กฎ 70% สำหรับคนเป็นหัวหน้า

20200203

คนที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหม่ๆ มักจะมีอาการ “ช็อคน้ำ”

หนึ่ง คือจากที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก็ต้องมาเป็นหัวหน้าของเขา

สอง คืองานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยรู้ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากพอที่จะให้คำปรึกษาได้

สาม คือเรามักจะพบว่าเรายังขาด soft skills บางอย่างที่จะช่วยให้ทีมทำงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

สี่ คือเราไม่กล้ามอบหมายงานให้ลูกน้อง หนึ่งเพราะน้องยุ่งอยู่แล้ว สองการสอนนั้นต้องใช้เวลา สามถึงสอนไปงานก็มักออกมาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงเลือกที่จะทำเสียเอง

พองานเก่าก็ยังทำ งานใหม่ก็ต้องดู จากคนที่เคยทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ก็กลายเป็นหัวหน้าที่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง

หัวหน้าใหม่ รวมถึงหัวหน้าเก่าบางคน จึงน่าจะได้ประโยชน์จากกฎ 70% นี้ครับ

กฎ 70% บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกน้องสามารถทำงานชิ้นนี้ได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำได้ ก็จงมอบหมายให้ลูกน้องทำงานนั้นเสียเถิด เพื่อที่เราจะได้มีเวลาสำหรับงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

แม้กฎ 70% จะเข้าใจง่าย แต่ทำได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งที่เรามักจะไม่ยอมปล่อยงานให้คนอื่น เพราะเรายังอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง” ด้วยการทำงานที่เราถนัด เพราะงานอื่นๆ ที่มากับหน้าที่หัวหน้านั้นเราไม่เก่งเอาเสียเลย การได้ทำงานที่ตัวเองเก่งอยู่แล้วคือ comfort zone ที่เราโหยหา

แต่การพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่มีทางยั่งยืน เราอาจจะกัดฟันทำได้สักสองสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี แต่สุดท้ายร่างกายคนเรามีลิมิต เวลาของเราก็มีจำกัด แต่งานนั้นเป็นอนันต์ การพยายาม “อมงาน” เอาไว้กับตัวนั้นไม่ได้สร้างผลดีกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าเรายังทำหน้าที่หัวหน้าได้ไม่ค่อยดี ลองเอากฎ 70% ไปลองใช้ดูนะครับ อาจจะเริ่มจากคนที่เราไว้ใจมากๆ ก่อนก็ได้

ช่วงแรกนั้นยากแน่นอน แต่ในระยะยาว ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้ชีวิตของลูกน้องดีขึ้น และทำให้ทีมดีขึ้นได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Hector Quintanella’s answer to What’s the biggest challenge you expect to face in 2020?

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

5 คำแนะนำสำหรับคนตื่นนอนกลางดึก

20200107c

1. ถ้าปวดฉี่ ให้ลุกไปเข้าห้องน้ำ อย่าขี้เกียจลุกแล้วนอนอั้นอยู่อย่างนั้น

2. ถ้าไม่ได้ปวดฉี่ แต่ผ่านไป 10 นาทีแล้วก็ยังไม่หลับ ก็ลุกขึ้นมาดีกว่า เพราะถ้ายิ่งพยายามนอน จะยิ่งหงุดหงิดและจะยิ่งนอนไม่หลับ

3. เมื่อลุกขึ้นมาแล้ว อย่าเล่นมือถือหรือดูทีวี เพราะอุปกรณ์ LED จะปล่อยแสงสีน้ำเงิน (blue light) ซึ่งกระตุ้นให้เราตื่นตัวยิ่งกว่าเดิม เอาจริงๆ เราก็จ้องอุปกรณ์เหล่านี้มาตลอดทั้งวันอยู่แล้ว ถนอมตาบ้างเถอะ

4. ทำกิจกรรมเบาๆ เช่นอ่านหนังสือที่ไม่ได้หวือหวา เขียนสิ่งที่อยู่ในหัวลงกระดาษ ทบทวนสัปดาห์ที่ผ่านมา สวดมนต์-นั่งสมาธิ

5. เมื่อทำข้อ 4 ได้สักพักเดี๋ยวจะรู้สึกง่วงเอง แล้วเราก็จะกลับไปนอนได้อย่างสันติสุข หรือถ้าไม่ง่วงก็ไม่เป็นไร ให้ทำโน่นทำนี่จนกว่าจะรู้สึกง่วงแล้วค่อยพาตัวเองกลับไปที่เตียง

อย่าไปกังวลว่าเราจะนอนไม่พอ ให้คิดว่ากำไรเพราะได้ mini evening แถมมาฟรีๆ เป็นโอกาสให้เราได้ทำอะไรที่ปกติเราไม่ค่อยมีเวลาทำครับ


“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

Top 10 New Year Resolutions ที่คนชอบตั้งแต่ทำไม่ได้

20191229

ณ ช่วงเวลานี้ของปีเป็นธรรมเนียมของใครหลายคนที่จะตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่

แต่ปีแล้วปีเล่าเราก็จะมักจะตั้งเป้าเพื่อจะผิดคำพูดกับตัวเองอยู่ร่ำไป

นิตยสาร TIME เคยจัดอันดับ New Year Resolutions ที่แท้งกลางคัน 10 อันดับแรก

– ลดน้ำหนัก
– เลิกบุหรี่
– ลงเรียนอะไรใหม่ๆ
– กินของที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น
– ปลดหนี้และออมเงิน
– ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น
– ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ
– เครียดให้น้อยลง
– ทำงานจิตอาสา
– ดื่มเหล้าให้น้อยลง

สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งอยากลดน้ำหนัก สิ่งที่เธอมักจะทำคือ

– เขียนเป้าหมายที่ชัดเจนลงในกระดาษ เช่นฉันจะลดน้ำหนักลงเหลือ 48 กิโลกรัมภายใน 31 ธันวาคม 2563!
– แปะกระดาษนั้นไว้ในบริเวณที่จะเห็นได้ทุกวัน
– สมัครสมาชิกฟิตเนส
– ซื้อชุดและอุปกรณ์
– เดือนแรกไปฟิตเนสสัปดาห์ละ 4 วัน และเริ่มสั่งอาหารคลีนมากิน งดของหวานทุกอย่าง
– เดือนถัดไปเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน กินคลีนบ้างไม่คลีนบ้าง
– เดือนที่สามเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละครั้ง ก็งานมันยุ่ง
– เดือนที่สี่ชีวิตกลับเข้าหลูปเดิมของปี 2562
– เดือนที่ 5 6 7 8 9 10…ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
– รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะสิ้นปี 2563 แล้ว
– ตั้งเป้าหมายปีใหม่ 2564 ว่าฉันจะลดน้ำหนัก!

ไอนสไตน์บอกว่าการทำอย่างเดิมแล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปนับเป็นความบ้าคลั่งอย่างหนึ่ง

ถ้ารอบนี้ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราอาจต้องเปลี่ยนยุทธศาตร์นิดหน่อย

แทนที่จะโฟกัสไปที่ผล เราควรจะโฟกัสไปที่มรรค

เพราะจริงๆ แล้วเป้าหมายเปลี่ยนชีวิตเราไม่ได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ คืออุปนิสัยและวิธีการใช้ชีวิตต่างหาก

“New goals don’t deliver new results. New lifestyles do. And a lifestyle is not an outcome, it is a process. For this reason, all of your energy should go into building better habits, not chasing better results.”
-James Clear

แทนที่จะตั้งเป้าว่าอยากลดน้ำหนักเหลือเท่านั้นเท่านี้ ลองตั้งเป้าว่าเราจะปรับวิถีชีวิตและอุปนิสัยที่เอื้อให้เรามีหุ่นที่ดี โดยเดือนนึงจะโฟกัสแค่การเปลี่ยนนิสัยเพียง 1 อย่าง อาทิเช่น

เดือนที่ 1 ลดการดูเน็ตฟลิกซ์เพื่อจะได้นอนก่อน 5 ทุ่ม ตื่นก่อน 6 โมงเช้า

เดือนที่ 2 ดื่มน้ำให้มากขึ้น มีขวดน้ำวางไว้ที่โต๊ะให้จิบได้ตลอดวัน โละขนมชวนอ้วนออกจากตู้เย็น

เดือนที่ 3 นอนก่อน 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 เพื่อจะได้มีเวลาวิ่งให้ได้ครั้งละ 1 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนเน็ตฟลิกซ์คงต้องเก็บไว้ดูวันหยุด

เดือนที่ 4 วิ่ง 2 กิโล สัปดาห์ละ 3 ครั้ง วันที่ไม่ได้วิ่งอาจจะทำ 7-minute exercise

เดือนที่ 5 เปลี่ยนอาหารเย็นเป็นสลัดผัก ยังวิ่ง 2 กิโลเหมือนเดิม

เดือนที่ 6 วิ่ง 3 กิโล

เดือนที่ 7 เริ่มไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะเข้าหน้าฝนแล้ว อย่าให้ฝนเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ออกกำลังกาย

เดือนที่เหลือน่าจะพอนึกภาพออกนะครับว่าควรทำอะไรบ้าง

สำคัญที่สุดคืออย่าใจร้อน อย่าพยายามเปลี่ยนนิสัยหลายอย่างพร้อมๆ กัน เพราถ้านิสัยใหม่แต่ละอย่างมีโอกาสทำสำเร็จแค่ 60% การเปลี่ยนนิสัย 4 อย่างพร้อมกันจะเหลือโอกาสสำเร็จเพียง 0.6^4 = 13% เท่านั้น

สำคัญที่สองคืออย่าหวังพึ่ง willpower หรือแรงใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราทำสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น เช่นถ้าจะวิ่งตอนเช้า ก็ลองใส่ชุดวิ่งเป็นชุดนอนและขอให้เพื่อนที่วิ่งตอนเช้าอยู่แล้วโทร.มาปลุกเป็นต้น

สำคัญที่สามคือให้ระลึกเสมอว่านี่คือเกมยาว การมีน้ำหนัก 48 กิโลตอนสิ้นปีเป็นเพียงหมุดหมายแต่ไม่ใช่ปลายทาง การไปถึงปลายทางไม่ใช่ประเด็นหลัก การอยู่บนวิถีทางต่างหากที่สำคัญที่สุด

ขอเป็นกำลังใจให้ปี 2563 แตกต่างจากทุกๆ ปีที่ผ่านมาครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

63 ไอเดียและคำถามสำหรับปี 2563

20191228b

1. เช้าให้ทำงานใหญ่ บ่ายให้ทำงานเล็ก

2. งานทุกอย่างมี shit sandwich เสมอ ไม่มีใครได้ทำแต่งานที่ตัวเองชอบหรอก แม้กระทั่ง CEO

3. จงเป็นของหายากสำหรับหัวหน้า

4. หัวหน้าไม่ได้มีหูทิพย์-ตาทิพย์ เราทำอะไรดีๆ ก็แจ้งเขาหน่อย จะได้ไม่ต้องมานั่งน้อยใจทีหลัง

5. เห็นคุณค่าของสิ่งที่มี อย่าเป็นทัพพีไม่รู้รสแกง

6. ที่ว่างานสำคัญๆ นั้นมันสำคัญสำหรับเราหรือสำคัญสำหรับคนอื่น?

7. เค้าขอไม่ได้แปลว่าต้องให้

8. งานเป็นอนันต์ อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเราจะเอาชนะ infinity ทำงานให้พอดีแล้วกลับบ้านเถอะ

9. ถ้าอยากให้คนจดจำ จงทำในสิ่งที่เราไม่ต้องทำก็ได้

10. คนบางคนมีประสบการณ์ทำงาน 10 ปี ส่วนคนบางคนมีประสบการณ์ทำงาน 1 ปีซ้ำ 10 รอบ

11. อย่าให้หัวหน้าต้องเอ่ยปากซ้ำ

12. ถ้าอยากเติบโตในองค์กร จงเป็นคน underpaid เสมอ เพราะมันแสดงว่าเรากำลังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากกว่าที่เขาจ่ายให้เรา เมื่อใดก็ตามที่เรา overpaid ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลย

13. ถ้ารู้สึกว่าหัวหน้าไม่ค่อยใส่ใจ ให้ระลึกว่าเขาเป็นดาวฤกษ์ของเราเพียงดวงเดียว ส่วนเราเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ของเขาหลายสิบดวง

14. หัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น ถ้ามีเราแล้วชีวิตเค้าแย่ลง เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

15. หัวหน้าควรจะพูดเป็นคนสุดท้าย ถ้าหัวหน้าพูดเป็นคนแรก ลูกน้องจะไม่กล้าแสดงความเห็นต่าง

16. หัวหน้าควรรักษาสัญชาติญาณสัตว์ป่าของคนในทีมไว้ อย่าปล่อยให้เสือสบายจนกลายเป็นแมว

17. คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย อย่าเขียนกฎเพื่อคุมคนส่วนน้อยจนทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนไปด้วย

18. หัวหน้าไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูกน้อง เราเป็นพนักงานกินเงินเดือนเหมือนกัน แค่หน้าที่ต่างกันเท่านั้น

19. โดยธรรมชาติแล้วหัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว ถ้าอยากเป็นหัวหน้าก็ทำใจเรื่องนี้เอาไว้

20. ถ้าชีวิตไม่โอเคให้นอนเยอะๆ พอนอนมาเต็มอิ่มแล้วจะรู้สึกว่าเราจะทำอะไรก็ได้

21. ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว ถ้าหาวิธีนอนเร็วได้ การตื่นเช้าจะง่ายมาก

22. คนบางคนก็ดูแลรถดีกว่าดูแลตัวเอง

23. กินให้น้อยไปนิดนึงแล้วมันจะพอดี

24. (มาราธอน) ถ้าซ้อมถึงมันก็วิ่งถึง ถ้าซ้อมไม่ถึงมันก็วิ่งไม่ถึง

25. การซ้อมวิ่งที่ดีไม่ต่างอะไรกับการทำบุญ เราควรจะรู้สึกดีก่อนวิ่ง รู้สึกดีระหว่างวิ่ง และรู้สึกดีหลังวิ่งเสร็จแล้ว

26. วิธีดูว่าเรามีเงินพอซื้อของชิ้นนี้รึเปล่า ก็คือถามตัวเองว่าเราซื้อสองชิ้นไหวรึเปล่า ถ้าซื้อสองชิ้นไม่ไหว ก็แสดงว่าซื้อของชิ้นนั้นไม่ไหว If you can’t afford two of it, you can’t afford it.

27. คนบางคนร่างกายเผาผลาญดี กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน คนบางคนกิเลสเผาผลาญดี ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ

28. เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต ความสัมพันธ์กับเงินของเราจะเปลี่ยนไป แล้วความรู้สึกเวลาเงินไหลเข้าไหลออกจะคลี่คลายลงไปเยอะ

29. ไม้บรรทัดคนเราไม่เท่ากัน หนึ่งเซ็นของเราอาจเท่ากับหนึ่งนิ้วของเขาก็ได้

30. ผิดบวกผิดไม่เท่ากับถูก

31. เขาไม่ได้คิดร้าย เขาแค่คิดไม่ได้เฉยๆ

32. ถ้าเลือกได้เขาคงไม่อยากเป็นคนแบบนี้หรอก

33. คนฉลาดจะไม่หงายไพ่หมด

34. น้ำขุ่นอย่ารีบตัก

35. เราอยากได้แฟนที่ฉลาดหลักแหลม แต่ก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่าถ้าเค้าฉลาดจริงๆ เค้าจะเลือกเรามั้ย?

36. พลาดคนที่ใช่ ดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่

37. ผู้ชายมักตายด้วยความดื้อ ผู้หญิงมักตายด้วยอารมณ์

38. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

39. ถ้าอยู่กับลูกแล้วเล่นมือถือมากกว่าเล่นกับลูกแสดงว่ามันคงต้องมีอะไรผิดซักอย่างแล้วล่ะ

40. ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร? แล้วทำไมไม่ทำเลย? คิดเหรอว่าอนาคตจะมีเวลามากกว่านี้? Facebook/Instagram/Youtube/Netflix เขาไม่ยอมหรอกนะ

41. ถ้าจะเริ่มก็เริ่มตอนที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ ถ้าจะรอให้พร้อมก็คงไม่ได้ทำเหมือนเคย

42. วิธีดูว่าคนๆ หนึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ไม่ต้องฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ – their actions are their real priorities.

43. สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง ตอนยานอะพอลโล 11 บินไปดวงจันทร์ เชื้อเพลิง 90% ถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรก

44. เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

45. ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

46. คนที่จะไปได้ไกลคือคนที่มีอารมณ์ก็ทำ ไม่มีอารมณ์ก็ทำ

47. หากเปลี่ยนตัวเองมันยากนัก ให้ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมดู

48. อย่าชอบซื้อหนังสือมากกว่าชอบอ่านหนังสือ อย่าชอบซื้อรองเท้ามากกว่าชอบซ้อมวิ่ง

49. หนังสือ 500 บาทที่ได้อ่านคือหนังสือราคาถูก หนังสือ 50 บาทที่ไม่ได้อ่านคือหนังสือราคาแพง

50. ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง ชนะข้างในก่อนถึงจะชนะข้างนอก

51. ความสำเร็จมักมาช้ากว่าที่คิดเสมอ

52. ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดี

53. เมื่อหยุดบ่นความสุขก็จะโชยมา

54. มันยังไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่ม

55. และบางทีมันก็ไม่มีครั้งต่อไป

56. Be in the moment เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว และความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน

57. เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

58. วิธีที่เรามองปัญหานั่นแหละคือตัวปัญหา

59. มากกว่าเงินคือเราอยากมีความสุข มากกว่าความสุขคือเราอยากมีประโยชน์ มากกว่าประโยชน์คือเราอยากมีความหมาย

60. เรากำลังปีนภูเขาที่เราอยากปีนจริงๆ รึเปล่า?

61. ถ้ามันง่ายแสดงว่าเราอาจจะมาผิดทาง

62. ที่เราฝันๆ เอาไว้มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอก และที่เราหวาดหวั่นมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวเช่นกัน

63. กล้าๆ หน่อย ปัญหาส่วนใหญ่แก้ได้ถ้าเรากล้าขึ้นอีกนิดเดียว


รวบรวมมาจาก Anontawong’s Musings Archive

ตัด T ออกจาก SMART Goals ดูมั้ย

20191219

ใกล้ขึ้นปีใหม่ หลายคนน่าจะกำลังคิดถึงการตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2563

และหนึ่งในวิธีตั้งเป้าหมายที่เราได้ยินกันมานาน ก็คือการตั้งเป้าแบบ SMART Goals

Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound

เจาะจง วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับตัวตน มีเดดไลน์

แต่ผมกลับค้นพบว่า กับเป้าหมายส่วนตัว บางทีการตัดเรื่องเวลาออกไปก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

เพราะผมสังเกตว่า เมื่อเราเซ็ตเดดไลน์ เรามักจะเคร่งเครียดหรือเร่งร้อนเกินไปจนทำบางสิ่งที่ขัดกับวิถีทางที่เราเชื่อ หรือเบียดเบียนพื้นที่ส่วนอื่นของชีวิตมากเกินควร

เช่นถ้าผมตั้งเป้าว่าจะต้องมีคนตามเพจ 100,000 คนภายในสิ้นปีหน้า ผมก็คงต้องเขียนแต่บทความที่ไวรัลแล้วใช้เงินบู๊สต์โพสต์เยอะๆ ซึ่งก็จะทำให้เสียโอกาสเขียนบทความที่มีคุณภาพดีแต่อาจไม่แมส และเสียเงินให้กับ FB ให้ได้มาซึ่งยอด followers แถมยังเป็น followers ที่มี engagement ต่ำอีกด้วย

หรือถ้าผมตั้งเป้าว่าจะต้องวิ่ง Sub-4* มาราธอน ให้ได้ภายใน 3 เดือน ผมก็อาจจะซ้อมหนักเสียจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจนบาดเจ็บยาว

แต่ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะมีคนตามเพจ 100,000 คน โดยไม่มีเดดไลน์ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น หน้าที่ของผมก็คือเขียนบทความดีๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หยุดเขียนและถ้าเฟซบุ๊คไม่เจ๊งไปเสียก่อน วันหนึ่งก็ต้องไปถึงแสนจนได้

เช่นเดียวกัน ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะวิ่ง Sub-4 marathon ให้ได้แต่ไม่คาดคั้นว่าต้องทำสำเร็จเมื่อไหร่ ผมก็จะซ้อมไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายพร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมก็อาจจะจบ sub-4 โดยที่ไม่กระทบความสัมพันธ์หรือสร้างภาระให้ร่างกายมากจนเกินเหตุ

บางคนอาจถามว่าถ้าไม่มี time-bound มันจะไม่เหยาะแหยะเหรอ

อันนี้ผมว่าแล้วแต่ บางคนสนุกกับการมีเวลามากดดัน แต่บางคนก็อาศัยความสม่ำเสมอและความเคยชินจนกลายเป็นอุปนิสัยที่ทำได้โดยไม่ต้องพยายาม

แล้วถ้าไม่มี time-bound จนเราไปช้ากว่าที่ควรเป็น เกิดเหตุระหว่างทางจนไปไม่ถึงจะทำยังไง

ผมก็จะบอกว่าถึงไปไม่ถึงก็ไม่เห็นเป็นไรสักหน่อย 100,000 followers หรือ Sub-4 มันก็เป็นเพียงตัวเลขกลมๆ ที่อุปโลกน์กันขึ้นมา ไม่ได้มีคุณค่าหรือความหมายใดๆ ในตัวมันเอง

สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องคิดให้ดีว่ากำลังเล่นเกมสั้นหรือเกมยาว มันเป็น finite game หรือ infinite game

เราเปิดบล็อกหรือเปิดเพจไม่ใช่เพื่อจะเอายอด followers ไว้อวดใคร เราเขียนเพราะเห็นว่ามันอาจสร้างประโยชน์และอาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เราในอนาคต

เราไม่ได้วิ่ง Sub-4 เพื่อจะได้ถ่ายรูปอวดเพื่อนลงเฟซบุ๊คในวันที่วิ่งจบ เราวิ่ง Sub-4 เพื่อจะสร้างอุปนิสัยการดูแลตัวเองและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอซึ่งจะนำไปสู่สุขภาพที่ดีในวัยที่ล่วงเลย

ถ้าลอง SMART goals แล้วไม่เวิร์ค หรือเวิร์คแต่รู้สึกว่ามันคร่ำเคร่งเกินไป ก็ลองตัด T ออกให้เหลือเพียง SMAR goals ดูนะครับ

—–
*Sub-4 = วิ่งจบภายใน 4 ชั่วโมง

ป.ล. แนะนำเฉพาะกับเป้าหมายส่วนตัวนะครับ เป้าหมายบริษัทควรจะมี T กำกับเสมอ ยกเว้นเป้าหมาย infinity เช่น vision ขององค์กร

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ fb.com/anontawongblog/posts/1529356450556797