen
How to Stop Procrastinating by Using the “2-Minute Rule” by James Clear

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives
อ่านตอนใหม่ๆ ได้ที่เพจ  Anontawong’s Musings
Download eBook – เกิดใหม่