วินัยไม่สำคัญเท่านิสัย

นักเขียนหลายคนมักจะหยิบประโยคทองของ อีเลียด คิปโชเก้ (Eliud Kipchoge) นักวิ่งมาราธอนเบอร์ 1 ของโลกที่เคยกล่าวไว้ว่า

“Only the disciplined ones in life are free. If you are undisciplined, you are a slave to your moods and your passions.”

มีแต่คนที่มีวินัยเท่านั้นที่จะมีอิสรภาพอย่างแท้จริง ถ้าเราไม่มีวินัยเราจะเป็นเพียงทาสของอารมณ์และกิเลส

เป็นมุมมองที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจได้ แต่ก็อาจไม่เวิร์คสำหรับบางคนที่มองว่าตัวเองช่างไม่มีวินัยเอาเสียเลย

ถ้ารู้ว่าตัวเองจิตไม่แข็งพอที่จะลุกออกจากเตียงตี 5 ทุกเช้าเพื่อออกไปวิ่งก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ควรวัดตัวเองด้วยมาตรฐานของนักวิ่งมาราธอนอยู่แล้ว

สิ่งที่เราควรโฟกัสมากกว่าการสร้างวินัย คือการสร้างนิสัยที่ดี

เมื่อเรามีนิสัยที่ดี การมีวินัยก็จะไม่ค่อยจำเป็น เพราะนิสัยเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องข่มจิตหรือฝืนตัวเอง

คนชอบพูดว่าถ้าอยากสร้างนิสัยเรื่องใดให้ทำสิ่งนั้นติดต่อกัน 21 วัน แต่เลข 21 วันนั้นไม่ได้มีผลงานวิจัยรองรับที่แข็งแรงพอ

ตัวเลขที่ดูน่าเชื่อถือมากกว่าคือประมาณ 2 เดือนครับ

โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2009 ใน European Journal of Social Psychology ที่ทำการทดสอบกับอาสาสมัคร 96 คนเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เพื่อดูว่านิสัยบางอย่างจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติภายในเวลากี่วัน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกว้างมาก คือประมาณ 18 ถึง 254 วัน แต่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 66 วัน: How are habits formed: Modelling habit formation in the real world

อีกงานวิจัยหนึ่งที่ใหม่กว่านั้น ตีพิมพ์ในปี 2021 ใน British Journal of Health Psychology บอกว่าใช้เวลา 59 วัน: Habit formation following routine-based versus time-based cue planning: A randomized controlled trial

หลักการในการสร้างนิสัย หลายคนคงเคยได้อ่านใน Atomic Habits ของ James Clear แล้วว่า – make it obvious, make it attractive, make it easy นั่นคือเริ่มทำอะไรที่มันง่ายๆ ไม่ต้องออกแรงเยอะและเรารู้สึกดีกับมัน

ส่วนในหนังสือ Tiny Habits ของ BJ Fogg ก็สอนว่าหากอยากสร้างนิสัยใหม่ ก็แค่ตั้งกฎให้ตัวเองว่า When I …., I will ….

เช่นตัวผู้เขียนเองก็ตั้งกฎว่า When I go to the bathroom, I will do two push-ups ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ จะวิดพื้นสองครั้ง

ผมเองก็สร้างนิสัยง่ายๆ ว่า เวลาเปิด laptop ขึ้นมาตอนเช้า ผมจะเขียนไดอารี่ก่อน หรือก่อนจะอาบน้ำ ผมจะวิดพื้นก่อน เป็นต้น

เมื่อเราสร้างนิสัยที่ดี ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่ารีบร้อน เพราะรีบแล้วจะพลาด ให้ระลึกไว้เสมอว่า good things take time และเราควรให้เวลาตัวเองอย่างน้อย 2 เดือน

เมื่อมีนิสัยที่ดี ก็ไม่จำเป็นต้องโบยตีตัวเองมากนัก

เพราะวินัยไม่สำคัญเท่านิสัยครับ

แม้จะเป็นวันหยุดเราก็ควรเขียน To Do List

เปล่าเลย ผมไม่ได้ต้องการชวนให้ทุกคนต้อง productive กันตลอดเวลา

เพียงแต่การเขียน to do list ช่วยให้เราใช้วันว่างอย่างมีเจตนา

สิ่งที่อยู่บน to do list ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องงานหรือเรื่องมีสาระก็ได้ ขอแค่มันเป็นเรื่องที่เราอยากทำหรือตั้งใจว่าจะทำก็พอ

เพราะหากเราตื่นมาในวันหยุดแบบไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ แต่ละชั่วโมงจะผ่านไปแบบเบื่อๆ อยากๆ เวลาของเราจะถูกยึดครองจากสองสิ่ง หนึ่งคือคนรอบกาย สองคือจออุปกรณ์ เผลอแป๊บเดียวก็ตกเย็น และเราอาจรู้สึกสลดใจอยู่ลึกๆ ว่าชีวิตเราเหลือน้อยลงไปอีกหนึ่งวันโดยที่เราไม่ได้มี agenda เป็นของตัวเองเลย

การเขียน to do list สัก 2-3 อย่าง จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และหากเราทำมันเสร็จแม้เพียงหนึ่งหรือสองข้อ ก็เพียงพอให้เรารู้สึกว่าวันนี้ไม่ได้ผ่านไปโดยสูญเปล่าครับ

อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง

ใครที่อายุเกิน 40 น่าจะเคยเล่นเกม Contra บนเครื่อง Famicom

เกมคอนทรามีสูตรที่กดแล้วสามารถเพิ่มชีวิตจาก 3 เป็น 30 ชีวิตได้

สูตรที่ว่าก็คือ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา B A Select Start”

ถ้าเรากดสูตรติด เกมคอนทราจะเล่นง่ายขึ้นเยอะ


บทความวันนี้เป็นการรวบยอดเนื้อหาบางส่วนจากสองตอนล่าสุด:- “คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์” กับ “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

สำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์ หรืออยากเติบโตในหน้าที่การงาน ทางหนึ่งที่ใช้แล้วได้ผล คือเราต้องทำเกินหน้าที่

มันคือการทำให้สูงกว่า Job Level และเงินเดือนที่เราได้รับในปัจจุบัน

เมื่อเราเป็นจูเนียร์ แต่คิดและทำแบบซีเนียร์ โอกาสก้าวหน้าย่อมเปิดกว้าง

แถมหลักการนี้ยังใช้ได้กับพนักงานทุกระดับ ถ้าเราเป็น Team Leader แต่สามารถคิดและทำ one level above ได้ เราก็มีโอกาสขึ้นเป็น Manager

สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือการทำงานแบบ one level below คือเป็นซีเนียร์แล้วแต่ยังคิดและทำแบบจูเนียร์

เมื่อคิดและทำต่ำกว่าเงินเดือน นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังมีความเสี่ยง

เพราะเมื่อคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดมา คนกลุ่มนี้มีโอกาส “ปลิว” สูงมาก


หนึ่งในบทเรียนที่ผมได้จากการทำ mentoring กับพี่อ้นในโครงการ IMET MAX ก็คือ “Live one level below what you can afford.” – จงใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ

เมื่อเรา live one level below เราจะมีความสุขเพราะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

สมัยนี้เงินไหลออกจากกระเป๋าง่ายดายกว่าเดิม แม้ไม่คิดจะซื้ออะไรเพิ่มแต่ฟีดโซเชียลก็เหมือนรู้ใจและคอยส่งอะไรมายั่วกิเลสตลอด เพื่อนๆ ในโซเชียลก็ชีวิตดี๊ดีจนเราอดเปรียบเทียบไม่ได้ เมื่อความอยากบังเกิดแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ครั้งเงินก็หลุดลอยไป

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะใช้เงินเกินตัว

ถ้าเราไม่ออกแบบชีวิตให้ดี เราจะเผลอ live one level above อย่างง่ายดาย และเราจะทุกข์ใจกับปัญหาการเงินไปตลอด

Morgan Housel เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Saving is the gap between your ego and your income.”

เงินเก็บของเราคือช่องว่างระหว่างรายรับและอัตตา


เมื่อรวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน จึงได้สูตรในการใช้ชีวิต

“อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะทางการเงิน ทำให้สูงกว่าฐานะทางการงาน”

เรียกย่อๆ ว่า “อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

เมื่อก้าวเข้าสู่วงจรนี้ รายได้ของเราจะวิ่งไปเร็วกว่ารายจ่าย ช่องว่างระหว่างอัตตากับรายรับจะขยายและกลายเป็นเงินเก็บที่พอกพูน เราจะไม่ค่อยเครียดเรื่องเงินเพราะมีพอใช้ตลอดเวลา และเราจะก้าวสู่อนาคตที่มีอิสรภาพอย่างมั่นคง

“อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

สั้นกว่าสูตรคอนทรา แต่กดยากกว่าหลายเท่า

แต่ถ้ากดติด เกมชีวิตจะเล่นง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ

เขียน To Do List ลงกระดาษด้วยลายมือบรรจง

เทคนิคหนึ่งที่ผมเริ่มทำในช่วงปิดสงกรานต์ คือการกลับมาเขียน To Do List

จริงๆ แล้ววันหยุดไม่ต้องเขียน To Do List ก็ได้ เพราะไม่มีอะไรให้ทำมากขนาดนั้น แต่เมื่อทำแล้วพบว่ามีประโยชน์ เลยอยากมาเล่าให้ฟัง

“เขียน To Do List ลงกระดาษด้วยลายมือบรรจง” มีสามองค์ประกอบ

1. เขียน To Do List – เป็นการสร้างเจตนาและจุดมุ่งหมายว่าวันนี้ – หรือ 10 นาทีต่อจากนี้ – เราจะทำอะไรบ้าง มันช่วยให้เรามีทิศทางที่เราจะมุ่งไป เป็นเหมือน GPS ที่ช่วยให้เราไม่หลงไปกับ distractions ต่างๆ

2. ลงกระดาษ – หลายคนใช้ To Do List app หรือจดลงคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีประโยชน์ตรงที่เรา capture ทุกอย่างที่เข้ามาในหัวได้ (ตามแบบฉบับ Getting Things Done ของ David Allen) แต่ผมค้นพบว่าการเขียนลงกระดาษอีกครั้งช่วยให้สิ่งที่เราจะทำมันจับต้องได้มากกว่า และมีปริมาณที่สมเหตุสมผลมากกว่า เพราะกระดาษนั้นมีพื้นที่จำกัด ไม่เหมือน application ที่เขียนอะไรได้ไม่จำกัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับ finitude ในตัวเรา

3. ด้วยลายมือบรรจง – ผมเป็นคนลายมือหวัดเป็นทุนเดิม เวลาเขียน To Do List ความคิดมักจะโลดแล่นเลยทำให้เขียนแต่ละเรื่องแบบเร็วๆ และอ่านยาก แต่ผมค้นพบว่าการเขียนแต่ละข้อให้ช้าลง มี verb+object ชัดเจน ด้วยความตั้งใจและให้อ่านง่าย มันสร้างความ “หนักแน่น” และ “รอบคอบ” ให้กับสิ่งที่เราจะทำ ซึ่งส่งผลให้ตอนลงมือทำจริงนั้นหนักแน่นและรอบคอบตามไปด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า How you do anything is how you do everything.

วันนี้วันแรกของการกลับมาทำงานของหลายคน

ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีสติตลอดวันครับ

หาความรู้แบบสล็อตแมชชีน

ผมมักจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เวลาเราหยิบมือถือขึ้นมา เรากำลังมองหาอะไร

แน่นอนว่าบางครั้งก็มีจุดหมายแน่ชัด คือเอาไว้สื่อสารและทำงาน

แต่หลายครั้งเราทำไปเพราะความเคยชิน หรือเพราะคนรอบตัวเล่นมือถือ เราก็เลยต้องหยิบขึ้นมาเล่นบ้างเพื่อหลบหลีกความอึดอัด

เมื่อเข้ามือถือโดยไม่มีจุดหมายแน่ชัด นิ้วโป้งที่ไถไปจึงคล้ายคันโยกบนสล็อตแมชชีน สายตาคอยจับจ้องว่าจะเจอแจ็คพ็อตบ้างหรือไม่

แจ็คพ็อตสำหรับบางคนคือความบันเทิง และสำหรับบางคนคือความรู้

การเข้ามือถือเพื่อความบันเทิงคงไม่ต้องอภิปรายมากนัก มันคงคล้ายกับการดูทีวีสมัยก่อนที่กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ จนเจอสิ่งที่น่าสนใจ

แต่การเข้ามือถือเพื่อหาความรู้ ผมว่าเป็นเรื่องน่าพูดคุย

สมัยก่อน ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไร เราก็จะไปถามคนที่รู้เรื่องนั้น หรือเข้าห้องสมุดเพื่อค้นคว้า

คำถามมาก่อน แล้วเราจึงออกหาคำตอบทีหลัง

สมัยนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยากรู้เรื่องอะไร เราแค่ไถฟีดไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะได้อ่าน-ได้ดูบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้เราฉลาดและเข้าใจโลกมากกว่านี้

การอ่านโซเชียลเพื่อได้ความรู้ จึงเป็นการได้คำตอบโดยที่เราไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะมีคน (จริงๆ คือ AI) ถามและตอบมาให้แล้วเสร็จสรรพ

วิธีการแบบนี้ก็สะดวกดี แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวังอยู่ 2-3 ประการ

หนึ่ง คำตอบที่ได้มามีความสะเปะสะปะ ไม่เป็นองค์รวม ต่อยอดลำบาก คล้ายกับเบี้ยหัวแตกที่เอาไปซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

สอง คำตอบมักจะมาแบบสั้นๆ ย่อยมาแล้วให้เข้าใจง่าย (เพราะยิ่งง่ายคนยิ่งแชร์เยอะ) คำตอบเหล่านี้จึงอาจไม่ได้ทำให้เราลุ่มลึกขึ้นเท่าไหร่ เราอาจกลายเป็นคนที่รู้กว้างแต่ไม่กระจ่างสักอย่างเดียว

สาม เมื่อถูกป้อนคำตอบจนเคยชิน เราอาจสูญเสียความสามารถในการตั้งคำถาม โดยเฉพาะคำถามที่สำคัญสำหรับชีวิต

เมื่อเราไม่อาจเลิกเล่นมือถือได้ง่ายๆ วิธีลดความเสี่ยงที่กล่าวมา คือแทนที่จะหาความรู้แบบสล็อตแมชชีน เราควรหาความรู้แบบอ่านหนังสือพิมพ์

ยุคที่หนังสือพิมพ์เฟื่องฟู เราจะรู้เลยว่าจะเปิดไปหน้าไหนก่อน

อย่างผมถ้าได้ไทยรัฐมา ผมจะหยิบท่อนสองขึ้นมาดูหน้าแรกเพื่ออ่านข่าวกีฬา จากนั้นถ้าอยากดูโปรแกรมหนังก็เปิดสองหน้าจากด้านหลังแล้วอ่านหน้าซ้าย ถ้าอยากอ่านคอลัมน์กิเลน ประลองเชิง (และก่อนหน้านั้นคือมังกรห้าเล็บ) ก็จะอยู่ในหน้าแรกๆ มุมขวาล่าง

หนังสือพิมพ์อีกฉบับที่ผมเคยเป็นแฟนเหนียวแน่น คือมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 ที่แนะนำให้ผมรู้จักกับประภาส ชลศรานนท์ ‘ปราย พันแสง บินหลา สันกาลาคีรี เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย และบัวไร

เราสามารถใช้มือถือแบบเดียวกันได้ คือตั้งเป้าก่อนว่าอยากอ่านงานเขียนของใคร แล้วก็เข้าไปที่หน้าของเขาเลย พี่ที่ผมเคารพนับถือคนหนึ่งก็ใช้โซเชียลมีเดียแบบนี้ คือไม่ได้เป็น friend กับใคร แต่จะเข้าเพจของสื่อที่เขาเชื่อมั่นเพื่อติดตามความเป็นไปของโลก

แน่นอนว่าวิธีแบบนี้ย่อมขัดกับความเคยชิน แต่ก็เป็นเทคนิคที่ควรพิจารณา ยิ่งเดี๋ยวนี้ algorithm ชอบส่งอะไรมาเต็ม home feed ไปหมด

ใช้มือถือหาความรู้แบบอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่แบบเล่นสล็อตแมชชีน

เพราะเราไม่ควรปล่อยให้สติปัญญาเติบโตไปตามยถากรรมครับ