กฎ 20 ไมล์

20160731_20miles

ในปีค.ศ.1911 สองนักสำรวจชาวนอร์เวย์และอังกฤษแข่งกันว่า ใครจะสามารถพิชิตขั้วโลกใต้ได้เป็นคนแรก

นักสำรวจชาวนอร์เวย์ชื่อโรอัลด์ อมุนด์เซน (Roald Amundsen)

ส่วนนักสำรวจชาวอังกฤษนั้นชื่อโรเบิร์ต ฟอลคอน สก๊อต (Robert Falcon Scott)

ทั้งสองคนอายุพอๆ กัน มีประสบการณ์พอๆ กัน ออกเดินทางในเวลาไล่เลี่ยกัน แถมในช่วงสองเดือนแรกหลังจากออกเดินทาง ทั้งสองคณะยังเจอวันที่อากาศแย่พอๆ กันด้วย (อ้างอิงจากสมุดบันทึกที่ทั้งสองคนเขียนเอาไว้)

ในวันที่ 14 ธันวาคม 1911 คณะของอมุนด์เซนได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่พิชิตขั้วโลกใต้

ผ่านไปอีก 35 วัน กว่าคณะของสก๊อตจะเดินทางมาถึง และได้เห็นภาพอันน่าเจ็บปวด คือธงชาตินอร์เวย์ที่ปักอยู่ก่อนแล้ว

(อย่าลืมว่าในยุคนั้นยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีทางรู้ว่าแต่ละคณะเดินทางถึงไหนกันแล้วจนกว่าจะมาถึงขั้วโลกใต้และเห็นว่ามีธงปักอยู่หรือไม่)

คณะของอมุนเซนด์นั้นเดินทางกลับไปยัง Framheim ซึ่งเป็น Basecamp และประกาศให้โลกรับรู้ถึงความสำเร็จในวันที่ 25 มกราคม 1912

แต่คณะของสก๊อตไม่มีใครเหลือรอดกลับมาแม้แต่คนเดียว ทุกคนเสียชีวิตระหว่างทางอันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

อะไรคือความแตกต่างของคณะของอมุนเซนด์ชาวนอร์เวย์และคณะของสก๊อตชาวอังกฤษ?

ความแตกต่างอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ คณะของอมุนเซนด์นั้นจะเดินทางวันละประมาณ 15-20 ไมล์เสมอ

แม้เวลาเจออากาศดีๆ สามารถเดินทางได้วันละ 30 ไมล์ แต่อมุนเซนด์ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไม่เกิน 20 ไมล์อยู่ดี

แต่ในวันที่อากาศเลวร้ายมากๆ อมุนเซนด์ก็ยังออกเดินทาง แม้จะไปได้แค่ 10-15 ไมล์ก็ยังดี

ส่วนสก๊อตนั้นแตกต่าง ในวันที่อากาศแย่ๆ เขาและคณะจะหลบอยู่ในเต๊นท์และเขียนบันทึกแบบเซ็งๆ ว่าวันนี้อากาศไม่เป็นใจเอาเสียเลย

แต่ถ้าวันไหนอากาศดีมาก สก๊อตก็จะบุกตะลุยให้ได้ระยะไกลที่สุดเพื่อชดเชยวันที่ไม่ได้เดินทาง แต่การทำเช่นนั้นส่งผลให้คณะของสก๊อตเหนื่อยล้าเกินไป พอวันไหนที่อากาศแย่ๆ จึงไม่มีแรงใจและแรงกายพอที่จะทำอะไร

และนี่คือที่มาของกฎ 20 ไมล์ที่ผมอยากพูดถึงในวันนี้

ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด เราควรจะสร้างความก้าวหน้าในเรื่องนั้นทุกวัน

ไม่ว่าวันนั้นจะเจอเรื่องร้ายดีอย่างไร ‘สภาพอากาศ’ จะไม่เป็นใจแค่ไหน เราก็ไม่ควรหยุดเคลื่อนที่

และแม้ว่าวันไหนจะเส้นทางสดใสหรือเราจะมีกำลังเต็มพิกัด ก็ต้องระวังไม่หักโหมจนเหนื่อยล้าเกินไปในวันพรุ่งนี้

ผมเองก็เหมือนจะใช้กฎ 20 ไมล์นี้โดยไม่รู้ตัว คือเขียนบล็อกวันละหนึ่งตอนมาปีครึ่งแล้ว และตั้งใจจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ลองดูนะครับ หาเป้าหมายหนึ่งที่มีคุณค่ากับเรา และเดินตามกฎ 20 ไมล์นี้ทุกวัน

วันหนึ่ง เราอาจพิชิตขั้วโลกใต้ของตัวเองก็ได้


UPDATE: 20 Aug 2017: ต้องขอบคุณกฎ 20 ไมล์ที่ทำให้ผมเดินทางถึง “ขั้วโลกใต้” ได้จริงๆ เพราะ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว (ตอนนี้อยู่อันดับ 10 หนังสือขายดีของ SE-ED หมวดจิตวิทยาครับ)

BookAdvertise

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia: Roald Amundsen 

ขอบคุณข้อมูลจาก Jim Collins: Great by Choice

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Roald Amundsen and his crew looking at the Norwegian flag at the South Pole, 1911 South Pole

3 ปัจจัยสู่ความเทพ

20160726_lnw

Anders Ericsson เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นเลิศ (world’s leading expert on performance)

อีริคสันเคยทำการศึกษานักเรียนไวโอลิน 30 คนจากโรงเรียน Academy of West Berlin ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนดนตรีที่ดีที่สุดในโลก

อีริคสันเฝ้าสังเกตพฤติกรรมนักไวโอลินเหล่านี้ว่าซ้อมกันอย่างไร และได้ผลลัพธ์แบบไหน

เขาสรุปว่า นักเรียนไวโอลิน 30 คนนี้ จัดกลุ่มได้เป็น 3 ระดับ

ระดับที่ 1 เก่งปานกลาง ใช้เวลากับการฝึกวันละ 90 นาที

ระดับที่ 2 (เก่งมาก) กับระดับที่ 3 (ขั้นเทพ) ใช้เวลาซ้อมวันละประมาณ 4 ชั่วโมง ครั้งละไม่เกิน 90 นาที และเริ่มซ้อมเซสชั่นแรกตั้งแต่เช้าตรู่

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างระดับที่ 2 กับระดับที่ 3 ก็คือ นักไวโอลินระดับ 3 หรือนักไวโอลินขั้นเทพนั้น เริ่มเรียนไวโอลินตั้งแต่เด็ก ทำให้มี “ชั่วโมงบิน” สูงกว่านักไวโอลินระดับ 2

จากการศึกษาครั้งนี้ อีริคสันได้ ข้อสรุป 3 ปัจจัยสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่

1. มีแบบแผน (Ritual)
2. ซ้อมให้หนักในกรอบเวลาที่ชัดเจน (Practice in time-limited sprints)
3. มีเวลาพักให้ชาร์จแบต (Restoration)

มาดูกันทีละข้อนะครับ

1. มีแบบแผน

แบบแผนหรือ Ritual คือพฤติกรรมที่คุณทำซ้ำๆ ทุกวันจนมันกลายมาเป็นสิ่งที่คุณทำโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดหรือใช้แรงอะไรมากมาย พูดง่ายๆ ก็คืออุปนิสัยในการฝึกซ้อมของคุณนั่นเอง

ในกรณีของนักไวโอลินระดับ 2 & 3 พวกเขาจะมี Ritual ที่ชัดเจน คือเริ่มฝึกซ้อมตั้งแต่เช้าทุกๆ วัน

ข้อดีของการมี Ritual ก็คือ เมื่อการกระทำเป็นไปโดยอัตโนมัติ นักไวโอลินจึงไม่จำเป็นต้องใช้ willpower หรือความมุ่งมั่นมากนัก

เพราะความมุ่งมั่นนั้นมีขีดจำกัด เปรียบเหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งใช้ยิ่งล้า จึงควรเก็บเอาไว้ทำเรื่องอื่นๆ มากกว่าจะมานั่งตัดสินใจว่า วันนี้จะซ้อมหรือไม่ซ้อมดี ถ้าซ้อมจะซ้อมกี่โมงดี ฯลฯ

2. ซ้อมให้หนักในกรอบเวลาที่ชัดเจน

การมีกรอบเวลาที่ชัดเจนทำให้การโฟกัสแค่เรื่องซ้อมดนตรีอย่างเดียวโดยไม่ปล่อยให้สิ่งใดๆ มารบกวนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ถ้าเราซ้อมไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดเวลา ก็มีความเสี่ยงที่เราจะหยุดเช็คเฟซบุ๊คหรือหาเรื่องอู้ตลอดทั้งวัน

3. มีเวลาพักให้ชาร์จแบต

นักไวโอลินกลุ่มที่เก่งที่สุดสองกลุ่มนั้นจะหยุดพักอย่างน้อยทุกๆ 90 นาที ก่อนจะกลับมาซ้อมหนักในคาบต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นักไวโอลินระดับ 2 และ 3 นั้นจะนอนเฉลี่ยคืนละ 8.5 ชั่วโมง (นักไวโอลินระดับ 1 นอนคืนละ 7.8 ชั่วโมง) โดยอีริคสันเชื่อว่า การนอนพักผ่อนให้เพียงพอนั้นช่วยให้สมองได้มีเวลาจัดระเบียบสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะเทพเรื่องใด จงแบ่งเวลาให้กับมันทุกวัน (ยิ่งเป็นเวลาเดิมทุกวันยิ่งดี) เวลาฝึกซ้อมก็อย่าว่อกแว่ก เอาความสนใจและความใส่ใจทั้งหมดมอบให้กับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า และต้องไม่ตะบี้ตะบันซ้อมจนลืมหยุดพักเพื่อชาร์จแบต

สำหรับคนทำงานบริษัท อาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกันเวลาวันละหลายชั่วโมงเหมือนนักเรียนไวโอลิน แต่เราก็สามารถนำหลักการบางอย่างไปปรับใช้ได้ เช่นอาจจะตื่นให้เช้าหน่อย และซ้อม 25 นาที พัก 5 นาทีตามเทคนิค Pomodoro ครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Maximize Your Potential: Grow Your Expertise, Take Bold Risks & Build an Incredible Career (The 99U Book Series) ตอน Developing Mastery Through Deliberate Practice by Tony Schwartz 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีสอบให้ได้ A

20160722_ace

บทความนี้อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับกลุ่มผู้อ่านหลักของ Anontawong’s Musings เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ทำงานกันหมดแล้ว

แต่ผมก็หวังว่ามันจะมีประโยชน์พอที่จะให้ผู้อ่านนำไปแชร์ให้กับน้องๆ ที่ยังเรียนอยู่ โดยเฉพาะเด็กมัธยมปลายหรือเด็กมหาวิทยาลัยนะครับ

ผมจบมาจาก Asian University ที่จังหวัดชลบุรี และผมก็เป็นนักศึกษารุ่นแรก

ในวันนั้น มหาวิทยาลัยมีแค่สองคณะคือวิศวะฯ กับ บริหารธุรกิจ และมีเด็กแค่ 20 คนเท่านั้นคือวิศวะ 10 คน  BBA 10 คน

พอขึ้นปี 2 ก็เหลือ 14 คน พอปี 3 ก็เหลือ 13 คน คือวิศวะ 6 BBA 7

ในคณะวิศวะ 6 คนนั้น มีสามคนที่เป็นนักเรียนทุน และอีกสามคนที่ไม่ใช่นักเรียนทุน

นักเรียนทุนมีหน้าที่ต้องรักษาเกรดเฉลี่ยเกิน 3.0 อยู่แล้ว จึงค่อนข้างขยันและทำคะแนนดีมาโดยตลอด

ส่วนอีกสามคนที่ไม่ใช่นักเรียนทุน ก็จะออกแนวชิวๆ เรียนบ้างไม่เรียนบ้างตามประสา และต้องมานั่งลุ้นเกรดทุกสิ้นเทอม

ที่หอพักของเอเชี่ยนยูนั้น ชั้น 1 จะมีห้องเปล่าประมาณ 12 ห้องที่เขาเปิดให้เป็น Study Room ที่ใครจะมาใช้ก็ได้

ตอนปีหนึ่งกับปีสอง เด็กที่ไม่ใช่นักเรียนทุนจะเอ่ยปากขอให้เด็กทุนช่วยติววิชาที่มันยากๆ เช่นเลขหรือฟิสิกส์

แต่พอขึ้นปีสาม เราก็ได้ไอเดียบรรเจิดว่า จริงๆ แล้วเราก็ควรจะให้เด็กไม่ทุนติวเด็กทุนได้เหมือนกันนี่!

ก็เลยตกลงกันว่าแต่ละคนจะต้องติวกันคนละ 1 วิชา เรามีกันทั้งหมด 6 คน ก็แบ่งกันลงตัวพอดี

คนที่เป็นติวเตอร์ ต้องไปเขียนโน๊ตสรุปเนื้อหาวิชาที่ตัวเองได้รับมอบหมายมา แล้วถ่ายเอกสารมาแจกเพื่อนๆ

เมื่อได้เวลาติวของวิชานั้นๆ เราก็จะมารวมตัวกันที่ห้อง Study Room แล้วให้ติวเตอร์ของวิชานั้นเป็นคนสอน อาจจะครั้งละสองชั่วโมงก็ว่ากันไป ถ้ายังคุยไม่จบค่อยนัดมาติวกันต่อวันหลัง

ผลที่ออกมาคือดีมากครับ

ดีมากในแง่ที่ว่า คนที่ไม่ใช่เด็กทุน ที่รับหน้าที่เป็นติวเตอร์วิชาไหน เขาจะสอบได้ A หรือ B+ ในวิชานั้นๆ

เพราะการที่เขาต้องมานั่งทำโน๊ต และเตรียมตัวสอนเพื่อนนั้น ทำให้เขาเข้าใจวิชานี้อย่างกระจ่างแจ้งไปโดยปริยาย

เขียนเล่ามาตั้งนาน เพียงเพื่อจะบอกว่า เคล็ดลับของการสอบวิชาไหนให้ได้ A นั้น ก็แค่เพียงเตรียมตัวราวกับว่า เราจะต้องเป็นติวเตอร์วิชานั้นให้กับเพื่อนๆ ของเรา และจะยิ่งดีมากถ้าได้ลงมือติวจริงๆ เพราะเพื่อนจะถามคำถามซึ่งชี้ให้เห็นว่าเรายังตกหล่นหรือยังเข้าใจประเด็นไหนไม่ชัดเจนรึเปล่า

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ

20160720_coin

วันนี้มีเทคนิคหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยามที่เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนระหว่าง A กับ B

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้ารู้เทคนิคนี้แล้ว เราจะใช้กับตัวเองไม่ได้ แต่อาจใช้ช่วยคนอื่นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี

ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา

ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


ที่แฟนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดสีไหน อาจเป็นเพราะว่าใช้สมองเยอะเกินไป

แต่ ณ จังหวะที่แฟนรู้ตัวว่า ทางเลือกของตนอาจจะตกอยู่ในกำมือของเหรียญ จังหวะนั้น ใจในส่วนลึกจะตอบได้เองว่า จริงๆ แล้วเธออยากใส่สีฟ้าหรือสีครีมกันแน่ (โดยใช้หัว/ก้อยเป็นทางผ่าน)

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตัวเองได้เรียนรู้เทคนิคนี้เสี่ยงเหรียญนี้จากไหน แต่คิดว่าน่าจะจากหนังหรือหนังสือซักเรื่องหนึ่ง ใครจำได้ช่วยมาบอกด้วยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

3 ทางเลือกในการรับมือเรื่องที่ไม่ชอบ

20160414_3ways

เรียงจากง่ายไปยาก:

1. Avoid – หลีกเลี่ยง
2. Accept – ยอมรับ
3. Adjust – ปรับเปลี่ยน

ยกตัวอย่างเช่น เรามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่พูดจาไม่ค่อยดี คุยกันทีไรเสียอารมณ์ทุกที

วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะรับมือกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็คือหลีกเลี่ยงไม่ต้องคุยหรือไม่ต้องสุงสิงกับคนๆ นี้ให้มากที่สุด

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ยังไงก็ต้องเจอเขา วิธีถัดมาก็คือการยอมรับในตัวตนว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราเป็นใครถึงจะไปหวังว่าเขาจะพูดจาดีกับเราเพียงคนเดียว

และถ้าสุดท้าย เลี่ยงก็ไม่ได้ จะทำใจยอมรับก็ทำไม่ได้อีก ก็เหลือวิธีที่ยากที่สุดคือปรับเปลี่ยน โดยอาจจะเป็นการเปลี่ยนที่เพื่อนร่วมงานคนนี้หรือเปลี่ยนที่ตัวเราเองก็ได้

เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานโดยหาทางบอกกับเขา ไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านใครซักคนที่เพื่อนคนนี้อาจจะยอมรับ

หรือเปลี่ยนที่ตัวเองด้วยการย้ายโปรเจ็คหรือย้ายทีม (แต่หวังว่าคงไม่ถึงขั้นต้องย้ายบริษัทนะ)

Avoid – Accept – Adjust น่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์ในชีวิตเลยทีเดียว

จะหลีกเลี่ยง ยอมรับ หรือปรับเปลี่ยน ลองเลือกใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Shine: How to Survive and Thrive at Work by Chris Baréz-Brown

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com